ในช่วงหลายปีนี้เรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงไปในวงการสื่อทำให้ต้องมานั่งคิดอีกครั้งว่าหากจะบันทึกเรื่องราวของประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของบทบาทและสถานะของสื่อมวลชนกับสังคมและการเมืองไทยในวันนี้ จะมีเรื่องราวอะไรบ้างที่น่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับสมัยเมื่อสักสามสิบ-สี่สิบปีที่ผ่านมา หรือก่อนหน้านั้น ตัวอย่างที่ยกมาในเรื่องของระยะเวลาก็ไม่มีอะไรมากครับ เป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ
จำได้ว่าสมัยที่เป็นเด็ก ผมก็เติบโตมากับกลิ่นน้ำหมึก ติดตามคุณพ่อที่เป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนไปในโรงพิมพ์ ไปส่งต้นฉบับ ได้ยินเสียงพิมพ์ดีดตลอดวันตลอดคืน จำได้ว่าสมัยก่อนเรานึกถึงหนังสือพิมพ์และสื่อในสองเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวเนื่องกัน นั่นคือเรื่องของเสรีภาพ และเรื่องของการถูกจำกัดเสรีภาพ เราเคยได้ยินคนรุ่นเก่าที่เป็นสื่อ ที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน กล้าถามกล้าวิจารณ์ จนกระทั่งติดคุกติดตารางตั้งแต่ยุคที่ประเทศยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง
ในอีกด้านเราก็จดจำชื่อหนังสือพิมพ์ที่มีส่วนในการสร้างความเกลียดชังและความสูญเสียให้กับสังคมในเหตุการณ์นองเลือดสมัย 6 ตุลา 2519 ได้ แม้ว่าเราไม่เคยได้มีการศึกษาอย่างจริงจังว่า กระบวนการ อะไรของการนำเสนอข่าวในยุคนั้นที่ทำให้ความเกลียดชังมันก่อตัวและรุนแรงกว้างขวางได้ขนาดนั้น เรายังเชื่อหรือสนใจแค่การจำชื่อคน หรือชื่อหนังสือพิมพ์บางเล่มที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ มากกว่าเข้าใจโครงสร้างและกระบวนการที่สื่อเข้าไปเกี่ยวข้อง อย่างเป็นระบบ ในกระบวนการที่นำไปสู่ความขัดแย้ง รุนแรง และสูญเสียในวันนั้นได้
ในตอนเด็กผมยังจำได้ว่าเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก่อนยุค ปฏิรูปสื่อ ก็คือเรื่องของการต่อสู้เพื่อยกเลิกกฎหมายการควบคุมสื่อของรัฐที่เรียกว่า คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครอง ฉบับที่ 42 ที่เป็นผลมาจากคำสั่งของคณะรัฐประหาร 2519 (ออกมาแทน ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 17 สมัยจอมพลสฤษดิ์ นั่นแหละครับ) ใครหลายคนที่เชื่อว่านักการเมืองมันเลวร้าย ก็คงไม่ลืมนะครับว่าการยกเลิกคำสั่งการควบคุมสื่อฉบับสำคัญเกิดขึ้นในยุคประชาธิปไตยของพลเอกชาติชาย 2533 ก่อนรัฐประหารโดย รสช.ไม่นานนัก ไม่ว่าประชาธิปไตยมันจะมีคุณภาพมากแค่ไหน แต่คงปฏิเสธได้ยากว่าบรรยากาศประชาธิปไตยทำให้การผลักดันเรื่องของการปฏิรูปสู่ก้าวหน้ากว่ายุคเผด็จการเห็นๆ ไม่นับยุคของการรณรงค์ปฏิรูปสื่อเมื่อปี 2540 อีกยุคหนึ่ง
