เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นของการคอร์รัปชั่นที่เป็นที่พูดกันอยู่มาก นั่นคือ การที่ประเทศไทยตกอันดับประเทศที่มีความโปร่งใสจากปีก่อน โดยมีตัวชี้วัดอยู่ที่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของการรับรู้เรื่องการคอร์รัปชั่น (corruption perception) ประเด็นที่ถกเถียงกันในสังคมก็คือ ตกลงเราควรจะตกใจหรือมองเป็นประเด็นทางการเมืองแค่ไหน นี่คือจุดสิ้นสุดของผลงานและความชอบธรรมของรัฐบาลจริงหรือไม่?
ผมอยากจะเรียนว่า เรื่องนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ซีเรียสกว่าที่รัฐบาล หรือ ป.ป.ช. พยายามจะบอกว่าเราตกอันดับ เพราะว่าเขาเอาปัจจัยประชาธิปไตยมาร่วมพิจารณาด้วย ดังนั้น เมื่อเราไม่ได้อยู่ในช่วงประชาธิปไตย เราเลยอันดับลดลง ในอีกด้านหนึ่ง เราก็จะต้องตั้งหลักว่า แม้ว่าจะอยู่ในยุคประชาธิปไตย เราก็จะต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องของคอร์รัปชั่นด้วยเช่นกัน ผมขอแบ่งเรื่องของประเด็นเรื่องการคอร์รัปชั่นที่จะพูดถึงในสัปดาห์นี้ออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือ การรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่นว่าคืออะไร ต่างหรือเหมือนกับการคอร์รัปชั่นอย่างไร ส่วนที่สองคือ ในรายงานดัชนีเรื่องการรับรู้เรื่องการคอร์รัปชั่นในปีนี้เขาพูดถึงประเทศไทยอย่างไร และส่วนที่สามคือ อะไรคือข้อค้นพบหลักของโลกในปีนี้
และที่สำคัญประเทศไทยมีอะไรมากกว่าประเด็นที่โลกนี้เขาสนใจเรื่องการรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่นบ้าง
1.ว่าด้วยการรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่น : เรื่องของการคอร์รัปชั่นกับการรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่นนั้น เป็นเรื่องที่มีการศึกษากันมาอย่างยาวนาน เรื่องที่สำคัญคือ การคอร์รัปชั่นกับการรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่นนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่มีความสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อน การคอร์รัปชั่นนั้นเป็นเรื่องที่จับได้ยาก วัดได้ยาก แต่ ความรู้สึกว่ามีการคอร์รัปชั่น หรือ การรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่น กลับเป็นเรื่องหนึ่งที่เขานิยมวัดค่ากัน แม้ว่าจะยอมรับกันว่าไม่ได้เท่ากับตัวการคอร์รัปชั่นเสมอไป
แต่การรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่่นเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง จนบางทีอาจจะกว้างกว่าเรื่องของการคอร์รัปชั่นก็ได้ อาทิ การก่อให้เกิดความรู้สึกหรือวัฒนธรรมของการไม่ไว้ใจกันต่อสถาบันบางสถาบัน และบางทีก็อาจจะส่งผลให้เกิดลักษณะที่จะทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นมากขึ้นด้วย เช่น เรารู้สึกว่าพวกเจ้าหน้าที่รัฐเนี่ยต้องโกงแน่เลย อันนี้เราก็ไม่ไว้ใจเขาแล้ว
หรือนอกจากเราจะรู้สึกว่าพวกเขาโกงแล้ว เรายังรู้สึกต่อไปอีกว่า ดังนั้นเมื่อเราไม่ไว้ใจเขาเพราะเขาโกงแน่ เราก็พร้อมจะหยิบยื่นให้เขาอีก สิ่งนี้ก็จะยิ่งทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นมากขึ้นไปอีก
คุณูปการอีกประการหนึ่งของการศึกษาเรื่องการรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่นก็คือ มันช่วยให้เราสนใจเรื่องว่าแต่ละสังคมคาดหวังในเรื่องการคอร์รัปชั่นอย่างไร มากกว่าเรื่องที่จะมาเถียงกันว่าตกลงคำจำกัดความว่าอะไรคือการคอร์รัปชั่นของแต่ละสังคมนั้นเหมือนหรือต่างกันเฉยๆ หรือศึกษาแต่ข้อกฎหมายว่าอะไรเข้าข่ายการคอร์รัปชั่นบ้าง แต่เราลงไปเข้าใจความรู้สึกของคนในสังคมว่าตกลงเขารู้สึกกับเรื่องของการคอร์รัปชั่น อย่างไร ซึ่งในบางกรณีนั้นประชาชนอาจจะรู้สึกว่ามีการคอร์รัปชั่น ทั้งที่ระบบกฎหมายพยายามอ้างว่าไม่ใช่การคอร์รัปชั่น (ในส่วนนี้บางส่วนผมสรุปประเด็นมาจาก N.Melgar และคณะ. The Perception of Corruption. International Journal of Public Opinion Research. 22(1). 2010.)
