หน้าแรก Uncategorized มากกว่าการเจา...

มากกว่าการเจาะระบบและกดเอฟห้า การเคลื่อนไหวทางสังคมในยุคดิจิทัล // โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

27.12.16 | 13:13 น.

ภายหลังจากการที่สภาผ่านร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการกระทำผิดในโลกไซเบอร์ที่มีเสียงเรียกร้องไม่พอใจอยู่มากมาย ก็พลันเกิดการประกาศตัวที่จะมีการตอบโต้กับรัฐในเรื่องนี้ผ่านการกระทำ อาทิ การเชิญชวนกันให้กดปุ่ม F5 บนคอมพิวเตอร์ (การเข้ากดปุ่มนี้พร้อมกันเป็นจำนวนมากทำให้เกิดความคับคั่งของการจราจรในเน็ต และอาจมีผลให้เว็บไซต์ปลายทางที่คนต้องการเข้าถึงนั้นอาจจะล่มลงได้) และการประกาศเข้าเจาะระบบข้อมูลบนเว็บไซต์ต่างๆ ของรัฐ การกระทำดังกล่าวนี้มีการถกเถียงกันอย่างแพร่หลายว่าเป็นการกระทำที่สมควรหรือไม่ และถือเป็นอารยะขัดขืนได้หรือไม่ บางท่านก็บอกว่านี่เป็นเรื่องของการ ระดมกันปาก้อนหินŽ และความเสียหายก็จะตกกับสังคมเอง

บ้างก็ว่าการกระทำเช่นนี้จะยิ่งเข้าทางของฝ่ายความมั่นคงในการใช้เป็นข้ออ้างในการผ่าน พ.ร.บ.นี้มากขึ้น เพราะเป็นการยืนยันว่า พ.ร.บ.นี้จะช่วยดูแลความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยในโลกไซเบอร์ ทำให้คนไม่ดีนั้นถูกจัดการ (แม้ว่าจนถึงวันที่ผมเขียนเรื่องนี้จะยังไม่มีการยืนยันว่ามีใครที่ถูกดำเนินคดีในเรื่องการโจมตีนี้แล้วบ้าง หรือพูดง่ายๆ ว่า รัฐจับใครได้บ้างแล้วหรือยัง หรือจับได้แล้วจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นของสังคมที่ขัดแย้งกันอยู่ได้อย่างไร) ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายที่รู้สึกว่าตนนั้นถูกบังคับและไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องดังกล่าว ก็รู้สึกว่าการออกมาแสดงออกซึ่งความไม่พอใจกับการผ่านกฎหมายฉบับดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะเป็นการแสดงออกซึ่งความคับข้องใจที่ไม่สามารถหาช่องทางอื่นในการแสดงออกได้

นี่คือบางส่วนที่เป็นปฏิกิริยาต่อการเดินหน้าและการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.การกระทำผิดคอมพิวเตอร์ และควรทราบไว้ว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวนั้นเป็นเพียงส่วนเดียวของชุดกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงไซเบอร์ที่จะตามมาอีกในปีหน้า ซึ่งก็คงจะต้องมีประเด็นถกเถียงกันในสังคมอีกมากมายว่า กฎหมายตัวอื่นๆ จะผ่านออกมาอย่างง่ายดายเช่นนี้อีกหรือไม่ ‚ ในวงการวิชาการนั้นมีการตั้งประเด็นถกเถียงกันมาสักพักใหญ่แล้วว่า การเคลื่อนไหวทางสังคมในยุคอินเตอร์เน็ตนี้มีลักษณะที่น่าสนใจอย่างไร มีความแตกต่างจากการเคลื่อนไหวในสังคมยุคก่อนหน้านี้หรือไม่ อย่างไร

การตั้งคำถามเช่นนี้เป็นเรื่องที่เกิดควบคู่ไปกับโลกแห่งความจริงที่เกิดการต่อสู้เรียกร้องในโลกนี้อยู่มากมายที่บ้างก็ประสบความสำเร็จ บ้างก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จใดๆ บ้างก็ยังยากที่จะตัดสิน แต่บทเรียนจากการต่อสู้ในโลกนี้ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาน่าจะมีบางประเด็นที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง

