หน้าแรก Uncategorized สังคมหลังเผด็...

สังคมหลังเผด็จการ (Post-Authoritarianism) // โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

10.01.17 | 13:30 น.

หลายปีก่อนผมเคยมีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ของนักคิดที่ตั้งคำถามหนึ่งไว้อย่างน่าสนใจทำนองว่า ตกลงคำหรือแนวคิดที่เรียกว่า เผด็จการŽ นั้นมันมีประโยชน์กับเราจริงไหม? ประเด็นไม่ใช่มาแนวว่าเผด็จการเป็นเรื่องไม่จริง หรือเป็นเพียงสิ่งที่เรามโนขึ้นมาเท่านั้น หรือมาตั้งคำถามว่าเผด็จการมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน (ไม่ใช่มีแต่โทษ)

แต่สิ่งที่เราควรระมัดระวังยิ่งก็คือ การคิด การพูด หรือการวิจัย เรื่องเผด็จการนั้นมันอาจจะมีลักษณะที่ปิดกั้นความคิดของเราเอง แล้วทำให้เรา คิดไม่ทะลุŽ หรือเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราเผชิญอยู่ ซึ่งมันอาจจะเป็นอะไรที่มากกว่าเรื่องเผด็จการ ที่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เราต้องมาคิดให้มาก โดยเฉพาะคนที่สนใจเรื่องการเมือง และนักรัฐศาสตร์เอง

กล่าวคือ เรากำลังพิจารณาประเด็นการเมืองโดยเอาทุกเรื่องมาผูกกับเรื่องของประชาธิปไตยหรือไม่ หรือเอาประชาธิปไตยเป็นตัวตั้งแล้วประเมินทุกเรื่องในโลกว่าต่างออกไปจากประชาธิปไตยแค่ไหน ทั้งที่ประเด็นทางการเมืองอาจจะมีประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย และไม่ใช่เรื่องของการปกป้องประชาธิปไตยเท่านั้น ที่สำคัญ บางครั้งเราอาจจะสามารถมีมุมมองในการปกป้องคุณค่าบางประการที่ประชาธิปไตยเอง จำต้องไปให้ถึง แต่อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เช่น เราอาจจะต้องการปกป้องเสรีภาพ แต่เราก็จะต้องสามารถวิพากษ์วิจารณ์ประชาธิปไตยได้ด้วย

แม้ว่าโดยหลักการแล้ว ประชาธิปไตยจะเป็นรูปแบบการปกครองที่ปกป้องและเชิดชูเสรีภาพก็ตาม หรือนักวิชาการด้านปรัชญาการเมือง ท่านอาจจะมีมุมมองที่น่าสนใจกับประเด็นเรื่องของ ศีลธรรมและความดี ซึ่งแม้ว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องหลักของประชาธิปไตย แต่ก็เป็นมุมมองที่ผู้ที่สนใจเรื่องคุณค่าที่ประชาธิปไตยเชิดชู หรือจะเชิดชูระบอบประชาธิปไตยเองก็จำต้องน้อมรับฟัง และพยายามมีบทสนทนาด้วย เพราะส่วนหนึ่งนั้นก็สามารถนำมาปรับปรุงพัฒนาคุณค่าและระบอบประชาธิปไตยได้ เราต้องถามตัวเองว่า การที่เราจะเรียกว่า อะไรคือระบอบการปกครองŽ นั้น เราเอาจริงเอาจัง กับสิ่งนี้แค่ไหน เช่น เราพบเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านในเมืองเราที่เรารู้สึกว่ามันไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งที่มันไม่เป็นจริงๆ หรือไม่เป็นตามที่เราวาดหวังไว้ แล้วเราก็เรียกมันว่าเผด็จการเพื่อให้ง่าย หรือเพื่อที่จะศึกษามันจริงๆ

