การเผยแพร่ภาพถ่ายผ่านดาวเทียมพื้นที่ “ถมทะเล”
บริเวณเกาะ “วูดดี” เกาะเล็กๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะพาราเซล ในทะเลจีนใต้เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงจุดที่ตั้งของจรวดต่อต้านอากาศยานชนิดจากพื้นสู่อากาศ หรือ “แซม” โดยทางการจีนสร้างความวิตกกังวลและความตึงเครียดขึ้นในภูมิภาคเอเชียอย่าง “ช่วยไม่ได้”
เหตุผลไม่เพียงเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีหลักฐานแสดงให้เห็นถึง “เจตนารมณ์” ในการใช้พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันในทะเลจีนใต้เพื่อยุทธศาสตร์ทางทหารของจีนเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความ “ดึงดัน” ของทางการจีนที่จะ “เดินหน้า” ตามยุทธศาสตร์ที่ตนเองกำหนดไว้ โดยไม่ “แยแส” ต่อปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจากประเทศอื่นใดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกด้วยกัน หรือแม้แต่ปฏิกิริยาของ “มหาอำนาจ” อย่างสหรัฐอเมริกา
และยิ่งทำให้พื้่นที่ทะเลจีนใต้กลายเป็นพื้นที่ “อ่อนไหว” มากยิ่งขึ้นไปอีก สุ่มเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดความขัดแย้งที่จะนำไปสู่การใช้กำลังขึ้น
ย้อนกลับไปเมื่อ 26 พฤษภาคม 2015 เครื่องบิน
“พี-8เอ” เครื่องบินสอดแนมทันสมัยของกองทัพอเมริกัน นำทีมข่าวของซีเอ็นเอ็นเดินทางสำรวจพื้นที่ในทะเลจีนใต้ เดินทางจากฐานทัพอากาศคลาร์ก ในประเทศฟิลิปปินส์ ใช้เวลาเพียง 45 นาทีก็ถึงเป้าหมายแรกที่ต้องการตรวจสอบ นั่นคือ “ไฟรีย์ ครอส” แนวปะการังเรียวยาวราว 6 กิโลเมตร ที่ส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ หลงเหลือเพียงส่วนน้อยที่ผลุบโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นทะเลแม้ในยาม “น้ำลง” มากที่สุดแล้วก็ตาม
ที่ระดับความสูงถึงเกือบ 5,000 เมตร ทุกคนบนเครื่องพี-8เอ ได้ยินคำประกาศทางวิทยุมายังนักบินอย่างชัดเจน “นี่คือกองทัพเรือจีน กรุณาออกจากน่านฟ้านี้ทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด”
“พี-8เอ” ไม่ได้ตอบสนองต่อคำสั่งดังกล่าว คลิปของซีเอ็นเอ็นแสดงชัดเจนว่า น้ำเสียงของอีกฝ่ายเริ่มแข็งกร้าวมากขึ้นตามลำดับพอๆ กับอาการอับจน ลงเอยด้วยเสียงตะโกน “ไปให้พ้น” ก่อนที่ทุกอย่างจะยุติลงห้วนๆ เช่นนั้น
สิ่งที่ทุกคนได้เห็นชัดเจนทางเบื้องล่างก็คือ เรือหลายสิบลำพร้อมลูกเรือจำนวนหนึ่งของจีนกำลังเร่งมือทั้งวันทั้งคืน เปลี่ยนสภาพของแนวปะการังแคบเล็กให้กลายเป็น
“เกาะเทียม”
เพื่อใช้งานตามวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ให้ได้เร็วที่สุด
“ไฟรีย์ ครอส” ตกอยู่ในความครอบครองของจีนในราวปี 1988 โดยอาศัยข้ออ้างในเวลานั้นว่าอยู่บนพื้นฐานของคำประกาศจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่เรียกร้องให้ทุกชาติสามารถเข้าไปสำรวจ ศึกษา เพื่อสร้างประโยชน์จากพื้นที่ทะเลหลวงได้ แต่ไม่ก่อนที่จะเกิดการปะทะกันขึ้นกับเวียดนามที่ตั้งประจำอยู่บน “จอห์นสัน รีฟ” แนวปะการังอีกแนวใกล้เคียงกัน
