หน้าแรก Uncategorized กฟผ. ดันเด็กไ...

กฟผ. ดันเด็กไทย ส่งรถพลังงานแสงอาทิตย์ STC-4 สุดเจ๋ง! สู่การแข่งขันระดับโลก

1.09.23 | 10:53 น.

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือรถ EV ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้ เพราะนอกจากช่วยลดและเลี่ยงการใช้เชื้อเพลิงที่สร้างมลพิษในชั้นบรรยากาศ อันทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างด้วยแล้ว ยังเป็นแนวทางสำคัญที่สนับสนุนการขับเคลื่อนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้เป็นอย่างดี

แล้วจะดีกว่าไหม หากรถ EV สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยตนเองจากไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งดียิ่งกว่าถ้าผู้พัฒนารถ EV พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นฝีมือคนไทย และผลงานนั้นได้ปรากฏให้เห็นในโฉมของ STC-4 หรือ Thainamic ผลงานสุดเจ๋งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และพันธมิตร ให้การสนับสนุน ซึ่งศึกษาและพัฒนาโดยนักศึกษาและอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (สยามเทค) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)

Thainamic ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อเข้าสู่การแข่งขัน Bridgestone World Solar Challenge 2023 รายการแข่งขันรถพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำของโลกที่กำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-29 ตุลาคม 2566 ประเทศออสเตรเลีย บนเส้นทางจากเมือง Darwin สู่ Adelaide รวมระยะทางกว่า 3,022 กิโลเมตร ท่ามกลางความท้าทายของสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง ทั้งยังเป็นตัวแทนจากประเทศไทยเพียงหนึ่งเดียวที่เข้าร่วมศึกครั้งนี้

ดัน STc-4 สู่การต่อยอดนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งอนาคต

Advertisement

จากความฝันสู่สนามแข่งขันทีเกิดจริง กฟผ. ในฐานะหน่วยงานบริหารและจัดการความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ได้มองเห็นถึงศักยภาพและโอกาสของการนำนวัตกรรมด้านการใช้พลังงานงานไฟฟ้าที่คนไทยสามารถคิดค้นได้เอง ต่อยอดได้เอง จนสามารถเข้าไปแข่งขันบนเวทีโลก จึงใช้เวทีนี้ส่งเสริมและสนับสนุนทีมเยาวชนผู้พัฒนา STC-4 ให้สานฝันไปสู่ความสำเร็จ 

นายชัยวุฒิ หลักเมือง ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน กฟผ. ได้เล่าถึงความสำคัญของการสนับสนุนรถ STC-4 ครั้งนี้ ว่า เป็นการดำเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับภารกิจของ กฟผ. ในฐานะหน่วยงานด้านการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ส่งเสริม อนุรักษ์ การใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของประเทศ ถือเป็นการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

นายชัยวุฒิ ยังกล่าวถึงความสำคัญของการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ว่า เป็นการเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดมลภาวะทางอากาศและสิ่งแวดล้อม อันเป็นการสนับสนุนนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอนของ กฟผ. หรือ EGAT Carbon Neutrality ใน พ.ศ. 2593 โดยดำเนินงานส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบนิเวศและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบายของประเทศ ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ด้วยการติดตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศแล้วมากกว่า 120 สถานี รวมถึงสนับสนุนการใช้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ปรับเปลี่ยนยานยนต์ของหน่วยงานเป็นระบบไฟฟ้า เป็นต้น

“การสนับสนุนการแข่งขันของ STC-4 เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก แต่เราเชื่อมั่นว่า เยาวชนไทยกลุ่มนี้จะสามารถโชว์ความสามารถทั้งเรื่องตัวบุคคลและนวัตกรรมให้คนทั่วโลกได้เห็นอย่างแน่นอน ขณะเดียวกัน กฟผ. เองจะหันมามองว่า จะนำนวัตกรรมนี้นำไปต่อยอดเพื่อตอบโจทย์กับเทรนด์ในปัจจุบันทั้งรถยนต์ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า พัฒนาช่าง วิศกรต่าง ๆ รองรับเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น” ผู้ช่วยผู้ว่าการฯ กฟผ. กล่าวหนักแน่น