ที่สำคัญต่อจากนั้น แม้ว่าเราจะเชื่อว่าเราศึกษามัน/เผด็จการจริงๆ คำถามก็คือเราเอาจริงเอาจังกับมรรควิธีและทฤษฎีในการศึกษามันจริงๆ หรือไม่ หรือเราอธิบายมันได้แค่ว่าก็เพราะมันดำรงอยู่ เราจึงฟันธงได้ว่า อ๋อ มันจึงมีพลัง มันจึงทำงานได้ มันจึงมีอำนาจ แล้วเมื่อมันล่มสลายลง เราก็จึงอธิบายได้ตามหลังเหตุการณ์เท่านั้นเองว่ามันไม่ทำงานแล้ว อย่างนี้ เป็นต้น

Advertisement

ผมบ่นมาอย่างยืดยาวนี้ เพื่อต้องการอธิบายว่า ประเด็นเรื่องเผด็จการนั้นเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนยิ่ง เราต้องทำความเข้าใจให้ดีว่า เวลาที่เราจะศึกษาเข้าใจเผด็จการนั้น เราสนใจเผด็จการในแง่ไหน ในแง่เพียงที่ว่ามัน ไม่ใช่ประชาธิปไตยŽ หรือในแง่ที่เผด็จการมันมีมิติของมันเอง หรือมีอะไรในการพิจารณาทางการเมืองที่มากไปกว่าเรื่องของประชาธิปไตยไหม?

หรือแม้กระทั่งถามว่า เราจะศึกษาเรื่องทางการเมืองในเรื่องอื่นๆ ได้ไหม ที่ไม่ต้องตั้งหลักด้วยเรื่องประชาธิปไตยเท่านั้น

ประเด็นที่อยากจะเรียนเสนอก็คือ ถ้าเราไม่จำเป็นต้องมองเรื่องของเผด็จการเป็นคู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย (อะไรที่ไม่ใช่เผด็จการ = ประชาธิปไตย) แล้ว เราจะพิจารณาเรื่องเผด็จการได้ไหม

คำตอบก็คือได้ครับ เช่นเราอาจจะลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเราถามคำถามว่า ถ้าเราอยู่ในสังคมเผด็จการแล้ว เราจะศึกษาอะไรได้อีกบ้าง ที่ไม่จำเป็นต้องศึกษาในวิถีว่า ทำไมเผด็จการอยู่ได้นาน จนเราอาจจะรู้สึกว่าถ้าศึกษาว่าเผด็จการอยู่ได้นาน แปลว่าเรานั้นยอมรับเผด็จการ หรือเชิดชู หรือยินดีกับการที่เผด็จการอยู่ได้นานด้วยหรือไม่ เราก็อาจจะศึกษาเรื่องอื่นๆ ของเผด็จการได้อีก ซึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากในการยอมรับสำหรับนักรัฐศาสตร์สายประชาธิปไตยอยู่สักหน่อย

นั่นก็คือ ถ้าการเมืองและรัฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องแค่การประเมินว่าการเมืองกับประชาธิปไตยเป็นเรื่องเดียวกันไหม เราอาจจะต้องถามคำถามพื้นฐานบางประการว่า ไม่ว่าบ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตย หรือเผด็จการนั้น ระบบการเมืองนั้นจะต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานอย่างไร

หรือแม้กระทั่งมี คุณค่าŽ ในบางเรื่องอย่างไร?

ผมจำได้ในสมัยที่ผมเรียนรัฐศาสตร์ ประมาณปี 2531 หรือปีที่พลเอกเปรมนั้นเพิ่งจะลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเราเพิ่งจะสิ้นสุดระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งหมายถึงว่าองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์ในยุคนั้นที่ยังสอนกันอยู่ ก็ยังไม่ใช่องค์ความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องประชาธิปไตยมากนัก และยังไม่ได้เริ่มมีการสอนเรื่องการเมืองภาคประชาชน หรือการประเมินประชาธิปไตยอะไรมากนัก ผมและเพื่อนๆ รู้สึกว่าการศึกษาการเมืองแบบทฤษฎีระบบที่ครูบาอาจารย์ของผมสอนอยู่นั้นเป็นเรื่องน่าเบื่อและล้าสมัยยิ่ง