ดังนั้นประเด็นที่สำคัญคือ การรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่นอาจไม่ใช่ความจริงที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นความจริงที่ประกอบสร้างโดยสังคมนั้นๆ และก็อาจมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย เช่น การลงทุนอาจจะไม่เกิดถ้ามีภาพลบมากๆ ว่าประเทศนี้มันโกงกันมโหฬาร (แต่ผมว่าเรื่องนี้ก็ไม่แน่ ขึ้นกับเหตุปัจจัยมากกว่า หรือ อาจจะพูดอีกอย่างว่า ผลลบที่จะเกิดแน่ๆ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการลงทุน แต่คนที่จะเข้ามาลงทุนอาจจะมีน้อยราย ทำให้เราไม่สามารถได้คนที่ดีที่สุด เพราะเขาอาจไม่อยากเข้ามาแข่งขันด้วยมากกว่าคนที่พร้อมจะจ่ายค่าเบี้ยรายทางเช่นนี้)
แม้ว่าการคอร์รัปชั่นโดยภาพรวมแล้วจะหมายถึงการใช้ตำแหน่งหน้าที่ทางสาธารณะ/รัฐในทางที่ผิด ที่ไปเอาประโยชน์เข้าตัวของผู้มีตำแหน่งนั้น แต่สิ่งที่นักวิชาการพยายามอธิบายก็คือ การคอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องของผู้มีตำแหน่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของตัวผู้จ่ายด้วย เพราะตัวผู้จ่ายก็คือผู้ที่พยายามได้มาในสิ่งที่ตนไม่ควรจะได้ ซึ่งในแง่นี้เวลาที่เราเห็นบรรดาคนที่ยอมรับว่าต้องจ่ายให้กับคนโกงออกมามีที่ยืนในกับสังคม เราก็ควรจะต้องตั้งคำถามด้วยว่าเรามองเรื่องของการคอร์รัปชั่นว่ากินความแค่ไหน และใครบ้างที่ไม่ควรมีที่ยืนในสังคม
นอกจากนั้นแล้วในทางวิชาการ คุณูปการที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการศึกษาเรื่องของการรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่นต่อการทำความเข้าใจการ คอร์รัปชั่นก็คือ ทำให้เราคาดการณ์แนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการคอร์รัปชั่นได้ เช่น การศึกษาแล้วพบว่าถ้าระบบราชการมีระบบการตอบแทนที่ต่ำ มีระบบการตรวจสอบที่ไม่เข้มแข็ง สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะเป็นตัวเสริมแรงให้เกิดการคอร์รัปชั่น และอาจทำให้คนรู้สึกไปเองได้ด้วยว่าสังคมย่อมมีแนวโน้มที่จะมีการคอร์รัปชั่น แม้ว่าอาจจะไม่มีการคอร์รัปชั่นจริงๆ ก็ได้
นอกเหนือจากความสัมพันธ์ระหว่างการคอร์รัปชั่น การรับรู้เรื่องการคอร์รัปชั่น และความสามารถในการทำงานของรัฐแล้วนั้น ในงานวิชาการมักจะพบว่ามีอีกสองตัวแปรที่น่าสนใจที่เขาพยายามหาความสัมพันธ์กับการรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่น
หนึ่งคือ เรื่องของความเหลื่อมล้ำในสังคมกับการรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่น ทั้งนี้งานวิจัยมักจะพบว่าในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเศรษฐกิจมีสูง คนในสังคมนั้นจะเชื่อว่ามีการคอร์รัปชั่นสูง ที่น่าสนใจคือทั้งคนจนและคนรวยในสังคมเชื่อเช่นนั้น