ลดการใช้พลังงานเทียบ EV ด้วยกัน ถึง 20%

ความพิเศษของรถ EV พลังงานแสงอาทิตย์ SCT-4 คือการออกแบบให้ใกล้เคียงกับรถยนต์ EV มากที่สุด ใช้มาตรฐานเดียวกับการผลิตรถยนต์เชิงพาณิชย์ 4 ที่นั่ง มีหน้ากว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร และสูง 1.6 เมตร ระบบภายในตัวรถมีการส่งข้อมูลสื่อสารผ่านระบบคลาวด์และถูกส่งมาแสดงผลที่หน้าจอให้ผู้ขับได้รับรู้ข้อมูล สามารถทำความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยทำระยะทางได้ถึง 1,000-1,200 กิโลเมตร/ชาร์จ จากพลังงานไฟฟ้าที่มาจากแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยด้วยสีขาว แดง น้ำเงิน พร้อมลวดลายความพลิ้วไหวจากหางปลากัดไทย

ก่อนหน้านี้ ‘สยามเทค’ เคยส่งรถ EV พลังงานไฟฟ้าร่วมแข่งขัน Bridgestone World Solar Challenge มาแล้ว 3 ครั้ง คือ รุ่น STC-1 ในปี 2558, STC-2 ในปี 2560, STC-3 ในปี 2562 และปีล่าสุดกับ STC-4 ซึ่งนอกจากจะได้รับการสนับสนุนจาก กฟผ. แล้ว บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ยังให้การสนับสนุนร่วมด้วย

ผศ.พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดี สยามเทค เล่าถึงที่มาของการพัฒนารถพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ว่า อยากท้าทายขีดความสามารถและพลังการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ของเยาวชนไทย จึงเสนอไอเดียรถ EV พลังงานแสงอาทิตย์ให้กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ฯ จนสามารถต่อยอดเข้าสู่การแข่งขันในเวทีระดับโลก หวังเป็นบันไดขั้นสำคัญที่จะต่อสู่รถ EV พลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถใช้งานจริงบนท้องถนนได้

“ความแตกต่างระหว่างรถ EV พลังงานแสงอาทิตย์กับรถไฟฟ้าทั่วไป คือ การขับเคลื่อนที่ใช้พลังงานน้อยกว่าถึง 20% ยิ่งกว่านั้น อุปกรณ์ควบคุมและวงจรการใช้พลังงานที่ออกแบบมาสำหรับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ ทำให้สามารถกักเก็บพลังงานระหว่างการขับขี่ได้ทันที แต่ทั้งนี้ระบบยังมีเซอร์กิตเบรกเกอร์ระบบสุริยะเข้ามาควบคุมการใช้พลังงาน เพื่อป้องกันในช่วงที่ไม่สามารถกักเก็บพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้” ผศ.พรพิสุทธิ์ กล่าว 

ด้าน ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า OKMD มีภารกิจในการพัฒนาและขับเคลื่อนนวัตกรรมความรู้ และศักยภาพทุนมนุษย์ในมิติต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและคุณภาพชีวิตของคนไทย จึงพร้อมร่วมเดินหน้าส่งเสริมยานยนต์แห่งอนาคตของประเทศไทย 

“เราพร้อมพัฒนาองค์ความรู้ สนับสนุนความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อผลักดันนักศึกษาไทยก้าวไปสู่เวทีการแข่งขันระดับโลก รวมทั้งการนำความรู้เกี่ยวกับยานยนต์พลังงานทางเลือกไปเผยแพร่สู่ชุมชนและสังคม ให้ตระหนักถึงพลังงานสะอาดที่มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศและของโลก”

ขณะที่ นายอรรถพล แพรพริ้วงาม ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ส่วนงานความยั่งยืน ไทยบริดจสโตน กล่าวถึงนโยบายขององค์กรที่ให้ความสำคัญในการรักษาความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ด้วยนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยพัฒนาการผลิตยางรถยนต์ชนิดพิเศษจากวัสดุรีไซเคิลมาอย่างต่อเนื่อง และมีเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จ 100% ภายในปี 2583 

“การสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ STC-4 เพราะเราเห็นถึงความเป็นไปได้ของนวัตกรรมยานยนต์พลังงานทดแทน และเป็นการทดสอบถึงประสิทธิภาพของยางรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกออกแบบและพัฒนาสัมประสิทธิ์ความเสียดทาน ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานในรถยนต์ไฟฟ้าได้ดีอีกด้วย” นายอรรถพล เล่าทิ้งท้าย

วันนี้เราได้เห็นถึงศักยภาพของไทยที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมรถ EV พลังงานแสงอาทิตย์เข้าไปประชันบนเวทีโลก ผ่านการสนับสนุนของหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจได้ลองขับรถ EV ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ล้วน ๆ บนท้องถนนทั่วไปจริง ๆ ก็เป็นได้