กล่าวคือ เราเรียนกันว่าการเมืองนั้นมีระบบบางประการเหมือนกับระบบการสื่อสาร คือมีส่วนนำเข้า (input) ส่วนประมวลผล/ตัดสินใจ (political process) และส่วนส่งออก (output) คือนโยบายต่างๆ ระบบการเมืองจะอยู่ได้ก็จะต้องมีการสะท้อนกลับ คือมี feedback กลับไป ทำให้ส่วนนำเข้ามีทั้งส่วนของข้อเรียกร้องและการสนับสนุนต่อระบบการเมืองหรือการตัดสินใจ

สมัยนั้นเรารู้สึกว่า การศึกษาระบบการเมืองแบบนี้เป็นเรื่องพื้นฐานเกินไป เรารู้สึกว่าการพิจารณาเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่แอบอิงกับโครงสร้างอำนาจ เพราะเน้นให้ระบบการเมืองดำรงอยู่ได้ ไม่ได้เชิดชูคุณค่าประชาธิปไตยใดๆ เพราะระบบการเมืองทุกระบบมันก็ต้องมีสิ่งเหล่านี้

กล่าวคือ มันเป็นการพิจารณาที่กว้างเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปดูสิ่งที่เราเห็นว่ามันกว้างๆ แบบนี้ สิ่งที่นักคิดในสำนักระบบการเมืองบอกกับเราก็คือ ไม่ว่าการเมืองจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ การไหลเวียนŽ ของข้อมูลข่าวสารและการสนับสนุนระบบการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อระบบการเมือง นั่นหมายถึงว่า ไม่ว่าผู้ตัดสินใจในระบบการเมืองนั้นจะเป็นผู้มีอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่ สิ่งที่สำคัญไม่ว่าในระบอบประชาธิปไตยหรือเผด็จการก็คือ การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารนั่นเอง

เรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงแค่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่หมายถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง หรือหมายถึง การข่าวŽ เช่นกัน

คำถามก็คือ ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจนั้นได้ข้อมูลการตัดสินใจมาจากไหน? ดังนั้นสิ่งที่เราอาจจะละเลยแล้วเชื่อว่าเสรีภาพของสื่อนั่นคือเรื่องเดียวกับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป (บางเรื่องก็น่าสนใจดังที่จะกล่าวถึงต่อไป) แต่เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า รัฐเผด็จการที่ประสบความสำเร็จในการปกครองนั้น เขาไม่ได้ประสบความสำเร็จในการปกครองเพียงแค่ว่าเขาอยู่ได้ผ่านการใช้กำลังบังคับ และใช้ความกลัวในการปกครองเท่านั้น

แต่หมายถึงความสามารถในการมีหน่วยข่าวกรองที่ดี และมีระบบข่าวสารที่ทำให้ผู้ตัดสินใจนั้นสามารถตัดสินใจได้ นอกเหนือจากการได้รับการสนับสนุนจากประชาชน (หรือแม้กระทั่งกลัวจน ไม่กล้า ไม่สนับสนุน) ประเด็นที่ท้าทายก็คือ ในสังคมเผด็จการนั้น เขาจะจัดการข้อมูลข่าวสารอย่างไร เราชอบไปมองแต่ว่าเผด็จการจะปิดกั้นข่าวสาร แต่เอาเข้าจริงนั่นคือส่วนเดียว คือ ส่วนที่สื่อสารกับประชาชน แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือ ในส่วนของระบบข่าวกรองเอง หรือหมายถึงการที่ข้อมูลจากเบื้องล่างจะถูกส่งไปที่ตัวผู้ตัดสินใจเองต่างหากที่เขาจะต้องจริงจังเป็นอย่างมาก

 คำถามคือ ระบบข่าวกรองของเผด็จการดีไหม เข้าใจทุกข์และความเดือดร้อนของประชาชนจริงหรือไม่

ที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือ ถ้าเราอยู่ในสังคมหลังเผด็จการ หมายถึงสังคมที่เราเองยังไม่รู้เลยว่า อำนาจในหมู่เผด็จการนั้นมันจัดสรรปันส่วนกันอย่างไร มีแบบแผนในการตัดสินใจอย่างไร ใครมีอำนาจจริง ใครแทรกแซงเข้ามาในเรื่องไหน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเผด็จการนั้นตัดสินใจอย่าง เป็นระบบŽ และมีประสิทธิภาพ?

