หน้าแรก Uncategorized ในฐานะ‘เมือง’...

ในฐานะ‘เมือง’ประวัติศาสตร์ประชาชน‘มันถูกบันทึกไว้น้อยเหลือเกิน’

21.05.24 | 12:31 น.
อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนินกลาง

ในฐานะ‘เมือง’ ประวัติศาสตร์ประชาชน ‘มันถูกบันทึกไว้น้อยเหลือเกิน’

ป็นอีก 1 ปีที่การรำลึกเหตุการณ์สลด พฤษภาทมิฬ หรือพฤษภาประชาธรรม 2535 ถูกจัดขึ้นที่ ‘อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม’ ภายในสวนสันติพร ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ หลังสร้างแล้วเสร็จเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

บรรจุอัฐิ จดจารรายนามของผู้สละชีพเพื่อประชาธิปไตยไว้เป็นสักขีพยานของการต่อสู้ภาคประชาชน 

17 พฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องในวาระครบรอบ 32 ปี พฤษภา 35 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 44 ราย สูญหาย 38 ราย และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม.

ตัวแทนภาคส่วนต่างๆ วางพวงมาลาร่วมรำลึก อาทิ จักรพล ตั้งสุทธิธรรม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ตัวแทนนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี, อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ในฐานะประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม เป็นต้น

Advertisement

ฟากฝั่ง ‘กรุงเทพมหานคร’ ส่ง ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. 

เป็นตัวแทนวางพวงหรีดและกล่าวรำลึก

รองผู้ว่าฯกล่าวถ้อยคำชวนซาบซึ้ง ความโดยสังเขปว่า วันนี้ตนมาในนาม กทม.และในนามส่วนตัว ขอคารวะจากใจ รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าพูดในฐานะเมืองมันถูกบันทึกไว้น้อยเหลือเกิน กทม.เพิ่งได้รับเกียรติจากยูเนสโกให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ โดย กทม.เป็นหนึ่งในเครือข่ายด้วย แต่ว่าประวัติศาสตร์หลายอย่างที่มี โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของประชาชนยังไม่ถูกพูดถึงเป็นวงกว้างมากนัก ก็มีแต่เพียงสื่อบางสื่อ หรืออาจจะมองว่าไม่ได้เป็นสื่อกระแสหลัก ตนเชื่อว่าหลายๆ อย่างในกรุงเทพฯน่าจะทำให้ดีขึ้นได้

หนึ่งในแบบสวนที่นักศึกษาออกแบบ

“วันนี้ในนามของเมือง รู้สึกว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ แล้วก็เป็นพื้นที่ที่น่าจะเปิดโอกาสให้คนได้มาเรียนรู้ ไม่ใช่เฉพาะวันนี้ แต่ว่าจะทำอย่างไรให้มีพื้นที่ที่เราสามารถเรียนรู้ได้ในวงกว้างมากขึ้น

จริงๆ แล้วในนามส่วนตัวก็รู้สึกดีใจ แล้วก็รู้สึกว่าหากมีอะไรที่ประชาชนรุ่นหลัง ประชาชนรุ่นใหม่ เราจะสามารถที่จะสืบสาน หรือว่าเดินไปในทางที่ทำให้วันนึงประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตย แล้วก็มีรัฐธรรมนูญที่ดีกว่านี้ หรือว่ามีอะไรที่ กทม.ทำให้ดีขึ้นได้ ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง” ศานนท์กล่าว

นอกจากนี้ วันเดียวกันยังมีการเปิดวงถก ‘ปรับปรุงสวนสันติพร’ หวังปักหมุดสวนสาธารณะเพื่อการเรียนรู้ประชาธิปไตย 

ภายใต้การประชุม ประชาคมการปรับปรุงสวนสันติพร โดย We!Park และ สาขาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตัวแทน We!Park อธิบายคอนเซ็ปต์การออกแบบสวนสันติพร

นำโดย ผศ.ปราณิศา บุญค้ำ อาจารย์สาขาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม, ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกผู้ก่อตั้ง We!Park, ปาจริยา มหากาญจนะ ผู้อำนวยการ ส่วนสวนสาธารณะ 1 สำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ร่วมรับฟังความเห็นของประชาชน

ข้อมูลเบื้องต้น คือ สวนสันติพร อันเป็นที่ตั้งอนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม เป็นพื้นที่ของกรมธนารักษ์ ขนาดพื้นที่ 2 ไร่ 2 งาน 26.40 ตารางวา 

ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของสำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กทม.