ทหารจีนระดมยิงเข้าใส่ทหารเวียดนามที่ยืนอยู่ในทะเลความลึกแค่เข่า หลังพยายามปักธงชาติของตนลงที่นั่นจนประสบผลสำเร็จ หลายคนร่วงผล็อยลงกับพื้นน้ำใสสีครามที่ “วูดดี” ในหมู่เกาะพาราเซล จีนอ้างสิทธิทับซ้อนกับเวียดนามและไต้หวัน ที่ “ไฟรีย์ ครอส” ในหมู่เกาะสแปรตลีย์ เวียดนามกับฟิลิปปินส์ อ้างสิทธิและลงหลักปักฐานแสดงสิทธิของตนอยู่นานแล้วก่อนที่จีนจะกล่าวอ้างสิทธินี้เช่นเดียวกัน
สแปรตลีย์ ประกอบด้วยแนวปะการัง แนวสันทราย และโขดหินหลายร้อยจุดครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง กองทัพเรือจีนเดินทางมาถึงในราวทศวรรษ 1980 และใช้เวลาเพียง 28 ปี เปลี่ยนแปลงเกาะแก่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ให้กลายเป็น “สถานีตรวจการณ์ในมหาสมุทร” ของกองทัพได้อย่างน่าทึ่ง
จากปุ่มปมปะการังที่โผล่ขึ้นมาพ้นน้ำเพียงไม่ถึงเมตร ไฟรีย์ ครอส “เติบโต” อย่างเหลือเชื่อรวดเร็วยิ่ง กลายเป็นพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 200 เฮกตาร์ หรือกว่า 2 ตารางกิโลเมตร บรรจุสนามฟุตบอลได้ราว 280 สนาม พร้อมลานบินความยาวไม่น้อยกว่า 3,300 เมตร
ขนาดความยาวดังกล่าวนั้น มากเพียงพอต่อการรองรับเครื่องบินรบและเครื่องบินลำเลียงทางด้านการทหารหลากหลายรูปแบบของทางการจีน และมีพื้นที่สำหรับสร้างท่าเรือขนาดใหญ่สำหรับใช้ในการรองรับเรือขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จีนมีอยู่ได้เกินพอ
สิ่งที่แม้แต่เครื่องบินสอดแนมที่ทันสมัยที่สุดในโลกไม่ว่าลำไหนๆ ก็ไม่สามารถตรวจสอบพบได้ก็คือ จีนลงทุนมหาศาลพัฒนา “ไฟรีย์ ครอส” ขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด?
นักวิเคราะห์ทางด้านการทหาร เชื่อว่า “ไฟรีย์ครอส”ถูกเลือกจากทางการปักกิ่งอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนในเชิงยุทธศาสตร์ และเป็นหนึ่งใน 7 จุดที่กระจายตัวกันอยู่โดยรอบพื้นที่อ้างสิทธิในทะเลจีนใต้ที่ถูกให้ความสำคัญสูงสุด
เหตุผลนั้นเนื่องจาก “ความลึก” ของน้ำทะเลโดยรอบตัวแนวปะการังแคบๆ เป็นสำคัญ ความลึกดังกล่าวเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้ในการ “กำบัง” การเดินทางเข้า-ออก เพื่อปฏิบัติการของ “กองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์” ของกองทัพเรือจีน
ความลึกดังกล่าวสามารถทำให้เรือดำน้ำจีน “ล่องหน” เข้าออกได้โดยไม่ต้องกังวลกับการติดตามร่องรอยทั้งจาก “เสียง” และรูปแบบอื่นๆ ของสหรัฐได้อย่างสบายใจ
มีบางคนเคยเปรียบเปรย “เกาะไหหลำ” เกาะทางตอนใต้ของจีนว่าคือ “ฮาวาย” แห่งซีกโลกตะวันออก เหตุผลไม่เพียงเพราะไหหลำมีภูมิอากาศอบอุ่นปลอดจากหิมะตลอดทั้งปี จนทำให้ชายหาดในเมือง”ซันย่า” บนเกาะแห่งนี้ คลาคล่ำเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวจีนจากทุกสารทิศ ไม่ผิดแผกแตกต่างแต่อย่างใดจาก “ไวกีกิ” ชายหาดที่เลื่องชื่อไปทั่วโลกของฮาวาย
แต่เป็นเพราะไหหลำยังเป็นที่ตั้งทางทหารสำคัญยิ่งของกองทัพเรือจีน ไม่แตกต่างเท่าใดนักจาก “เพิร์ลฮาร์เบอร์” ของสหรัฐ