ดังนั้น แทนที่จะพยายามใช้เหตุผลว่าการออกกฏหมายมาคุมสื่อมันไม่ดี เพราะว่าเดี๋ยวจะตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองในการแทรกแซงสื่อ ผมว่าคงต้องลองพยายามอธิบายใหม่ว่า รอให้บ้านเมืองมีบรรยากาศประชาธิปไตยก่อนแล้วค่อยคิดถึงการกำกับดูแลสื่อน่าจะดีกว่าไหม
ไม่ใช่พยายามจะผลักดันกฎหมายการกำกับดูแลสื่อออกมาในยุคเผด็จการแล้วช่วงชิงอำนาจกันเองในหมู่ชนชั้นนำสื่อว่าใครจะมีบทบาทในผลประโยชน์และอำนาจมหาศาลที่องค์กรใหม่ที่จะถูกอุปโลกน์ขึ้นมาควบคุมสื่อนั้นจะตกอยู่ในมือใคร
เรื่องที่เกิดวันนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะเราเห็นบรรดาองค์กรสื่อทั้งหลายออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการกำกับดูแลสื่อภายใต้ข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ทั้งที่เรื่องของข้อเสนอนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เกิดมาอย่างฉุกละหุก หรือน่าประหลาดใจเสียทีเดียว เพราะในโครงสร้างอำนาจของคณะรัฐประหารนี้ก็บ่งบอกซึ่งความร่วมมือและถ้อยทีถ้อยอาศัยของสื่อกลุ่มหนึ่งกับผู้มีอำนาจมาโดยตลอด ภายใต้คำอธิบายทำนองว่า ร่วมมือกับทหารดีกว่าทำงานกับนักการเมืองและทุนสามานย์ ที่กลายเป็นคำขวัญหลักของสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งไปแล้ว เพราะเชื่อว่าพวกเขาเลือกข้างที่ถูกต้องแล้วภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่ดำรงอยู่
คำอธิบายทำนองนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ของการเมืองของสื่อในเชิงเปรียบเทียบ ทำให้เราต้องกลับมานั่งคิดเรื่องที่เรียกว่า วิวัฒนาการของสื่อในฐานะ ฐานันดร โดยเปรียบเทียบกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ฐานันดรสื่อของประเทศอื่นๆ เวลาที่เราเรียกสื่อมวลชน (โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์) ว่า ฐานันดรที่สี่ นั่นเป็นเพราะที่มาทางประวัติศาสตร์ในสังคมอังกฤษ นับเนื่องมาว่า สื่อกลายเป็นฐานันดรที่มีความสำคัญ ต่อจากสามฐานันดรที่อยู่ในรัฐสภา นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 18
ในขณะที่บางตำราก็อ้างว่า กำเนิดของคำว่าฐานันดรที่สี่ (The Forth Estate) มาจากความเข้าใจว่า สื่อนั้นเป็นอำนาจที่ประชาชนพึ่งพาได้นอกไปจากรัฐสภา รัฐบาล และศาล เพราะในยุคก่อน คนไม่ได้มีสิทธิเลือกตั้งมากนัก แต่การรู้หนังสือและความมีเหตุมีผลของผู้คนนั้นขยายตัวขึ้น สื่อจึงเป็นตัวแทนของประชาชนมากกว่าบรรดาอำนาจอธิปไตยแบบอื่นที่เชื่อมโยงกับประชาชนน้อยกว่า
บางตำราก็กล่าวอ้างว่าสื่อนั้นขึ้นมามีบทบาทเป็นฐานันดรที่สี่ในสังคมตะวันตกเพราะสถาบันอื่น ได้แก่ สถาบันกษัตริย์ ขุนนาง และคริสตจักรนั้นไม่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชนเหมือนดังยุคเก่า ด้วยเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการปฏิวัติ ที่ทำให้สื่อกลายเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนและให้ข้อมูลกับประชาชนในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ (ดู J. Schultz. 1998. Reviving the Fourth Estate: Democracy, Accountability and the Media. Cambridge University Press)
แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องสังเกตก็คือ ในแต่ละประสบการณ์ของประเทศนั้น วิวัฒนาการของการที่สื่อจะมีความเป็นอิสระ และได้รับการยอมรับจากสังคมว่ามีสถานะที่สูงส่งกว่าประชาชนนั้นไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละประเทศ
อย่างในกรณีของโลกตะวันตก พัฒนาการของสื่อนั้นมีความสืบเนื่องมาจากยุคแสงสว่างทางปัญญา ความมีเหตุมีผล ความเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ ความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมของเศรษฐกิจเสรี รวมทั้งความเชื่อมั่นในเรื่องของเสรีภาพ นอกจากนี้แล้วในฐานะฐานันดรที่สี่ สื่อเชื่อว่าตนมีบทบาทในการผลักดันให้รัฐบาลนั้นรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทีนี้สิ่งสำคัญก็คือ ข้อถกเถียงสำคัญในเรื่องของการเป็นฐานันดรที่สี่ของสื่อนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะสิ่งที่สื่อเองจะต้องถูกตรวจสอบก็คือ พวกเขาเองในทางหนึ่งก็ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน แต่ในอีกทางหนึ่งพวกเขาก็ต้องเลี้ยงชีพในโลกทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน
ดังนั้นการที่พวกเขาจะต้องถูกตรวจสอบก็จะต้องมีขึ้นเช่นกัน ทั้งในแง่ของการแสวงหากำไร และในแง่ของการปกป้องประชาชนจากสื่อในแง่ของกฎหมายหมิ่นประมาท และรูปแบบการควบคุมสื่อในแบบอื่นๆ ที่แต่ละสังคมจะมีขึ้นมา ในแง่นี้การทำความเข้าใจประสบการณ์ของแต่ละประเทศในแง่ของบทบาทของสื่อ การเป็นที่ยอมรับของสังคม และการควบคุมสื่อนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ใช่ในแง่ของวิธีคิดแบบง่ายๆ ว่าจะต้องสำรวจ รูปแบบของกฎหมายการคุมสื่อของแต่ละประเทศ เพื่อมาปรับใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับสังคมไทยเท่านั้น
แต่ต้องเข้าใจสถานะและวิวัฒนาการของสื่อในแต่ละประเทศด้วย ว่ากว่าเขาจะมาถึงตรงจุดที่เขาเป็นนั้นเป็นอย่างไร และแต่ละประเทศมีประเด็นในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับการเมือง สังคม และเศรษฐกิจต่างกันอย่างไรและที่สำคัญมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเชื่อว่าสิ่งที่สื่อนั้นต่อสู้คือความเป็นธรรมให้กับสังคม ทั้งที่สื่อเองก็ยังคลุกคลีในวงอำนาจและยังต้องเลี้ยงชีพอยู่ด้วยการสร้างกำไร
คําถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ว่าเราจะมีกฎหมายควบคุมสื่อที่ดีที่สุด มีคณะกรรมการที่มาจากคนที่ดีที่สุด สื่อมีจริยธรรมสูงส่งที่สุด หรือสื่อต้องยากจนกินอุดมการณ์เท่านั้น แต่อาจจะอยู่ที่ว่าคนที่อยู่ในวงการสื่อเองยอมรับถึงความท้าทายและข้อจำกัดที่ตนเองเผชิญอยู่ในแต่ละยุคสมัยแตกต่างกันอย่างไร แทนที่จะโทษเรื่องนอกตัวเองว่ามีแต่คนอื่นพยายามควบคุมสื่อเท่านั้น แต่ต้องคอยตั้งคำถามและกล้ายอมรับว่าในแต่ละวันนั้นตนเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากอย่างไรในการดำเนินชีวิตของการเป็นสื่อ เรื่องไหนบ้างที่ต้องประนีประนอมกับความเป็นจริงในแต่ละยุคสมัยบ้าง
ในบางสังคม เรื่องราวเหล่านี้ถูกเล่าออกมาจาก บทบรรณาธิการ ที่ไม่ได้มีลักษณะอุดมคติแบบที่ฝันกันว่า จะต้องออกมาประกาศจุดยืน หรือออกมาโจมตีรัฐบาลได้ทุกวัน การเล่าเรื่องอ้อมๆ ของบทบรรณาธิการ หรือการบันทึกถึงความยากลำบากของการทำงานในบางช่วงเวลาที่บรรยากาศของสังคมนั้นไม่เปิดกว้างก็เป็นส่วนสำคัญ เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจเมื่อเวลาผ่านไป ไม่จำเป็นที่สื่อจะต้องเป็น วีรบุรุษ ในความหมายของการชนในทุกๆ เรื่อง แต่การพยายามบันทึกและเล่าเรื่องต่างๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องก้าวผ่านไปด้วยกัน
เรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่น่าจะถูกเรียกว่า การกำกับดูแลกันเอง ของสื่อ ที่ไม่ใช่แค่การเป็นไม้บรรทัดไป ชี้วัด คนอื่น แต่หมายถึงการเป็นไม้บรรทัดชี้วัดตัวเอง การยอมรับถึงความยากลำบากในการทำงานในแต่ละวัน มากกว่าที่จะพิจารณาว่า การกำกับดูแลตัวเองคือเรื่องของการอุปโลกน์ตัวแทนสื่อขึ้นมา เพราะนั่นคือรากฐานของการสร้างระบบชนชั้นนำในสื่อที่มาจากพรรคพวกและความอาวุโส ซึ่งในท้ายที่สุดมันจะลดคุณค่าของการกำกับดูแลกันเองลง แต่มันจะสร้างลักษณะชนชั้นนำและพรรคพวกของตนเองมากขึ้น
ท่ามกลางการตั้งข้อสงสัยที่สังคมอยากจะทราบว่า ทำไมสื่อถึงไม่ออกมาผลักดันอะไรอย่างจริงจังในยุคที่ผู้คนออกมาโวยวายเรื่องกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่มีผลต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในวงกว้าง แต่เมื่อจะมีกฎหมายออกมากำกับดูแลสื่อ โดยเฉพาะเมื่อมีกรรมการจากรัฐเพียงไม่ถึงครึ่งของกรรมการทั้งหมดสื่อกลับออกมาโวยวาย และกดดันจนสามารถชะลอการผลักดันแนวคิดการกำกับดูแลสื่อได้
หรือจะให้ฟันธงว่า การปล่อยให้กฎหมายคอมพิวเตอร์นั้นออกมาได้ โดยสื่อไม่ได้ออกมาทักท้วงอะไรมากนัก เป็นเพราะว่าไม่ได้กระทบกับฐานันดรอะไรของสื่อ แต่ถ้าออกมาคุมสื่อเองโดยตรงฐานันดรของสื่อในฐานะตัวแทนของประชาชนจะถูกกระทบโดยตรง? ในขณะที่วันนี้คนอีกจำนวนหนึ่งเริ่มถามคำถามที่มากกว่าเรื่องของธุรกิจกับสื่อไปแล้ว แต่ไปตั้งคำถามที่กว้างกว่านั่นก็คือ มีใครที่ไม่ใช่สื่อในยุคสื่อใหม่บ้าง เพราะทุกคนสามารถอ่าน สร้างและส่งต่อข่าวได้เองแล้ว ดังนั้น เสรีภาพสื่อและเสรีภาพของประชาชนจึงควรจะอยู่ในระนาบเดียวกันและเป็นเรื่องเดียวกัน อะไรที่กระทบเสรีภาพประชาชนก็เท่ากับกระทบเสรีภาพสื่อ
