เอ็นจีโอชง 3 ประเด็น หวังพรรคการเมืองหยิบไปทำนโยบาย แก้ไข ‘ป่วยจิตเวช’ ตั้งแต่เนิ่นๆ เผยมีต้นแบบจากอเมริกา อิจฉา ปชช.ไม่ถูกละเลย
เมื่อวันที่ 18 เมษายน นางรัชนี แมนเมธี ประธานเครือข่ายก่อการต้านเศร้า เปิดเผยกับ “มติชนออนไลน์” ถึงการเสนอนโนบายเรื่องโรคจิตเวชเพื่อส่งต่อให้พรรคการเมืองที่สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะมีการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ว่าที่ผ่านมานโยบายเกี่ยวกับโรคจิตเวชยังไม่ครอบคลุมพอ ที่ทราบเพราะเคยป่วยซึมเศ้รา เมื่อหายแล้วได้เป็นผู้สอน/วิทยากร ร่วมกับสมาคมสายใยแห่งครอบครัว จึงรู้ว่าที่ผ่านมาผู้เข้าสู่การรักษาไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือแอบอยู่ตามชุมชน หรือครอบครัวไม่ส่งรักษา เพราะมองเป็นตราบาป หรือเหมารวมผู้ป่วยจิตเวชว่าเป็นคนบ้า มีอคติ ทำเป็นไม่รับรู้ว่าป่วยซึ่งอันตรายมาก หากได้เข้าสู่การรักษาสามารถหายได้เร็ว เดี๋ยวนี้การรักษาทันสมัยมาก ตอนนี้จึงรณรงค์ให้เกิดการค้นหาแล้วส่งมาบำบัดรักษา
นางรัชนีเปิดเผยว่า แรงบันดาลใจในการส่งจดหมายถึงพรรคการเมืองและสื่อมวลชน เพราะเห็นตัวอย่างจาก อเมริกา มีกลุ่มชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช รวมกลุ่มกันในชื่อสมาคม NAMI มีขนาดใหญ่ระดับประเทศ ปัจจุบันนักการเมืองจะทำอะไรเกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวชก็ต้องถามสมาคมนี้ก่อน ดังนั้น ผู้ป่วยจิตเวชจะไม่ถูกละเลย สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ยอมรับว่าเห็นแล้วอิจฉา อยากให้ไทยเข้มแข็งแบบนั้นบ้าง
นางรัชนีกล่าวว่า สิ่งที่อยากเสนอให้พรรคการเมืองนำไปปรับเป็นนโยบายมี 3 ประเด็นหลักคือ 1.เกิดความรู้เรื่องโรคจิตเวช ซึ่งประกอบด้วยหลายโรค อาทิ ซึมเศร้า, จิตเภท, อารมณ์สองขั้ว 2.มีทักษะในการปฐมพยาบาลทั้งกายและใจ รวมถึงส่งต่อผู้ป่วยจิตเวชไปรับการบำบัดรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.การปรับทัศนคติเชิงบวก และสร้างสรรค์ต่อผู้ป่วยจิตเวช
นางรัชนีอธิบายว่า ถ้ามีความรู้ว่าโรคจิตเวชคืออะไร สาเหตุคืออะไร จะป้องกันอย่างไรเป็นสิ่งสำคัญ โดยความรู้ที่สำคัญคือ “สัญญาณเริ่มแรกของโรค” จะบอกสังคมเสมอ เช่น เริ่มเศร้า เก็บตัว หากชาวบ้านรู้ว่าเป็นสัญญาณเริ่มแรกของจิตเวชก็จะพาไปรักษา หรือบำบัดได้ นอกจากนี้ เมื่อมีความรู้ก็จะรู้ตัวเร็ว ขอความช่วยเหลือได้ง่าย ที่น่าห่วงคือ “เด็กๆ” พบว่าโรคจะปะทุออกมาช่วงมหาวิทยาลัย แต่อันที่จริงจะปะทุตั้งแต่ประถมปลายถึงมัธยมต้น แต่พ่อแม่ รวมทั้งครูไม่รู้
