หน้าแรก Uncategorized ไฟไหม้อู่เชิด...

ไฟไหม้อู่เชิดชัย ล่าสุดดับหมดแล้ว ผู้บริหารระบุไฟฟ้าลัดวงจร เสียหายเกือบ 10 ล้าน

22.07.23 | 14:45 น.

ไฟไหม้อู่เชิดชัย ล่าสุดดับหมดแล้ว  ผู้บริหารระบุ เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร คาดมูลค่าความเสียหายเกือบ 10 ล้านบาท

นครราชสีมา – ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (22 ก.ค.66) เวลา 09.30 น. ได้เกิดเหตุไฟไหม้อู่เชิดชัย ซึ่งเป็นอู่ต่อรถโดยสารใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ที่มีนางสุจินดา เชิดชัย หรือเจ๊เกียว นายกสมาคมรถโดยสารประจำทางแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของ

โดยเพลิงลุกไหม้ที่บริเวณโกดังด้านหลัง ที่เป็นแผนกทำเบาะรถทัวร์โดยสาร ทำให้เกิดควันไฟขนาดใหญ่พวยพุ่งออกมาอย่างระทึก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ต้องปิดถนนมิตรภาพคู่ขนาน บริเวณหน้าอู่เชิดชัย และระดมรถดับเพลิงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และรถดับเพลิงจากค่ายทหารสุรนารี รวมทั้งจากกองบิน 1 รวมกว่า 20 คัน ระดมช่วยฉีดน้ำดับเพลิงเป็นเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไฟไหม้ อู่ต่อรถ ‘เชิดชัยทัวร์’ ของ ‘เจ๊เกียว’ ระดมรถดับเพลิง 20 คันเร่งควบคุมสถานการณ์

Advertisement

คุมเพลิงในวงจำกัดได้แล้ว ไฟไหม้ อู่ต่อรถ ‘เชิดชัยทัวร์’ เจ๊เกียว คาดเสียหายหลายล้าน

ล่าสุด วันนี้ (22 กรกฎาคม 2566) เวลา 14.00 น. สถานการณ์ไฟไหม้ได้สงบลงหมดแล้ว โดยอยู่ระหว่างประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 3 เข้ามาตรวจสอบในที่เกิดเหตุ เพื่อหาสาเหตุการเกิดไฟไหม้ในครั้งนี้อีกครั้ง โดยนายอัสนี เชิดชัย ลูกชายเจ๊เกียว ที่เข้ามาเป็นผู้บริหารอู่เชิดชัย แทนเจ๊เกียว ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย เบื้องต้นพบว่าโกดังดังกล่าว ถูกเพลิงไหม้จนโครงสร้างเสียหายเกือบหมด และมีรถบัสโดยสาร ที่มาทำการซ่อมบำรุง ถูกไฟไหม้ด้านท้ายเสียหาย 1 คัน

คาดว่ามูลค่าความเสียหายเกือบ 10 ล้านบาท ส่วนจุดที่ไฟไหม้ เป็นกองขยะวัสดุซ่อมบำรุงรถทัวร์โดยสาร เช่น หนังหุ้มเบาะ, ใยสังเคราะห์, ใยมะพร้าว, เศษผ้าม่าน และเศษเหล็ก หนักกว่า 5 ตัน ถูกไฟไหม้เสียหายหมด โดยนายอัสนี เชิดชัย ผู้บริหารอู่เชิดชัย กล่าวสั้นๆ ว่า เหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้น่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งจุดที่เกิดไฟไหม้เป็นกองขยะขนาดใหญ่ ความเสียหายไม่มากนัก ตอนนี้ยังไม่ได้ประเมินความเสียหาย เพราะต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบก่อน นายอัสนีฯ กล่าว.