ผู้ที่แสดงความเห็นส่วนใหญ่อยากให้มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น สร้างความร่มเย็นให้กับพื้นที่เมือง มี ‘พิพิธภัณฑ์แบบเปิด’ ให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน มีลานกิจกรรมหมุนเวียน มีการจัดแสดงงานศิลปะ ร้านกาแฟราคาถูก รวมถึงมีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำฟรีไว้ให้ประชาชนใช้บริการ

ประชาชนร่วมให้ความเห็นการออกแบบสวนสันติพร

ผศ.ปราณิศาเล่าว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ครบ 30 ปีเหตุการณ์พฤษภาคม 35 มีการจัดนิทรรศการใหญ่ โดยพื้นที่ตรงนี้เป็นสวนสาธารณะ แต่มีเรื่องของการต่อสู้ทางประชาธิปไตย ในเหตุการณ์พฤษภาคม 35 มีโจทย์ว่าปรับปรุงอย่างไรไม่ให้เงียบเหงา เดิมมีการออกแบบไว้แล้ว แต่ว่าไม่ตอบโจทย์การใช้งาน เกิดความเงียบเหงา คนไร้บ้านก็มาพักอาศัย 

“เรามีการตั้งไว้ 2 หัวข้อคือ 1.Activate ให้มีชีวิตชีวา โดยที่คนในชุมชนรอบๆ มาใช้ 2.ใส่เรื่องราว ทำให้คนรู้เรื่องของการต่อสู้อย่างไร โดยมีการมอบหมายให้นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ออกแบบอย่างไรก็ได้ และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่จะมีการออกแบบตามประเด็น ซึ่งมีการปรับปรุงน้อย แค่เพิ่มทางเข้าทางออกให้สะดวกมากขึ้น มีการตั้งงานศิลปะ ทำเรื่องการสื่อความหมายของประชาธิปไตยภายในสวน 

ส่วนเรื่องเชื่อมโยงกับโครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ ของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ซึ่งอยู่พื้นที่ติดกัน จะมีการพูดคุยเพิ่มเติมที่จะนำแบบก่อสร้างมาปรับให้เข้ากับบริบทของพื้นที่

สำหรับการรับฟังความเห็นของผู้ร่วมงานก็มีความสอดคล้อง ซึ่งมีเรื่องของ Story ที่น่าสนใจอีกเยอะ เช่น ที่ตั้งเดิมของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกับตลาดค้าลอตเตอรี่ที่อยู่ข้างๆ กัน ประเด็นคนไร้บ้านที่จะต้องมีการใช้งานในพื้นที่ ไม่ใช่ว่าปฏิเสธเขาออกไปหมด การสร้างความร่มรื่น และทุกคนต้องการเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย ซึ่งก็เป็นไปตามที่พวกเราคิดกันไว้” ผศ.ปราณิศากล่าว

ญาติวีรชนร่วมรำลึก

ด้าน ปาจริยา มหากาญจนะ ผู้อำนวยการ ส่วนสวนสาธารณะ 1 สำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ขอบคุณทุกความเห็น 

“วันนี้มารับฟังนำความเห็นไปช่วยทีมผู้ออกแบบ อยากฝากถึงทีมผู้ออกแบบว่าการบริหารจัดการพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลพื้นที่อยากให้ดูถึงเรื่องความปลอดภัย ไฟฟ้าแสงสว่าง จุดอับสายตา วัสดุที่ใช้ให้มีความคงทน มีการบำรุงรักษาง่าย อย่าใช้ของที่มูลค่าสูงเพราะจะดูแลรักษายาก” ปาจริยากล่าว

