‘สว.อนุพร’ ชี้รธน.ม.272 ให้มีส.ว. เป็นเหมือนพี่ใหญ่ ช่วยน้องส.ส.กลั่นกรอง เห็นชอบบุคคลเป็นนายกฯ แนะ 2 สภาควรยึดแนวทาง’ภราดรภาพ’พูดคุยฉันมิตร มุ่งปกป้องสถาบันหลักของชาติ และรักษาประโยชน์ของประชาชน
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม นายอนุพร อรุณรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กับวิทยุรัฐสภาถึงประเด็นการบัญญัติมาตรา 272 ในรัฐธรรมนูญ ว่า ในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาและเป็นนักกฎหมายมหาชน ยืนอยู่บนหลักการกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทุกอย่างต้องอยู่บนหลักการ ซึ่งกฎหมายจะช่วยเข้ามาแก้ไขและเป็นข้อยุติของความขัดแย้ง รัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับนี้ร่างขึ้นมาเพื่อสร้างความสมานฉันท์ จึงมีบทที่สำคัญเรื่องของการปฏิรูปประเทศขึ้นมาและมีหมวดต่างๆในเรื่องของการปฏิรูปให้ประเทศมีความสงบเรียบร้อย สามัคคี ปรองดองและนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนให้สังคมสงบ ประชาชนเป็นสุข และในบทเฉพาะการก็มีหลายบทในด้านต่างๆและมีการกำหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภาเป็นเจ้าภาพดำเนินการขับเคลื่อนให้ประเทศชาติสามัคคีและกำหนดให้มีหน้าที่ปฏิรูปและเร่งรัดให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยรัฐธรรมนูญกำหนดการทำงานของสว.ไว้ที่ 5 ปี มีคณะกรรมาธิการอนุกรรมาธิการในการขับเคลื่อนงานด้านต่างๆ โดยแตกต่างกับสว.ในอดีต ที่มีการเสนอแนะกลั่นกรองกฎหมายต่างๆ และให้มีการตรวจสอบ คัดเลือกผู้บริหารระดับสูงขององค์กรอิสระ ตรวจสอบหน่วยงานของภาครัฐ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนด
‘เมื่อเกิดความขัดแย้งแตกแยกกันในสังคม เกิดความไม่มั่นคงทางการเมือง จึงจำเป็นต้องมีส.ว.เพื่อมาเป็นคนกลางในการแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดความมั่นคงทางการเมือง นายอนุพร กล่าวเปรียบประเทศ เป็นเหมือนภาพ ครอบครัวหนึ่ง ที่พ่อมีทรัพย์สมบัติมหาศาล ต้องการที่จะมอบทรัพย์สินให้กับลูกๆ พ่อ คือ ประชาชน โดยพ่อสั่งให้พี่สาวคนโต คือสว. 250 คน คอยดูแลน้องๆที่เป็นสส. 500 คน ซึ่งต้องการให้ทั้งหมดเกิดความรักสามัคคีกัน รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้สว.พี่ๆทั้ง 250 คนมีส่วนที่จะให้คะแนนน้องๆกลุ่มใดที่รวบรวมคะแนนมาได้แล้ว เสนอคนที่เป็นคนดี มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริตต่อแผ่นดิน ไม่เซาะกร่อนสถาบันหลักของชาติ ไม่เซาะกร่อนงบประมาณ หรือทรัพยากรของชาติ ดังนั้นที่สว. ที่เป็นพี่ใหญ่มีความเป็นห่วงสมบัติของชาติ เป็นห่วงความมั่นคงของชาติจึงมีหน้าที่เลือกสรรอยู่ในกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ 2560 ให้สามารถลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี และต้องได้เกินกึ่งหนึ่งของทั้งหมดของสภาคือ 376 เสียง ‘ ส.ว.กล่าว

นายอนุพร ระบุว่า หลักประชาธิปไตย เห็นควรต้องพูดคุยกันอย่างฉันมิตรแบบพี่น้อง ตามหลักภราดรภาพ เพื่อช่วยกันดูแลรักษาสมบัติของชาติ เพื่อทำให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีความเป็นมิตรมีไมตรีต่อทุกคนและต้องมีความภราดรภาพสูง เข้าไปพูดคุยกับสว. และพี่ที่เป็นสว.ต้องไม่ทำตัวเป็นนักการเมือง ไม่เป็นพรรคการเมือง หรือทำตัวเป็นกลุ่มการเมือง แต่มีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของชาติ ผลประโยชน์ของประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะผู้ที่ด้อยโอกาส ทั้งนี้ สว. ไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้ แต่ก็ไม่มีใครมาโต้แย้งเรื่องที่มาของสว.ได้ เนื่องจากมาตามรัฐธรรมนูญ จากการคัดเลือกหรือสรรหา เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ต่างๆอย่างแท้จริง ส่วนตนเองมาจาก การเป็นอดีตนายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ที่ได้รับคัดเลือกมา ก่อนจะเข้าสู่ตำแหน่ง ก็ได้ดำเนินการขายและโอนหุ้นต่าง ๆ เรียบร้อยทั้งหมดก่อน เพื่อให้มีคุณสมบัติที่ครบถ้วนไม่มีลักษณะต้องห้าม ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของบุคคลที่จะมาทำงานให้กับประเทศชาติ ไม่ว่าในตำแหน่งใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ขณะนี้กำลังดำเนินการเลือกกันอยู่ จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้าม
‘รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ในมาตรา 272 ให้สว.250 คนมีวาระ 5 ปี มีหน้าที่ ร่วมกันกับน้องสส.อีก 500 คน เห็นชอบนายกรัฐมนตรี จากพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกเป็นสส. และพรรคการเมือง ที่ได้สส. ไม่น้อยกว่า 25 คน สามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ได้ 3 รายชื่อต่อรัฐสภา ดังนั้นหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาทุกคน จำเป็นต้องไปรับรู้รับทราบถึงคุณสมบัติของบุคคลที่จะถูกเสนอเป็นนายกฯ ซึ่งมองว่า คนที่จะเป็นนายกฯ ต้องเป็นคนเห็นแก่ประเทศชาติประชาชน เห็นแก่ประโยชน์ของชาติ ป้องกันการเกิดความเสียหาย ไม่สร้างความแตกแยกในแผ่นดิน ต้อง เป็นคนเคารพจารีตประเพณี เคารพสถาบันหลักของชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์จะต้องดำรงไว้ ซึ่งตนให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากที่สุด’ นายอนุพร กล่าว