โดยเฉพาะจากมุมมองของ มานูเอล คาสเต็ลส์ (Manuel Castells) นักสังคมวิทยาระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมือง โลกาภิวัตน์ และขบวนการทางสังคม คาสเต็ลส์ทุ่มเทเวลาในการศึกษาปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี และการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมมานับทศวรรษ ในงานที่ชื่อว่า Networks of Outrage and Hope: Social Movements in the Internet Age (Polity: 2012) ของเขาซึ่งเป็นงานตั้งข้อสังเกตและถอดบทเรียนในเรื่องของการเคลื่อนไหวทางสังคมในยุคอินเตอร์เน็ตนี้ เขามีประเด็นที่น่าสนใจน่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังอยู่หลายประเด็น ผมขอนำบางส่วนมาขยายความเผื่อจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านในการติดตามสถานการณ์นะครับ

Advertisement

ประการแรก การต่อสู้เคลื่อนไหวในสังคมปัจจุบันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลักษณะการเคลื่อนไหว การจัดระเบียบทางสังคม และการสื่อสารกันในแบบที่เน้นในเรื่องของ ความเป็นเครือข่ายŽ (network) นั่นคือการเชื่อมโยงกันไม่ได้มีลักษณะลำดับขั้น หรือสั่งการจากเบื้องบน รวมทั้งไม่ได้มีลักษณะ เบื้องหลังŽ ที่ถูกสั่งการในแบบที่ว่าถ้าตัดท่อน้ำเลี้ยง หรือกล่าวหาว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง หรือกล่าวหาว่ามีผู้บิดเบือนแล้ว ขบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงทันที ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในรูปแบบใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีหัวหน้าและการสั่งการ แต่มีลักษณะของการประสานงานและเชื่อมโยงกันในแนวระนาบ มีชีวิตของมันเอง ไม่สามารถสาวไปถึงแกนนำได้ เพราะทุกคนนั้นเชื่อมโยงกันในลักษณะที่เป็นแกนนำเอง และมีลักษณะ นิรนามŽ คือไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัว พวกเขาอาจเป็นใครก็ได้ (ที่อยู่ใกล้ๆ คุณ)

ลักษณะเช่นนี้ ในทางหนึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ดำรงอยู่ โดยเฉพาะในสังคมเผด็จการที่แต่เดิมนั้นเรารู้สึกว่าทำงานได้ด้วยความกลัว และทำงานได้ผ่านการจับผิดกันผ่านระบบข่าวกรอง และใช้คนใกล้ชิดกับเราในการสืบค้นข้อมูล ระบบการต่อต้านในแบบ นิรนามŽ ในขบวนการเคลื่อนไหวในสังคมแบบใหม่ ที่ไม่ได้ประกาศตนแบบเดิม แต่ (ประกาศตนว่า) สวมหน้ากากนี้เองที่ทำให้ระบบการปกครองด้วยความกลัวนั้นถูกจับพลิกคว่ำคะมำหงายในทำนองเดียวกัน ทำให้ฝ่ายรัฐเผด็จการที่ถูกโจมตีนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้เช่นกันว่าใครบ้างที่ตอบโต้กลับไป

ประการที่สอง การต่อสู้เคลื่อนไหวในสังคมสมัยใหม่มีประเด็นที่กว้างขวางครอบคลุมหลายเรื่อง ไม่ได้ระบุไปที่เรื่องเดียวเช่นการเมือง แต่อาจจะตั้งต้นในเรื่องการเมือง บ้างก็เรื่องเศรษฐกิจ บ้างก็เรื่องวัฒนธรรม หรืออัตลักษณ์ แต่ไม่ว่าจะตั้งต้นด้วยเรื่องใดนั้น เรื่องหลักที่ร้อยเรียงเรื่องราวเข้าด้วยกันก็คือเรื่องของความรู้สึกของผู้คนที่รู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม ที่สำคัญต่อจากความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคมก็คือ พวกเขาหมดความไว้เนื้อเชื่อใจกับรัฐ และที่สำคัญต่อจากนั้นก็คือ หมดความไว้เนื้อเชื่อใจในสื่อมวลชนที่มีอยู่เดิม (นี่คือส่วนหนึ่งที่เครือข่ายทางสังคมนั้นทำงานเป็นสื่อเสียเอง) รวมทั้งหมดความศรัทธาในโครงสร้างสังคมในแบบเดิมๆ พวกเขาจึงได้ลุกขึ้นมารวมตัวกันเรียกร้องเรื่องราวต่างๆ และต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมจากเดิม

ประการที่สาม มิติที่สำคัญในการเคลื่อนไหว เกี่ยวข้องกับเรื่องของการทำความเข้าใจเรื่องของอำนาจในการสื่อสาร ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจที่มีความสำคัญ และความสัมพันธ์ทางอำนาจชุดนี้มีบทบาทในการสร้างสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เราต้องเข้าใจว่าการพูดถึงอำนาจนั้นมีทั้งในส่วนของการใช้กำลังบังคับ และในส่วนของการสร้างความหมายต่างๆ ในจิตใจของผู้คน

อย่างไรก็ตาม อำนาจนั้นไม่เคยถูกใช้อยู่ฝ่ายเดียว จากที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์จนถึงวันนี้และวันข้างหน้า เราพบเห็นโดยเสมอว่า อำนาจนั้นย่อมถูกท้าทาย และต่อรองมาโดยตลอด ดังนั้นแม้ว่ารัฐจะมีศักยภาพในการบังคับและข่มขู่ผู้คนผ่านการผูกขาดอำนาจในหลายมิติ แต่อนาคตของสถาบันต่างๆ ที่ผูกพันกับความสัมพันธ์ทางอำนาจนั้นย่อมเชื่อมโยงกับความสามารถในการสร้างความหมายในจิตใจของผู้คน เพราะสถาบันทางอำนาจต่างๆ นั้นจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมันได้สถิตอยู่ในจิตใจของผู้คน และการจะทำให้สิ่งต่างๆ นั้นประทับในจิตใจของผู้คนได้ก็จำต้องพึ่งการสื่อสารและเครือข่ายการสื่อสาร

การสื่อสารในโลกสมัยใหม่นั้นมีลักษณะที่สำคัญคือเป็นการสื่อสารแบบเครือข่าย ที่มีลักษณะของการสื่อสารถึงกันในแบบที่กว้างขวางครอบคลุมมากขึ้น ที่เรียกว่า mass self-communication กล่าวคือ เป็นทั้งการสื่อสาร(ถึง)มวลชน ระหว่างŽ มวลชนด้วยกันเอง ผ่านแบบแผนการกระจายตัวแบบใหม่ที่รวดเร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยี ที่ทำให้เกิดการทำสำเนาได้อย่างรวดเร็ว และผู้ที่ส่งสารต่อนั้นเป็นผู้ที่รับสารเอง ไม่ต้องพึ่งส่วนกลาง เช่นเรากดไลค์ หรือส่งต่อให้เพื่อนได้ ขณะที่ตัวต้นทางก็ไม่ได้หายไป (สมัยก่อนเราต้องส่งหนังสือพิมพ์ให้เพื่อน แต่สมัยนี้การส่งข่าวคือการทำสำเนาต่อไปเรื่อยๆ) และเราสามารถเลือกรับและส่งไปยังคนที่เราต้องการได้ โดยเฉพาะใน เครือข่ายŽ ของเรา

   ระบบเครือข่ายเช่นนี้ท้าทายอำนาจของรัฐเป็นอย่างมาก เพราะรัฐไม่สามารถควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลได้ และสำหรับธุรกิจนั้น ความสัมพันธ์กับระบบการสื่อสารแบบเครือข่ายนั้นมีลักษณะแบบ รักๆ ชังๆŽ เพราะในทางหนึ่งก็ต้องการเสรีภาพในการสร้างกำไร แต่ในอีกทางหนึ่งก็ต้องการจัดการปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ให้ได้ (ดังนั้นร่างกฎหมายใดที่เอกชนเองก็ยังกังวลใจแบบบ้านเรา ก็ต้องตั้งข้อสังเกตให้ดีล่ะครับว่า ขนาดเอกชนยังไม่อยากจะเอาด้วย มันย่อมต้องมีปัญหาอยู่ไม่ใช่น้อยแน่ๆ)

ในอีกมุมหนึ่ง เราจะต้องทำความเข้าใจว่าในสังคมหนึ่งๆ นั้น มันมีการสร้างระบบเครือข่าย และระบบสื่อสารอยู่หลายเครือข่าย แต่การเชื่อมโยงโครงสร้างของเครือข่ายต่างๆ เข้าด้วยกันนั้นมันเป็นเรื่องที่สถาบันหลักๆ ในสังคมเป็นผู้ทำ หรือกำกับดูแล เช่น รัฐ ระบบการเงิน หรือสื่อ หรือสถาบันการศึกษา ทั้งนี้ในเวลาปกติสถาบันพวกนี้ก็จะร่วมมือกันในการวางระบบโครงข่ายเชื่อมโยงกัน ทั้งในรูปแบบของการวางระบบและการเชื่อมต่อกัน (programing and switching) ในทางกลับกัน การท้าทายระบบเหล่านี้ในฐานะการท้าทายอำนาจก็จะเกิดขึ้นในลักษณะของการท้าทายอำนาจผ่านการวางระบบใหม่ และเชื่อมต่อระบบกับคุณค่าใหม่ๆ อาทิ การใช้สื่อใหม่ และการสร้างเครือข่ายการสื่อสารและชุมชนการสื่อสารใหม่ๆ