สองคือ เรื่องของประชาธิปไตยกับการรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่น งานวิจัยพบว่าประชาธิปไตยทำให้การรับรู้เรื่องการคอร์รัปชั่นมีทิศทางที่ดีขึ้นและลดการคอร์รัปชั่นลง แต่ทั้งนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อเขาพูดกันถึงประชาธิปไตยนั้นเขาหมายถึงอะไร กล่าวคือเขาหมายถึงประชาธิปไตยในความหมายถึงเสรีภาพในเรื่องของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งการมีเสรีภาพในการส่งข้อมูลข่าวสารจะทำให้พฤติกรรมที่ไม่ดีนั้นเกิดได้ยากขึ้น และทำให้เกิดการควบคุมติดตามการทำงานสาธารณะได้ดีขึ้น
และเขายังหมายถึงการเลือกตั้งที่มีลักษณะที่เกิดการแข่งขันกัน ซึ่งทำให้นักการเมืองนั้นต้องหมุนเวียนกันมาเป็น ไม่มีใครสามารถคุมราคาของการโกงได้ในราคาเดียวและอยู่ยั้งยืนยง 2.ในกรณีของประเทศไทยในรายงานดัชนีคอร์รัปชั่นในปีนี้ พบว่ามีการให้คำอธิบายไว้อย่างชัดเจนโดยองค์กรที่ทำการวัดประเมินคือ Transparency International (www.transparency.org) ซึ่งวัดประเมินเรื่องของการรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่นมาตั้งแต่ ค.ศ.1995 คำอธิบายในรายงานของปีนี้ ซึ่งไทยได้ลำดับที่ 101 จาก 176 โดยมีคะแนน 35 จาก 100 ซึ่งถือเป็นประเทศที่ได้รับอันดับต่ำ
คำอธิบายในภาพรวมของประเทศที่ได้รับการจัดอันดับต่ำคือ เป็นกลุ่มประเทศที่ระบาดไปด้วยสถาบันสาธารณะที่ไม่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน และไม่มีประสิทธิภาพ อาทิ สถาบันตำรวจและตุลาการ ซึ่งในประเทศเหล่านี้แม้จะมีกฎหมายต้านโกงแต่ก็มักจะถูกละเลยในทางปฏิบัติ ประชาชนจะเผชิญกับการติดสินบนและการรีดไถอยู่ทั่วไป และต้องพึ่งพาบริการสาธารณะพื้นฐานที่เสื่อมสภาพเนื่องจากการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เหมาะสม และต้องเผชิญกับการที่เจ้าหน้าที่รัฐทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เมื่อมีการร้องเรียน นอกจากนี้แล้วในบางประเทศในกลุ่มนี้ยังมีลักษณะของการคอร์รัปชั่นแบบมโหฬาร (grand corruption) ซึ่งหมายถึงการที่นักการเมือง/ผู้อยู่ในอำนาจรัฐร่วมมือกับธุรกิจในการยักย้ายถ่ายเอาเงินออกจากระบบเศรษฐกิจ
คำอธิบายในระดับภูมิภาคนั้น ภาพรวมของเอเชีย-แปซิฟิกคือ การต่อต้านคอร์รัปชั่นนั้นถูกทำให้กลายเป็นเรื่องรอง เพราะมีตัวแทนประเทศในภูมิภาคนี้มากกว่าครึ่ง (19 จาก 30) ที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 40 คะแนน