“ที่ผ่านมาเคยร่วมผลักดันให้มีหลักสูตรในการเรียนการสอน ภายหลังปรากฏในเป้าประสงค์หนึ่งของ ม.2 เคยไปถามครูผู้สอนซึ่งเรื่องนี้อยู่ในวิชาสุขศึกษา ได้รับคำตอบว่าวิชานี้เนื้อหาอื่นเยอะ อันนี้ต้องสอนจิตเวช ส่วนตัว (ครู) ไม่มีความรู้เรื่องนี้จึงตัดไป จะเห็นว่าแม้ว่าจะมีหลักสูตรก็ยังไม่ได้ผล เด็กก็ไม่มีความรู้
“ที่เน้นเรื่องให้ความรู้ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น เพราะกลุ่มไม่เสี่ยงจะบอกกลุ่มเสี่ยงได้ เช่น เพื่อนไม่ทำการบ้าน เริ่มเงียบ เขาจะได้พูดกับผู้ปกครอง พูดกับครู ดังนั้น เมื่อมีความรู้ก็จะช่วยสังคมได้” นางรัชนีระบุ
นางรัชนีกล่าวว่า มีความรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีทักษะด้วย ตัวอย่างชัดเจนคือแพทย์ฉุกเฉินที่ไปรับผู้ป่วยจิตเวช เขากลัวผู้ป่วยจะอาละวาด ส่วนตัวได้ร่วมแก้ทัศนคติเขาเยอะมาก ดังนั้น หากมีทักษะประกอบกับความรู้ก็จะสามารถรับมือและช่วยผู้ป่วยได้ ซึ่งทักษะเป็นเรื่องสำคัญ ช่วยให้การปฏิบัติได้ผล
นางรัชนีกล่าวต่อว่า ข้อ 3 คือทัศนคติ ถ้ามีทัศนคติลบกับผู้ป่วย หรืออาการป่วย ก็ไม่มีหัวใจในการช่วยแล้ว กล้าๆ กลัวๆ ฉะนั้น หากมองตามความเป็นจริงว่าจิตเวชเป็นโรคชนิดหนึ่ง มีสาเหตุมากมาย สามารถป้องกันได้ ดังนั้น จึงเสนอ 3 ข้อแบบหลวมๆ เพื่อให้พรรคการเมืองไปทำนโยบายให้เป็นรูปธรรมต่อไป
“ส่วนตัวได้รับพันธุกรรมจากพ่อ พ่อเป็นโรคจิตเวชลักษณะหลงผิด เชื่ออะไรผิดๆ ทำอะไรรุนแรง ยีนส่งมาถึงเรา นอนอยู่ในตัวเรานิ่งๆ กระทั่งวันหนึ่งได้รับ ‘สิ่งกระตุ้น’ วันหนึ่งเคยป่วยหนักจนจะฆ่าตัวตายแล้ว
“หลังจากเป็นวิทยากร/สอนเรื่องเหล่านี้จึงอยาก ‘ป้องกัน’ ลูกทั้ง 2 คน แม้เขาจะรับยีนเราไปแล้วประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ จึงอยากดักไว้อย่างนั้น เรารู้แล้วว่าปัญหาใหญ่คือความเครียด ตอนเล็กๆ ลูกสอบตกก็ให้เขาจัดการไป คือซ่อมจนผ่าน สุดท้ายเรียนจนจบปริญญาโท สำหรับเราแค่จบปริญญาตรีก็ดีใจแล้ว แบบนี้ลูกไม่มีความเครียดอะไรเลย นี่คือการป้องกัน อยากให้พ่อแม่ได้รู้ ในเมื่อป้องกันสาเหตุอย่างการได้รับกรรมพันธุ์ไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องป้องกัน อย่าคาดหวัง ไม่เผด็จการ คอยประคับประคองกัน” นางรัชนีระบุ
นางรัชนีกล่าวเพิ่มเติมว่า หากตนเอง (เคย) ป่วยอย่างเดียวคงให้คำปรึกษาไม่ได้ เพราะเรียนจบ ป.โท ด้านจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว และเป็นครูแนะแนวด้วย จึงมีพื้นด้านการให้คำปรึกษา นอกจากจะเป็นวิทยากรและเป็นเอ็นจีโอแล้ว ปัจจุบันได้เปิดสายด่วนให้คำปรึกษา ตั้งแต่เวลา 19.00-20.00 น. โทร 08-6884-5782 หากสายไม่ว่างจะติดต่อกลับ ยืนยันว่าจะไม่ทิ้งใคร