การเชื่อมโยงในรูปแบบใหม่นี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะในโลกออนไลน์เสมอไป แต่การเคลื่อนไหวที่สำเร็จหลายๆ ครั้ง ตั้งแต่การท้าทายอำนาจทุนนิยมโลกที่วอลสตรีท ไปจนถึงการโค่นล้มเผด็จการในโลกอาหรับหลายประเทศนั้น เกี่ยวพันกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์ ผ่านการยึดครองศูนย์กลางของพื้นที่ของสังคมนั้นทางกายภาพ เช่น จัตุรัสกลางเมือง เพื่อใช้ในการรวมตัวกัน และในการสร้างสรรค์จินตนาการใหม่ๆ และสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาโดยเชื่อมโยงระหว่างโลกออนไลน์และโลกออฟไลน์ ตรงนี้และครับที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำความเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในสมัยนี้ นอกจากจะไม่มีหัว (ในความหมายที่ว่าต่อให้จัดการแกนนำก็อาจจะไม่จบ) จะกระจายตัวอย่างรวดเร็วไปตามเครือข่ายแล้ว สิ่งสำคัญก็คือปัจจัยที่จะประสบความสำเร็จ หรือจะยั่งยืนนั้นมันจะต้องมีการทำความเข้าใจกระบวนการการต่อสู้ว่า หัวใจที่สำคญ คือ การเปลี่ยนแปลงขั้นตอนสำคัญสักสองสามขั้นตอน

หนึ่งคือ ทำให้คนลุกออกมาจากความกลัวเพื่อเรียกร้องหาความเป็นธรรม

สองคือ ปรับเปลี่ยนความโกรธแค้นมาเป็นความหวัง

การต่อสู้เคลื่อนไหวในยุคอินเตอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องของการระบายความโกรธแค้น (outrage) แต่เพียงเท่านั้น ทั้งนี้เรามักจะพบว่าการระบายความโกรธแค้นนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในฐานะขั้นตอนหนึ่งของการต่อสู้ เช่นการชุมนุมเรียกร้องก็มักจะมีการด่าทอ ประณามหยามเหยียด ยึดครองสถานที่ ทำลายข้าวของ หรือทำลาย-เจาะระบบคอมพิวเตอร์ แต่ปัจจัยที่จะกำหนดความสำเร็จของการเคลื่อนไหวในยุคใหม่คือ การใช้การสื่อสารในแบบเครือข่าย สร้างสรรค์โลกใบใหม่ให้เกิดการวางรากฐานและการเชื่อมต่อแบบใหม่ ที่ก่อให้เกิดความหวังและความหมายใหม่ในจิตใจผู้คน

   ดังนั้นการจะกำหนดชัยชนะในโลกใหม่นี้ จึงไม่ได้วัดกันด้วยพลังทำลายล้างว่าจะสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างสถาบันและสังคมเดิม ไม่ว่าจะโดยการโจมตี หรือชุมนุมยืดเยื้อในพื้นที่กลางเมือง แต่ต้องหมายถึงความสามารถในการจุดประเด็นและในการสร้างระบบการสื่อสารและระบบความหมายใหม่ๆ และผลักดันคุณค่าและค่านิยมใหม่ๆ ให้สถิตสถาพรได้

เมื่อเราจะต้องต่อสู้กับมิติเรื่องของการตีความว่าอะไรคือ ศีลธรรมอันดี ที่รัฐเชื่อมั่นว่าตนสามารถผู้ขาดความถูกต้องของศีลธรรมอันดี และสามารถสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนยอมตามได้ ประเด็นที่ท้าทายสำหรับเครือข่ายการเคลื่อนไหว อาจจะต้องมาร่วมกันคิดว่า จะต่อสู้กับรัฐในลักษณะอย่างไร ที่จะชี้ว่า เสรีภาพกับการละเมิดศีลธรรมนั้นไม่ได้อยู่ตรงข้ามกัน และจะชี้ให้เห็นว่าเสรีภาพนั้นเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์อย่างไร และเสรีภาพนั้นจะก่อให้เกิดศีลธรรมอันดีได้อย่างไร ส่วนหนึ่งของประเด็นท้าทายก็คือ ต้องข้ามพ้นไปจากความกลัว เพราะรากฐานของการสร้างระบอบความมั่นคงไซเบอร์เป็นเรื่องของวิธีคิดในเรื่องความกลัว ซึ่งเป็นวิธีการจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกในด้านลบ ถ้าเราสู้กับระบอบนี้โดยการใช้ภาษาเดียวกันคือ กลัวว่าจะเกิดโน่น เกิดนี่ รัฐนั้นจะมีความสามารถในการระดมทรัพยากรและใช้อำนาจในการระดมความกลัว หรือแปรเปลี่ยนความกลัวไปเป็นการบังคับและครอบงำเราได้มากกว่า เพราะเขาชินกับวิธีการเช่นนี้