ลองยกตัวอย่างประเทศจีน ถ้าเราวางคุณค่าของเสรีภาพลงก่อน ลองดูการวางระบบของข้อมูลข่าวสารที่มีต่อการวัดประเมินและการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ อย่างเรื่องเล็กๆ เช่น ระบบการติดต่อราชการที่ในหลายองค์กรนั้นมีการตั้งเครื่องวัดความพึงพอใจในการให้บริการของประชาชนเอาไว้เลย ว่าพอใจในการให้บริการของพนักงานคนนั้นในระดับใด (แบบเดียวกับที่ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตของเราบางร้านมีนั่นแหละครับ) หรือในบางประเทศที่เราวิจารณ์เขาว่าไม่เป็นประชาธิปไตยแบบสิงคโปร์ แม้ว่าจะมี รูปแบบประชาธิปไตย แต่ถ้าเราไปเข้าห้องน้ำที่สนามบิน จะมีจอมอนิเตอร์ตั้งเอาไว้ว่าใครทำความสะอาดห้องน้ำและเราพอใจบริการและความสะอาดไหม โดยที่พนักงานไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น

นี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ว่าการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นเรื่องจำเป็น แม้แต่ในสังคมที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยนั้น การจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนนั้นไม่ได้มาจากการระดมการสนับสนุนผ่านกลไกรัฐหรือการใช้อำนาจบังคับเท่านั้น หรือการกล่าวอ้างว่ามีคนดีหรือคนเก่งกี่คนที่ยอมเสียสละเพื่อบ้านเมืองในการเข้ามารับใช้ชาติบ้าง แต่อยู่ที่การสร้างช่องทางให้ข้อมูลจากเบื้องล่างนั้นไหลเวียนขึ้นไปสู่ผู้มีอำนาจได้

ทีนี้ประชาธิปไตยเองมันจะมีข้อเด่นกว่าเรื่องของการไหลเวียนข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นก็คือ ในกรณีที่เราไม่ได้มีความจริงหรือข้อมูลชุดเดียว ประชาธิปไตยที่เชิดชูเสรีภาพนั้นจะทำให้เราสามารถรองรับความหลากหลายของข้อมูลได้มากกว่า และถ้าเรามองว่าประชาชนนั้นคือผู้มีอำนาจสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย การมีเสรีภาพก็จะทำให้ประชาชนมีข้อมูลในการตัดสินใจได้หลายทางขึ้น (ในระบอบประชาธิปไตย การยอมรับความหลากหลาย ความอดทนอดกลั้น และการเท่าทันสื่อจึงเป็นเรื่องสำคัญ) แม้ว่าหลายคนจะมองว่ายิ่งมีประชาธิปไตยมาก ยิ่งล่าช้า เสียเวลา (ในหลายกรณีในประชาธิปไตยเองก็มีกฎเกณฑ์ให้ตัวแทนบางคนตัดสินใจได้ในภาวะฉุกเฉินเช่นกัน แต่ก็มีกลไกตรวจสอบภายหลัง)

แต่อย่างกรณีที่ผู้มีอำนาจไม่ใช่ประชาชน อย่างในระบอบเผด็จการนั้น อย่างน้อยแม้ว่าจะไม่ได้มีเสรีภาพเต็มที่ แต่การพยายามได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้านก็ยังมีความจำเป็น และเป็นประเด็นท้าทายว่าสังคมที่ไม่ได้เปิดรับเสรีภาพนั้นจะได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างไร

 หรืออย่างแนวคิดที่เรียกว่าธรรมาภิบาลนั้น ในยุคหนึ่งเราคิดว่ามันสามารถใช้ได้กับทุกเรื่อง และอาจจะสามารถนำมาประเมินประชาธิปไตยได้ว่า ระบบการบริหารในระบอบประชาธิปไตยนั้นมี ธรรมาภิบาลแค่ไหน