ไม่ใช่อะไรที่กระทบเสรีภาพสื่อต้องมาก่อนสิ่งที่กระทบเสรีภาพของประชาชน
นี่ แหละครับคือสิ่งที่น่าจะเรียกว่า การกำกับดูแลสื่อด้วยกันเอง ก็คือประชาชนจะต้องถามคำถามใหม่ว่า สื่อทำอะไรให้กับเขาบ้าง และเป็นไปได้หรือ ที่สื่อจะมีโควต้าเป็นตัวแทนนั่นในอำนาจรัฐได้ในฐานะสื่อ เพราะประชาชนทุกคนเป็นสื่อ
จริงหรือที่มีสื่อที่ถูกต้องกับสื่อที่ไม่ถูกต้อง มีสื่อน้ำดี และสื่อเทียม? สื่อยังมีฐานันดรที่สูงกว่าประชาชนได้จริงหรือไม่? และสื่อที่ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน แถมยังสร้างคำอธิบายทำนองว่าร่วมมือกับเผด็จการดีกว่าทำงานในสังคมประชาธิปไตยและร่วมสร้างสรรค์ประชาธิปไตย นี่ผมก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วครับ
ในส่วนสุดท้าย ผมอยากจะทิ้งท้ายเอาไว้ว่า เวลาที่เราคิดว่าสื่อนั้นมีบทบาทมากมายในโลกสมัยใหม่นี้ บางทีอาจจะเป็นมายาคติขั้นรุนแรง เพราะโลกสมัยนี้เป็นสังคมหลังสื่อไปแล้วครับ (post-media society)
สมัยหนึ่งเราอาจจะนึกว่าคนที่อยู่หลังสื่อนั้นคือ คนที่มีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่นนายทุนหรือนักการเมือง และเราคิดว่าอุดมการณ์คือสิ่งที่ขับเคลื่อนให้สื่ออยู่ได้ เพราะสื่อนั้นต้องเสนอความจริงและต้องเปลี่ยนโลก เราจึงประเมินสื่อว่ามีอุดมการณ์ไหม หรือสื่อนั้นขายข่าว แสวงหากำไรอย่างเดียว
วันนี้ในโลกของ Big Data หรือข้อมูลที่ถูกบันทึกในแบบดิจิทัล สื่อนั้นอาจจะเป็นเพียงหน้าฉากที่ทำหน้าที่เชิญชวนให้คนมาคลิ๊กไลค์มาส่งต่อ ไม่ใช่ในแง่ของเนื้อหาสาระของข่าวอีกต่อไป แต่สื่อเป็นเพียงเหยื่อที่ทำให้คนถูกผูกตัวเองเข้ากับโครงข่ายขนาดใหญ่ที่พวกเขาไม่รู้ตัวว่าการที่เขามาอ่านข้อมูลในเว็บไซต์หนึ่งๆ นั้น พวกเขานำเอาข้อมูลของพวกเขามามอบให้กับเว็บไซต์นั้นโดยไม่รู้ตัว และเว็บไซต์นั้นก็นำเอาข้อมูลของเขาไปขายต่อให้กับบริษัทอื่นๆ เพื่อนำไปโฆษณาหรือเข้าถึงผู้คนเหล่านั้นซ้อนไป ซ้อนมากันเป็นทอดๆ จนไม่รู้ว่าตกลงเนื้อหาสาระเป็นเรื่องสำคัญ หรือเรื่องของการผูกโยงกันเป็นเครือข่ายส่งต่อข้อมูลไปเรื่อยๆ มีความสำคัญกว่ากัน
โลกหลังสื่อจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่เราไม่ค่อยรู้ว่า ในแต่ละบริษัทนั้นเขาเอาข้อมูลของเราที่ไปเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือสื่อนั้นไปทำอะไรบ้าง เขารู้ข้อมูลของเราแค่ไหน เรื่องนี้ใหญ่ไม่น้อยไปกว่าวิธีการที่เขาอธิบายเราว่าโลกนี้มีแต่คนโกง และรัฐบาลเท่านั้นที่พยายามมาล้วงข้อมูลเรา ทั้งที่ทุกวันนี้ผู้อ่านในโลกของสื่อใหม่นั้นมอบข้อมูลให้กับเว็บต่างๆ ฟรีๆ เพื่อเอาไปใช้ต่อได้มากมาย
ก็ได้แต่ถอนใจหล่ะครับว่าสื่อจะมีอนาคตแค่ไหนในโลกหลังสื่อแบบนี้ หรือเป็นเพียงฉากหน้าที่เอามาล่อให้คนกดไลค์ไปเรื่อยๆ นั่นแหละครับ