ทางเลือกที่สำคัญคือ การขับเน้นและผลักดันพลังบวก คือ การไปให้พ้นจากความกลัวโดยเน้นไปที่ความร่วมด้วยช่วยกันที่มาจากความกระตือรือร้นและความศรัทธา (enthusiasm) เพื่อจะทำให้บางสิ่งบางอย่างนั้นมันบรรลุผล และเมื่อเรามีความกระตือรือร้นและศรัทธา สิ่งที่ตามมาก็คือความหวัง (hope) ซึ่งจะวาดฝันไปถึงเป้าหมายในอนาคต ในแง่นี้เราอาจจะต้องมองอะไรที่ไปไกลกว่าการสู้เพื่อเสรีภาพ ในแง่ที่ว่าเสรีภาพไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายด้วย ในความหมายว่า เราจะนำเอาเสรีภาพไปใช้สร้างเป้าประสงค์อื่นๆ ของสังคมอย่างไร ที่พ้นไปจากความกลัว

เราจะวางเป้าหมายว่าสังคมที่เรามีเสรีภาพนั้นจะเป็นสังคมอะไร

เราจะต้องเข้าใจว่า เราจะสร้างสรรค์ความหวังอะไรใหม่ๆ มากกว่าหวังให้ระบบที่มีอยู่นั้นพังทลายลง โดยการมุ่งทำลายระบบที่มีอยู่ โดยอาจจะปราศจากความเข้าใจว่า ระบบที่มีอยู่นั้นมันดำรงอยู่ได้เพราะมันได้ยึดกุมความกลัวและความวิตกกังวลเอาไว้ ความวิตกกังวลยิ่งมีการสร้างขึ้นมากมันก็จะหล่อเลี้ยงความกลัวเอาไว้ ความกลัวก็จะปกครองเรา และแม้ว่าเราอาจจะโกรธแค้นและท้าทายกับความกลัว แต่เราจะไม่สามารถหลุดพ้นจากความกลัวได้ถ้าเราไม่คิดถึงความศรัทธาที่จะอยู่ร่วมกันในแบบใหม่ๆ และมีความหวังที่จะมีโลกใบใหม่ร่วมกัน

การจะมีโลกใบใหม่ร่วมกันได้มันต้องมีบรรยากาศที่จะสามารถแบ่งปันความรู้สึกของกันและกันได้ ไม่ใช่รู้สึกว่าฉันถูกอยู่ฝ่ายเดียว และการแบ่งปันความรู้สึกนี้จะเกิดได้จากการสื่อสารให้เกิดการรับรู้ถึงทุกข์และสุขของกันและกัน และการจะรับรู้ทุกข์สุขกันได้ก็จะเกิดจากการที่เราเกิดจินตกรรมใหม่ๆ ร่วมกัน โดยเฉพาะการเกิดเครือข่ายใหม่ๆ และรับเอาคุณค่าความหมายของกันและกันเอาไว้ ซึ่งในแง่นี้การรับเอาคุณค่าต่างๆ อาจจะไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการสร้างสรรค์สังคมใหม่ร่วมกัน แต่อาจจะหมายถึงการเริ่มต้นค้นหาทางออกร่วมกัน ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินไปด้วยกัน และคงจะเป็นประเด็นท้าทายที่รอให้เราค้นหาต่อไป ถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการกำหนดชัยชนะของการเคลื่อนไหวที่นอกเหนือไปจากการต่อสู้ที่พยายามก้าวพ้นความกลัวด้วยความโกรธแค้น

มาสู่การก้าวพ้นความกลัวและความโกรธแค้นด้วยศรัทธาและความหวังที่จะอยู่ด้วยกันในโลกใบใหม่ร่วมกันครับ