“เพิร์ลฮาร์เบอร์” ส่งผลให้กองทัพเรืออเมริกันกลายเป็น “มหาอำนาจ” เหนือพื้นทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิกตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ได้อย่างไร ฐานทัพเรือที่เกาะไหหลำก็มีบทบาทสำคัญในการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ทะเลจีนใต้ “เกือบทั้งหมด” ที่ครอบคลุมเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 3.4 ล้าน ตร.กม.
พื้นที่ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือผ่านไปมาของเรือขนส่งสินค้าใหญ่น้อยในแต่ละปี คิดเป็นมูลค่าของสินค้ามากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์
ปฏิบัติการแทบทั้งหมดของจีนในทะเลจีนใต้ ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากเกาะไหหลำแห่งนี้ทั้งสิ้น
ตัวอย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ที่จีนส่งแท่นขุดเจาะน้ำมันแบบเคลื่อนที่ทางทะเลเข้าไปใกล้กับชายฝั่งของเวียดนามเอามากๆ เพื่อติดตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ไว้ในจุดที่บรรษัทเพื่อการขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งแห่งชาติจีน (ซีเอ็น
โอโอซี) ระบุว่าเป็น “อาณาเขตภายใต้อำนาจอธิปไตยของชาติเรา” แม้ว่าต้องเปิดฉากต่อสู้กับ เรือขนาดเล็กของเวียดนามด้วย “ท่อฉีดน้ำ”ที่มีพลังรุนแรงขนาดจมเรือขนาดย่อมๆ ได้อยู่หลายต่อหลายครั้งก็ตามที
หรือกรณีที่เกิดขึ้นกับการปิดล้อมและจับเรือของฟิลิปปินส์ หรือไม่ก็พุ่งเข้าชนเรือเหล่านั้นโดยเจตนาในบางครั้ง เพื่อยับยั้งไม่ให้เรือเหล่านั้นทำหน้าที่ลำเลียงเสบียงกรังไปให้กับกลุ่มทหารที่ทำหน้าที่อารักขาที่มั่นของตนในพื้นที่ทะเลจีนใต้ได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่จุดที่ตั้งดังกล่าวอยู่ห่างจากชายฝั่งฟิลิปปินส์มากกว่าชายฝั่งทะเลของจีนมากมายหลายเท่าก็ตามที
รวมถึงแม้แต่การดำเนินการก่อสร้าง “เกาะเทียม” 7 จุดในทะเลจีนใต้ของกองทัพเรือจีน ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2014 ก็ตาม
นัยสำคัญของการ “ครอบงำ” เหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้ สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการพัฒนากองกำลังทางทะเลของจีน ที่เพิ่มขึ้นพรวดพราดอย่างน่าสังเกตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กองกำลัง “ยามฝั่ง” หรือ “โคสต์การ์ด” ของจีนเป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้
เดิมทีหน่วยงานยามฝั่งของทางการจีนเป็นเพียงหน่วยงานขนาดย่อม แต่ในช่วง 10 ปีหลังมานี้หน่วยงานยามฝั่งของจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นชนิดที่เทียบระวางบรรทุกของเรือกันแล้ว จีนมีกำลังมากกว่าหน่วยงานชนิดเดียวกันของสหรัฐ, ญี่ปุ่น และประเทศทั้งหลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมกันเสียอีก เรือหลายลำที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานนี้ของจีนมีขนาดใหญ่โตโอฬารกว่าเรือรบของกองทัพเรือหลายๆ ประเทศ จนทำให้เส้นที่ขีดแบ่งความแตกต่างระหว่างหน่วยงานยามฝั่งกับกองทัพเรือของจีน เลอะเลือนไปมากขึ้นทุกที