โดยรวมแล้วผลงานที่ย่ำแย่ของประเทศในภูมิภาคนี้เกิดจากการที่รัฐบาลไม่พร้อมรับผิดต่อประชาชน (unaccountable government) การขาดการตรวจสอบ การที่ประชาสังคมถูกทำให้ไม่มั่นคงและถูกจำกัดพื้นที่ในการแสดงบทบาททางการเมือง การคอร์รัปชั่นคดีใหญ่ๆ นั้นทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง และทำให้ประชาชนมีความไว้เนื้อเชื่อใจและศรัทธาในการปกครองด้วยกฎหมายและประชาธิปไตยลดลงเช่นกัน ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นตัวอย่างที่ย่ำแย่หนึ่งในสองประเทศในรายงานในปีนี้ (คู่กับกัมพูชา) ในกรณีของประเทศไทย ความตกต่ำลงนั้นยืนยันว่าการรับรู้เรื่องการคอร์รัปชั่นสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับความวุ่นวายทางการเมือง ทั้งนี้ รายงานพบว่าการกดขี่ของรัฐบาล การขาดการกำกับดูแลอย่างอิสระ และการเสื่อมถอยลงของสิทธิของประชาชนได้ทำให้เกิดความเสื่อมถอยของความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อประเทศ
รายงานฉบับนี้ยังได้ชี้ให้เห็นว่า (ร่าง) รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แม้ว่าจะให้ความสำคัญกับปัญหาการคอร์รัปชั่น แต่ก็เป็นร่างที่ให้อำนาจกับทหารและรัฐบาลใหม่โดยไม่มีการตรวจสอบอย่างเพียงพอ ซึ่งสิ่งนี้จะมีผลต่อการกลับสู่ประชาธิปไตยที่พลเรือนเป็นใหญ่ในท้ายที่สุด นอกจากนี้แล้วในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญก็ขาดการถกเถียงอภิปรายอย่างเสรี คนที่รณรงค์เห็นต่างถูกห้าม และมีคนถูกจับกุมคุมขังจำนวนไม่น้อย รัฐบาลทหารได้ห้ามการกำกับตรวจสอบการลงประชามติโดยประชาชน รายงานฉบับนี้ยังย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงของการลงประชามติคือการไม่มีการกำกับตรวจสอบกระบวนการดังกล่าวอย่างอิสระ และขาดการถกเถียงอย่างเสรี
เรื่องนี้ต้องเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลและกองเชียร์ของรัฐบาลเองต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เพราะสิ่งที่เขาเขียนในรายงานมาจากการประมวลข้อมูลอย่างต่อเนื่องจากหลายกรณีที่มีหลักฐานในระดับสากล ที่สำคัญ รายงานฉบับนี้เขาไม่ได้สนใจรณรงค์เรื่องของประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งด้วยซ้ำ เขาต้องการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ กระบวนการ ในการบริหารราชการแผ่นดิน และกระบวนการทางการเมืองที่เปิดให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารมากกว่า รัฐบาลจึงต้องคิดให้ดีว่า ในท้ายที่สุด การจะได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและนานาชาตินั้นเป็นเรื่องของปฏิบัติการจิตวิทยาข่าว หรือเป็นเรื่องของการสร้างหลักประกันให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารจริงกันแน่? เพราะสิ่งที่สำคัญคือเรื่องของการสร้างกระบวนการตรวจสอบให้เกิดความมั่นใจในการรับรู้เรื่องการคอร์รัปชั่น ซึ่งคะแนนเราต่ำลง เพราะกระบวนการของเรามันมีปัญหาในสายตาของผู้ตรวจ ซึ่งผู้ตรวจก็ตรวจมาจากข้อมูลของคนในสังคมนี้แหละครับ (แม้ว่าอาจจะเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลคนละพวกกับพวกให้ข้อมูลเชียร์รัฐบาลตามอภิมหาโพลทั้งหลายกระมัง?)