เราเคยนำเอาระบบธรรมาภิบาลมาประเมินระบบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยด้วยไหม หรือว่าในวันนี้สิ่งที่เราใช้วัดประเมินจริงๆ คือโพลเท่านั้น ไม่ใช่ระบบธรรมาภิบาลที่เคยเฟื่องฟูกันในสมัยประชาธิปไตย และเชื่อว่ามันเป็นตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพกว่าระบบเลือกตั้ง?

ประเด็นท้าทายอยู่ที่ว่า การนำระบบธรรมาภิบาล มาวัดประเมินการปกครองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยนั้นก็ควรกระทำอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกับการวัดประเมินประชาธิปไตย ในแง่ที่ว่าไม่ว่าจะหมายถึงระบบการเมืองหรือรัฐนั้นก็จะต้องมี โครงสร้างทางอำนาจที่เป็นรากฐานŽ (infrastructural power) บางประการที่ไม่ว่ารัฐประชาธิปไตย หรือรัฐเผด็จการก็จะต้องมี นั่นก็คือสิ่งที่จะกำหนดคุณภาพของการให้บริการของรัฐ ที่ไม่ว่ารัฐประชาธิปไตยหรือรัฐเผด็จการก็จะต้องมี พูดง่ายๆ ในแง่นี้ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ รัฐหรือระบบการเมืองก็จะต้องมีรากฐานบางอย่างร่วมกันก่อน ไม่งั้นรัฐหรือระบบการเมืองนั้นจะอยู่ไม่รอด การอยู่ไม่รอดในแง่นี้ไม่ใช่ไม่รอดในแง่ชั้นเชิงหรือเกมทางการเมือง หรือการแสวงหาพันธมิตรทางการเมือง หรือการบังคับขู่เข็ญ หลอกล่อ ประชาชน

แต่หมายถึงพื้นฐานขั้นต่ำทางการปกครองจะต้องมีในทุกๆ รัฐและระบบการเมืองนั่นแหละครับ หรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือ (การจัด) ระเบียบทางการเมือง ที่รัฐชอบพูดกันนั้น มันไม่ได้มีแค่ความสามารถของรัฐในการบังคับให้ผู้คนเคารพกฎหมาย ตามที่เราถูกสั่งสอนหรือบังคับมาโดยตลอด แต่มันต้องหมายถึงการวัดกระบวนการของรัฐนั้นๆ ว่ามีระบบที่ชัดเจนอย่างไร มีสมรรถภาพอย่างไร ไม่ใช่มาบิดเบือนว่าถ้ารัฐไม่มีประสิทธิภาพนั้นเป็นเพราะมีศัตรูมาคอยสร้างปัญหา หรือประชาชนไม่เชื่อฟังรัฐแต่เพียงเท่านั้น

แต่ต้องหมายถึงความมีคุณภาพของรัฐนั้นเองด้วย ที่เล่ามานี้คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ว่า การคิดเรื่องเผด็จการนั้นยังมีอีกหลายประเด็น ไม่ใช่แค่เรื่องว่าเผด็จการอยู่ในอำนาจได้อย่างไร แต่อาจจะต้องถามคำถามว่าคุณภาพของเผด็จการที่อยู่ในอำนาจนั้นมีคุณภาพแบบไหน หรือเผด็จการนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องคิดว่าการคิดแบบนี้เป็นการยอมรับอำนาจของเผด็จการหรือไม่ แต่การคิดเช่นนี้น่าจะเป็นบันไดที่สำคัญขั้นแรกๆ ที่จะทำให้เผด็จการยอมรับและปรับตัวไปได้บ้าง

     ในวันที่อนาคตสู่ประชาธิปไตยนั้นหาความแน่นอนอะไรไม่ค่อยจะได้อย่างที่เป็นอยู่ และการพยายามหาคำตอบว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่นั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นเสียเหลือเกิน