การเติบโตของหน่วยงานยามฝั่งของจีน สะท้อนให้เห็นความสำคัญของภารกิจจำเพาะที่เป็นภารกิจหลักของหน่วยงานนี้ ซึ่งก็คือ การปกป้องพื้นที่ในทะเลจีนใต้ได้เป็นอย่างดี
กองบัญชาการใหญ่ของหน่วยงานยามฝั่งดังกล่าวนี้ตั้งอยู่ที่ไหหลำ
ถ้าเพียงแค่หน่วยงานยามฝั่งของจีนก็มีอานุภาพไม่แพ้กองทัพเรือของประเทศใดประเทศหนึ่ง กองทัพเรือของจีนก็ยิ่งชวนให้ครั่นคร้ามอย่างยิ่งสำหรับประเทศเพื่อนบ้านเล็กๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การขยายตัวของกองทัพเรือจีนมีวัตถุประสงค์จำเพาะที่แตกต่างออกไปจากพัฒนาการของกองเรือยามฝั่ง นักวิเคราะห์ทางทหารตะวันตกส่วนใหญ่เชื่อว่า เป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเหนือท้องทะเลของจีน หนีไม่พ้นจากการยกระดับตัวเองขึ้นเทียบชั้นกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ที่นับวันยิ่งกลายเป็นคู่แข่งขันกันมากยิ่งขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ การค้า และการทหาร
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ณ เวลานี้จีนมีกองเรือดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนหนึ่งเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ที่มีสมรรถนะสูงในเชิงปฏิบัติการ ทั้งในเรื่องความเงียบและความยาวนานในปฏิบัติการแต่ละครั้ง
นอกเหนือจากนั้น จีนยังเริ่มต้นโครงการสำคัญในการสร้างกองเรือบรรทุกเครื่องบินทันสมัย พร้อมเรือรบประกอบกองเรือเต็มพิกัด
บนเกาะไหหลำ นอกเมืองซันย่า จีนมีฐานทัพเรือที่ “ใหม่ที่สุด” และ “ก้าวหน้าที่สุด” ของประเทศอยู่ที่นั่น
คําถามก็คือ ทั้งหมดนี้เพื่ออะไรกันแน่? เพื่อผลในการทำประมง หรือเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ประโยชน์จากสินแร่ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันจากพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการสำรวจในทะเลจีนใต้?
หรือนี่เป็นส่วนหนึ่งของ “สำนึกด้านความมั่นคง” ที่จีนเริ่มตระหนักมากขึ้นตามลำดับของการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ และเชื่อว่าจะสามารถบรรลุได้ด้วยการมีอิทธิพลครอบงำตามแนวชายฝั่งทะเลยืดยาวของตนเองให้ได้ เช่นเดียวกับการสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือสำหรับมุ่งหน้าออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก?
หรือนี่เป็นส่วนหนึ่งของแรงดีดสะท้อนจากปัญหาที่จีนพานพบมาในอดีต ความพยายามในการ “แก้เผ็ด” ต่อสิ่งที่ถูกกระทำมาในประวัติศาสตร์ของชาติ กับการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ในฐานะ “ศูนย์กลางโลก” ของประเทศตนขึ้นมาใหม่?
หรือเป็นเพียงแค่เรื่องของการแข่งขันกันสร้างสมอิทธิพลและอำนาจในระดับนานาชาติ เยี่ยงเดียวกันกับที่สหรัฐทำ?
เราจะพยายามหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ไปด้วยกันในสัปดาห์หน้าครับ!

