การที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติรับการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2559 นั้น ถือได้ว่าเป็นข่าวดีที่สุดข่าวหนึ่ง สำหรับพุทธศาสนิกชนไทย คงจะจำกันได้ว่ามาตรา 7 ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่่งแก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ศ.2535 นั้นกำหนดว่า ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลงให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงแต่งตั้ง และสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ แต่โดยมีเงื่อนไขว่าให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จ พระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
โดยนัยของความในมาตรานั้น พระมหากษัตริย์จึงมิได้มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งสมเด็จ พระสังฆราชแต่อย่างใด เพราะการแต่งตั้งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของมหาเถรสมาคม มาตรา 7 ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่นี้ได้ตัดเงื่อนไขดังกล่าวออก ทำให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับโบราณราชประเพณี โดยนัยของความในมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่นี้ ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราชไม่จำเป็นจะต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ แต่จะเป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปใดก็ได้
ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไปคงจะกระทบถึงฐานะของสมเด็จพระราชาคณะทุกรูปอย่างแน่นอน เพราะที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ สมเด็จพระราชาคณะบางรูปได้รับเลื่อนสมณศักดิ์อย่างไม่โปร่งใส บางรูปมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและได้รับประโยชน์อันเป็นอามิสจากวัดพระธรรมกาย บางรูปก็กำลังจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเป็นเจ้าของทรัพย์ (รถยนต์) โดยผิดกฎหมาย เมื่อการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์และไม่ต้องทรงถือเอาอาวุโสโดยสมณศักดิ์เป็นเกณฑ์แล้ว พระมหากษัตริย์ก็ย่อมจะทรงมีพระราชวินิจฉัยที่จะเลือกแต่งตั้งสมเด็จพระราชาคณะรูปใดก็ได้ที่มีคุณวุฒิเหมาะสมเป็นสมเด็จพระสังฆราชได้
ก่อนที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะลงมติรับการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์นั้น ปรากฏว่าผู้ประณามการแก้ไขและคัดค้านอย่างรุนแรงคือ พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จันทสาโร นามสกุลหนองพร้าว) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราช รังสฤษดิ์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยด้วย พระเมธี ธรรมาจารย์ได้ลงข้อความในหน้าของตนในเฟซบุ๊ก ขู่ว่าหากสภานิติบัญญัติแห่งชาติถือเป็นอำนาจอันชอบธรรม (ที่จะแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์) ตน องค์กรพุทธ และพระสงฆ์ทั่วประเทศก็ไม่มีทางเลือก และจะ เดินหน้า ด้วยเช่นกัน
เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติรับการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เรียบร้อยแล้ว พระเมธีธรรมาจารย์ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยก็ได้ออกแถลงการณ์แสดง ความไม่เห็นด้วย เสียใจ และฝากไปถึงคณะสงฆ์เครือข่ายประเทศด้วยว่าขอให้ยุติการออกมาร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์หลังปีใหม่ พระเมธีธรรมาจารย์รูปนี้ที่แล้วมามีบทบาทเป็นตัวตั้งตัวตีในการสนับสนุนการแต่งตั้งสมเด็จ พระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชทั้งยังเคยเป็นผู้นำจัดการชุมนุมพระสงฆ์และองค์กรพุทธที่พุทธมณฑล เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ทหาร
ข่าวการคืนพระราชอำนาจในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชให้แก่พระมหากษัตริย์แม้จะเป็นข่าวดีที่สุด แต่ก็ยังมิได้หมายความว่าจะมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างใดในคณะสงฆ์ระดับต่ำกว่าสมเด็จพระราชาคณะลงมา ยังมีพระสงฆ์หลายรูปที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ทั้ง ๆ ที่มีพฤติการณ์ไม่สมกับสมณสารูปและสมควรที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็แต่โดยมหาเถรสมาคมเท่านั้น