ขณะที่ ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า แนวคิดของการทำสวนสันติพร มูลนิธิและญาติวีรชนไม่เคยคิดที่จะเป็นเจ้าของ ให้ที่ตรงนี้เป็นของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเราเป็นผู้ใช้ แปลว่าเราไม่ต้องหาเงินมาจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าบำรุงสถานที่ หลักการของที่นี่เป็นสวนสาธารณะ เราจะไม่เอาเงินมาสร้างอาคาร 

“ท่านอยากจัดงาน มธ.อยู่ตรงนี้ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าหากต้องการที่เปิดโล่ง ต้องการฉายหนังกลางแปลงใต้แสงจันทร์ จัดตลาดของชุมชน ให้มาจัดที่นี่ มันเด่นคนละอย่าง เป้าหมายไม่ได้หาเงิน 50 ล้าน 100 ล้าน เพื่อสร้างอาคาร ทำสวนให้มันถูกที่สุด แค่ให้มีพื้นที่
สีเขียว ใช้เงินให้น้อยที่สุด” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว

สิ่งก่อสร้างที่อยากให้มีคือ ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ร้านกาแฟ ที่เหลือเป็นสวน จะมีการออกกำลังกาย การวิ่งการเดิน ก็เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งจะใช้งบประมาณ กทม.ในการก่อสร้างทั้งหมด

“ผมได้มีการพูดคุยกับผู้ว่าฯกทม.ในเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว และ สน.ชนะสงคราม ชั่วคราวย้ายออกไปแล้ว” ผศ.ดร.ปริญญาทิ้งท้าย โดยย้ำว่า วันนี้เป็นการมากดปุ่มเริ่มต้น 

เราจะเดินหน้าต่อให้สวนแห่งนี้เป็นสวนสาธารณะเพื่อการเรียนรู้ประชาธิปไตย และอนุสรณ์สถานของเหตุการณ์พฤษภาคม 35

ศศวัชร์ คมนียวนิช
เตชิต เสาะแสวง

 


‘ขอเรียนว่าอนุสาวรีย์ถูกสร้างขึ้นมาโดยภาคประชาชนล้วนๆ’

อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม สร้างเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเตือนว่าความรุนแรงไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา และขอขอบคุณประชาชนที่ช่วยกันจนสามารถสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นมาได้

คำว่าวีรชนไม่ได้หมายความว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่วีรชนคือผู้ที่ร่วมต่อสู้ในเหตุการณ์พฤษภาและกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ นั่นคือวีรชนที่แท้จริง ไม่มีใครเป็นผู้กำหนดว่าใครจะมีชีวิตรอด ใครจะต้องอยู่ต่อเพื่อทำหน้าที่ต่อไป

เรื่องต่อมา เจตนารมณ์ที่สร้างอนุสาวรีย์ เราต้องการสร้างเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายได้มีอารมณ์ที่อดทน มีขันติร่วมกัน ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน นี่คือสิ่งที่คณะกรรมการญาติวีรชนร้องต่อสังคมมาโดยตลอด

ขอขอบคุณไปทางมูลนิธิฯชุดที่แล้วที่ทำต่อ ยอมลำบาก จนในที่สุดได้อนุสรณ์สถานนี้มา และบัดนี้ได้กรรมการมูลนิธิชุดใหม่ที่นำโดย ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และพวก ที่เสียสละทำต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก

ขอเรียนว่าอนุสาวรีย์ถูกสร้างขึ้นมาโดยภาคประชาชนล้วนๆ ไม่มีรัฐบาล เพราะว่ารัฐบาลละเลย ไม่เหลียวแล

แต่ไม่เป็นไร ถึงแม้จะไม่ได้รับทุนประชาชนก็ช่วยบริจาคจนจัดงานขึ้นมาได้ ต้องขอขอบคุณ กทม. นอกจากจะมอบที่ให้เราแล้ว ยังดูแลทุกอย่างที่พวกเราทำ

วันนี้เป็นวันที่เรานัดหมายเพื่อมารำลึกถึงวีรชน เพื่อนฝูงที่จากไป

ฉะนั้น เพื่อนวีรชนจงรับรู้ไว้ว่าบัดนี้วีรชนที่จากไปมีบ้านอยู่แล้ว ขอขอบคุณประชาชนทุกท่าน

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์
ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35