หน้าแรก Uncategorized ‘ดร.ณัฎฐ์’ สว...

‘ดร.ณัฎฐ์’ สวน ‘ซูเปอร์โพล’ เปิดผลโพล สรุปค่าไม่ได้ ชี้นำการเมือง ระวังขัดกม.

25.04.23 | 12:46 น.

‘ดร.ณัฎฐ์’ สวน ‘ซูเปอร์โพล’ เปิดผลโพล สรุปค่าไม่ได้ ชี้นำการเมือง ระวังขัด กม.

เมื่อวันที่ 25 เมษายน จากกรณีการเปิดเผยผลโพลของสำนักซูเปอร์โพล ครั้งที่ 5 ข้อมูลพื้นฐานการปกครองท้องที่ (ภูมิภาค) กรณีศึกษาประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ อายุ 18 ปีขึ้นไป จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53,094,778 คนทั่วประเทศ ด้วยเครื่องมือประเมินขั้นสุทธิ (Net Assessment) จำนวนตัวอย่าง 8,065 ตัวอย่าง ดำเนินการโครงการระหว่างวันที่ 19-22 เมษายน 2566 โดยผลโพลระบุว่า ก้าวไกล ความนิยมทิ้งห่างเพื่อไทย ฟันธงว่า ภท.-ปชป.นำตั้งรัฐบาล โดยพรรคสองลุงเสียงลดไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฎฐ์ นักกฎหมายมหาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการสำรวจของซูเปอร์โพลว่า ก่อนอื่นไม่ได้ให้ราคาโพลเอกชนรายนี้ แต่เมื่อผู้สื่อข่าวมาถามเห็นว่าเป็นประโยชน์สาธารณะ จะต้องให้ความเห็นทางวิชาการ อันเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน จะได้เข้าใจได้ครบถ้วนตาสว่าง ไม่ให้ผลโพลชี้นำ งานวิจัยทุกชนิดที่วัดค่าสถิติ อยู่ที่หลักวิทยาศาสตร์ล้วนๆ สามารถตรวจสอบได้ ไม่ต่างจากหมอเดา ความเป็นอิสระทางวิชาการ เป็นส่วนหนึ่งด้วย หากนักวิจัยเห็นแก่อามิสสินจ้างหรือเก็บตัวอย่างกลุ่มตัวอย่างเท่ากับค่าจ้าง จะทำให้ผลโพลนั้น บิดเบือน มีผลต่อน้ำหนักความน่าเชื่อถือของโพลสำนักนั้นๆ แต่ในเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดให้สิทธิเสรีภาพประชาชนเลือกตัวแทนไปทำหน้าที่ ความอิสระในการเลือกตั้งอยู่ที่มือพี่น้องประชาชน ไม่ได้อยู่ที่ผลโพล แม้กฎหมายไม่ได้ห้ามมิให้สำรวจความคิดเห็นประชาชน แต่สำนักโพลต่างจะต้องทำโพลแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยสุจริต หมายความว่า จะต้องเก็บตัวอย่างงานวิจัยและเผยแพร่ผลโพล อย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้เห็นแก่อามิสสินจ้าง เพราะเหลืออีกสามสัปดาห์จะเลือกตั้ง สามารตรวจสอบคำทำนายในระยะสั้น หากไม่ตรงกับการทำนาย พี่น้องประชาชนจะขาดความเชื่อมั่น มีผลกระทบต่อโพลอื่น เพราะผลโพลในอดีตยังไม่เคยเห็นนักวิชาการรายใดออกมาโต้แย้งผลโพล วิธีการจัดทำโพล นอกจากตน หลังจากนั้นพี่น้องประชาชน ผู้สมัคร ส.ส.หรือพรรคการเมืองต่างออกมาโวย เพราะเห็นว่าจัดทำโพลบิดเบือน ผลโพลชี้นำ ขัดต่อความเป็นจริง สำนักโพลต่างๆ จะต้องให้เกียรติพี่น้องประชาชน ที่สำคัญจะต้องมีจริยธรรมในการวิจัย ให้ถามพี่น้องประชาชนว่า พี่น้องประชาชนคนใดถูกสุ่มตัวอย่าง ให้แชร์ข่าวไปยังนายนพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล อดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล และให้แชร์ข่าวไปให้ถึงคณะทำงานผู้จัดทำโพลของซูเปอร์โพล ให้ดูข้อกฎหมาย การจัดทำโพลโดยไม่สุจริตผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร อย่าทำเป็นกิ้งก่าเปลี่ยนสี หรือเป็นปลาสองน้ำ จะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือในผลโพล

ดร.ณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า ประเด็นประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศไทย ซูเปอร์โพลระบุจำนวนตัวเลขประชากรอ้างฐานกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยถึง 53 ล้านกว่าเสียง ทั้งๆ ที่ประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศไม่รวมคนต่างด้าว นับถึงวันเลือกตั้ง (วันที่ 14 พ.ค.2566) มีเพียง 52 ล้านกว่าคน แต่ซูเปอร์โพลเอาตัวเลขผีมาจากไหน เพิ่มขึ้นล้านกว่าคน การเก็บตัวอย่างภูมิภาค หมายถึง 76 จังหวัด โดยตัดกรุงเทพมหานครออกไป 1 จังหวัด หรือตัดออกไป 33 เขตเลือกตั้ง เท่ากับเหลือพื้นที่ ขอบเขตพื้นที่งานวิจัยเพียง 367 เขตเลือกตั้ง โดยซูเปอร์โพลใช้สุ่มตัวอย่างเพียง 8,065 ตัวอย่าง เท่ากับหนึ่งพื้นที่คุณเก็บตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเฉลี่ย 21.975 คน แล้วเศษค่าสถิติ 0.975 คืออะไร ถามในครั้งที่ผ่านยังตอบคำถามไม่ได้ หรือว่าคิดยังไม่ออก จะได้ช่วยตอบ เพราะค่าเฉลี่ยนี้มาจากฐานประชาชนเหมารวมที่คิดตัวเลขไปเอง นั่งเทียนเขียน ประชากรในเขตพื้นที่แต่ละพื้นที่ หนึ่งแสนหกหมื่นกว่าคนต่อเขตเลือกตั้ง แต่คุณไปสุ่มตัวอย่างในนภูมิภาคเฉลี่ยเขตละ 21 คน คุณไปถามหมู่บ้านอะไร ตำบลอะไร อำเภอทิพย์ จังหวัดนั่งเทียนหรือไม่ พี่น้องประชาชนคนไหนไปกรอกคำถามของซูเปอร์โพล ช่วยออกมาแสดงตัวด้วยจะได้นับหัว เพราะประชาชนทางบ้านฝากมาถามซูเปอร์โพลว่า คุณไปสอบถามใคร เขตเลือกตั้งใด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งตำบล ทั้งอำเภอไม่เคยไปตอบคำถามซูเปอร์โพล หรือว่าเป็น “โพลลับ” โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งในต่างจังหวัด แบ่งเป็นหลายอำเภอ แถมแยกย่อยเป็นตำบลอีก ในการสุ่มตัวอย่างงานวิจัย โดยเฉพาะวิจัยเชิงปริมาณ จะต้องเก็บตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างเพียงแค่หยิบมือ น้อยนิด เป็นข้อพิรุธความไม่สอดคล้องกับคะแนนนิยมแต่ละพื้นที่ ทำให้สรุปค่าผลวิจัยไม่ได้ ตรงนี้ตนไม่ได้มีปัญหาอะไรกับโพลนี้นะ แต่พูดในเชิงวิชาการ การเผยแพร่โพลทำให้คะแนนนิยมของผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองผิดไปจากความเป็นจริง น่าจะมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายเลือกตั้ง เพราะการบิดเบือนโดยไม่สุจริตเท่ากับเผยแพร่ผลโพลไม่ตรงต่อความเป็นจริง

หากพิจารณาถึงกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 72 เปิดช่องให้สำนักโพลต่างๆ จัดทำโพลได้ สำรวจความคิดเห็นของประชาชนภายใต้หลักการ 3 ข้อ คือ (1) หลักเจตนาสุจริต (2) ไม่มีลักษณะการชี้นำ และ (3) ต้องทำตามเงื่อนไขเรื่องการเผยแพร่โพล คือห้ามเผยแพร่โพลก่อนเลือกตั้ง 7 วัน รวมถึงก่อนเลือกตั้งล่วงหน้าด้วย และในระหว่างที่มีการเปิดหีบให้ลงคะแนน ส่วนการจัดทำโพลหน้าหน่วยเลือกตั้ง หรือที่ประชาชนเรียกกันว่า exit poll ที่จะเปิดเผยข้อมูลได้ต่อเมื่อปิดหีบเลือกตั้งแล้ว หรือหมดเวลาเลือกตั้งแล้ว (หลังจากเวลา 17.00 น.เป็นต้นไปของวันที่ 14 พ.ค.2566) หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 157 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Advertisement

แต่ปัญหาการสำรวจความคิดเห็นโดยมีเจตนาไม่สุจริต หรือโพลเอาใจจากผู้สมัคร ส.ส.หรือพรรคการเมืองบางพรรค เพื่อชี้นำประชาชน เพื่อให้ประชนหลงผิดในค่านิยม สรุปค่าผลวิจัย หรือผลโพลผิดไปจากความเป็นจริง ไม่เป็นอิสระตามหลักวิชาการ อันส่อแสดงถึงเจตนาไม่สุจริต มีพฤติกรรมลักษณะเป็นการชี้นำประชาชนจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครบางคน หรือพรรคการเมืองบางพรรค เป็นบทโทษหนักกว่ามาตรา 72 แห่งกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.คือ ตามความในมาตรา 73(5) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566 มีบทลงโทษหนักตามมาตรา 159 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี โดยให้ศาลจ่ายสินบนนำจับไม่เกินกึ่งหนึ่งจากจำนวนค่าปรับแก่ผู้แจ้งความนำจับด้วย