‘พิมพ์ภัทรา’ เร่งช่วยอุตสาหกรรมสนับสนุน เติมความรู้พร้อมเข้าถึงเงินทุน ตัวแทนอุตสาหกรรม ร้องผลักดันสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับ เปลี่ยนจ้างรับจ้างผลิตเป็นคู่ค้า เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมสรุปประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขเพื่อ ช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมสนับสนุน พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม และตัวแทนภาคเอกชนจากสมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน และ 9 สมาคมที่เกี่ยวข้อง อาทิ สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยสมาคมอุตสาหกรรมหล่อโลหะ สมาคมไทยคอมโพสิท สมาคมผู้ค้าเครื่องปรับอากาศไทย

โดย น.ส.พิมพ์ภัทรา เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐบาลได้มุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี และขณะนี้อุตสาหกรรมอีวี มีการเติบโตขึ้นเป็นลำดับ มีนักลงทุนมากมายให้ความสนใจในการเข้ามาลงทุนในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าก็ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ปรับตัวลดลง ส่งผลต่อยอดขายของผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และอุตสาหกรรมสนับสนุนตกลงเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอุตสาหกรรมสนับสนุนที่เป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน และมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงมีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวว่า ซึ่งในขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ประสบปัญหาดังที่กล่าวถึง กระทรวงอุตสาหกรรม จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จึงมอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม เร่งหารือและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบถึงประเด็นปัญหาความต้องการจากภาคเอกชนในส่วน ของอุตสาหกรรมสนับสนุน รวมทั้งเป็นแนวทางการช่วยเหลือและสนับสนุนที่ตรงจุดและตรงต่อความต้องการ
น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวว่า สำหรับผลการประชุม ร่วมกับสมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน และ สมาคมประเด็นหลักคือ มาตรการทางภาษี ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้ นำประเด็นปัญหาต่างๆมาพูดคุย ว่าอุตสาหกรรมใดจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการที่กระทรวงอุตสาหกรรมไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ หากต้องมีการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมไหน ทางกระทรวงอุตสาหกรรม ก็มีหน่วยงานที่พร้อมจะเข้ามาช่วย เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวว่า โดยรัฐบาลนั้นมีนโยบายให้ ช่วยอุตสาหกรรมต่างๆนั้น อยู่ได้ ซึ่ง นายเศรษฐา ทวีสิน นายรัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญถึงเรื่องนี้อย่างมาก คือต้องช่วยให้อุตสาหกรรมเพิ่มและพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อปรับตัวอยู่ให้ได้ และที่สำคัญอีกเรื่อง แหล่งเงิน ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม ก็มีเครื่องมือ เช่น กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรม เป็นต้น
“เรื่องที่เอกชน เสนอมา อย่างเรื่องภาษีนั้น ฟังเหมือนง่าย แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องยาก ต้องใช้เวลา แน่นอนทุกวันนี้เราต้องแข่งขัน ปัญหาหนึ่งคือ ภาษีนำเข้าวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งเราก็จะต้องไปคุยกับกรมศุลกากร และภาษีรถยนต์ของกรมสรรพสามิต โดยโจทย์คือการที่การให้อุตสาหกรรมของไทยเราอยู่ได้”น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าว

น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ที่จริงกระทรวงอุตสาหกรรมก็มีของดีอยู่ในมือ คือ กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ตามแนวประชารัฐ ให้ ที่วงเงินก้อนใหญ่พอสมควร คือ กรอบ 3,500 ล้านบาท แต่การเบิกจ่ายยังต่ำ เพียง 1,900 บาท เพราะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่จะยื่นขอนั้นต้องมีเอกสารที่พร้อม ดังนั้น จึงได้หารือให้หน่วยงานในกระทรวงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้ขอสรุปว่าต้องปรับกระบวนการ โดยเร่งให้เร็วที่สุด หวังว่าจะเป็นผลงาน 6 เดือนของกระทรวงอุตสาหกรรม
นายวิโรจน์ ศิริธนาศาสตร์ ประธานสมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน กล่าวว่า ประเด็นปัญหาสำคัญที่อุตสาหกรรมไทยเจอคือ ต่างชาติมองว่าสินค้าไทยไม่ได้คุณภาพ ทั้งๆที่ก็มีศักยภาพในการผลิต รวมทั้งบางโรงงานอุตสาหกรรมไทยก็รับจ้างชิ้นส่วน หรือสินค้าให้กับหลายบริษัทใหญ่ทั่วโลก ดังนั้นจึงอยากให้ กระทรวงอุตสาหกรรมช่วย ผลักดันเรื่องมาตรฐานสินค้าใหเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ให้คนไทยได้แสดงศักยภาพได้บาง
ขณะเดียวกัน ยังมีความเห็นในเรื่องของการปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้า ที่ไม่มีปัญหาเรื่องของมาการยอมรับเรื่องคุณภาพ อุตสาหกรรมเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อสัตว์เลี้ยง ซึ่งสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย กำลังศึกษา เรื่องของ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) สำหรับทำแบบและผลิตอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆอยู่
ขณะที่ นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวว่า ทางสมาคมนั้น มองว่าอย่างให้รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน ควบคู่กับการสนับสนุนให้ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนนั้น ใช้ชิ้นส่วนหรือมีคู่ค้าที่มาจากภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ เพราะประเทศไทยต้องการที่จะได้การเรื่องจากถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มทักษะให้แรงงาน ไม่ใช่แค่การรับจ้างผลิต ใช้ไทยเป็นแค่ฐานการผลิต ทังนี้ ปัจจุบันในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ได้แค่เพียง 5% เท่านั้น