3.หัวใจหลักของรายงานการรับรู้เรื่องของการคอร์รัปชั่นในปีนี้ เอาเข้าจริงรายงานในปีนี้เขาไม่ได้เน้นเรื่องประเทศไทยหรอกครับ ไม่ต้องตกใจมาก เรื่องใหญ่ที่เขาเน้นมากในปีนี้ก็คือ การขึ้นสู่อำนาจของทรัมป์ (ถึงกับมีการปรับเปลี่ยนข้อมูลบางส่วนอย่างเร่งรีบก่อนที่จะตีพิมพ์ในขั้นสุดท้าย ให้ครอบคลุมเรื่องของทรัมป์)
หัวข้อหลักของรายงานปีนี้คือ การคอร์รัปชั่น กับความเหลื่อมล้ำ – เมื่อบรรดานักประชานิยมได้ชี้นำประชาชนไปในทางที่ผิด (Corruption and Inequality: How Populists Misled People)
เรื่องใหญ่ก็คือว่า รายงานชี้ว่าทรัมป์คือตัวอย่างของผู้นำแบบประชานิยมที่มักจะสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนว่า มีความเชื่อมโยงระหว่าง บรรดาชนชั้นนำที่ขี้โกง ที่ต้องการแต่จะหาประโยชน์ให้กับตนเอง และคนพวกนี้ก็จะรวมตัวกับพวกคนสนับสนุนที่ร่ำรวย โดยจะกีดกันไม่ให้คนที่ทำมาหากินนั้นเข้าสู่วงอำนาจ รายงานการรับรู้เรื่องการคอร์รัปชั่นพยายามชี้ให้เห็นว่า จริงอยู่ที่การคอร์รัปชั่นและความเหลื่อมล้ำทางสังคมเชื่อมโยงกัน และมักจะเป็นที่มาของความไม่พอใจของประชาชน แต่รายงานเห็นว่าก็ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าบรรดาชนชั้นนำที่อ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของประชาชนที่จะอาสาเข้ามาแก้ปัญหาคนโกงเหล่านั้นจะสามารถเข้ามาแก้ปัญหาได้ สิ่งที่พบมักจะเป็นการที่พวกผู้นำกลุ่มที่อ้างประชาชนนี้จะอาศัยการ ต้านโกง นี้ ในการระดมการสนับสนุน และเมื่อเข้าสู่อำนาจได้ก็ไม่ได้มีความจริงใจอะไรในการแก้ปัญหาการคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังเสียมากกว่า
กล่าวโดยสรุป วงจรอุบาทว์ที่รายงานฉบับนี้เสนอก็คือ ลักษณะของวงจรระหว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมกับการคอร์รัปชั่นอย่างเป็นระบบที่ต่างเสริมกันไปมา และทำให้ประชาชนนั้นรู้สึกหมดหวัง และเลือกเอา (หรือปล่อยให้) คนที่มีลักษณะของ คนนอก (ระบบ) ที่อาสาเข้ามาแก้ปัญหาในระบบนี้เข้ามา แต่เมื่อคนเหล่านี้เข้ามาก็มักไม่ได้แก้ปัญหาอะไรอย่างจริงๆ จังๆ สิ่งสำคัญที่เสนอโดยรายงานฉบับนี้ในฐานะทางออกก็คือ
1.การหยุดการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทางธุรกิจกับคนที่มีตำแหน่งระดับสูงของรัฐบาล 2.จัดการกับผู้ที่ทุจริตโดยไม่ปล่อยให้มีการลอยนวลหรือมีการคุ้มครองทางการเมืองกับคนเหล่านี้ 3.ควบคุมสถาบันการเงิน คนที่ขายของฟุ่มเฟือย ทนาย และตัวแทนอสังหาฯอย่างเข้มงวดในกรณีการฟอกเงิน รวมไปถึงการจัดการกับระบบนอมินีอย่างจริงจัง
ส่วนสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ เรื่องของการพิจารณาเรื่องของประชานิยม สิ่งที่รายงานฉบับนี้พูดถึงผู้นำประชานิยมมักจะเป็นแค่เรื่องของนักการเมืองประชานิยมที่ได้ชัยชนะทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนที่รู้สึกว่าเขาถูกโกงไป แต่ในบางสังคมนั้น การเมืองประชานิยม และ ผู้นำประชานิยม นั้นอาจจะต้องพิจารณาถึงการยึดอำนาจทางการเมืองในทางอื่นๆ และพิจารณาถึงลักษณะความเป็นตัวแทนในแบบอื่นๆ ที่อาจเข้าข่าย ประชานิยม เช่นกัน
ตราบเท่าที่อ้างว่าเป็น คนนอก และ อาสาเข้ามาปราบโกง นั่นแหละครับ

