หมายเหตุ – ความคิดเห็นนักวิชาการกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แก้ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือก ส.ว. ปรับบัตรเลือก ส.ว.รอบไขว้ใหม่ ทั้งการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ โดยอ้างเพื่อขจัดความสับสน กำหนดให้แยกเป็นกลุ่มแยกเป็นใบ

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ครั้งนี้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีข้อบกพร่องมากมายในการเตรียมความพร้อม เริ่มตั้งแต่การทำข้อบังคับการเลือก ส.ว.ที่ผิดพลาด เกี่ยวกับการแนะนำตัวผู้สมัคร จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ในที่สุด กกต.ก็ต้องยอมรับข้อผิดพลาดนั้นด้วยการยกเลิก
ต่อมามีการปรับเปลี่ยนเกี่ยวกับบัตรเลือก ส.ว. ในความเป็นจริง กกต.จะต้องซักซ้อมและวางมาตรการเกี่ยวกับการกาบัตรให้มีมาตรฐาน การปรับเปลี่ยนไปมาแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าจะอ้างว่าป้องกันการฮั้วก็ตาม แต่ฟังไม่ขึ้น ยังทำให้เกิดความสับสน ส่งผลให้ประชาชนผู้สมัคร ส.ว. มองว่ามีกระบวนการที่ไม่ชอบมาพากลแล้ว ทำให้กระบวนการเลือก ส.ว.ที่ถูกตั้งคำถามอยู่แล้ว ยิ่งทำให้เกิดการตั้งข้อสงสัยความไม่ชอบมาพากลมากยิ่งขึ้นไปอีก
การเปลี่ยนบัตรจาก 1 ใบ กา 4 ช่อง เปลี่ยนเป็น 4 ใบ กาช่องเดียว มองว่าแก้ปัญหาไม่ได้ ทำให้เกิดความสับสน และเกิดความผิดพลาดขึ้นมาอีก เกิดการบล็อกโหวตได้ง่าย โดยอ้างความผิดพลาด ทำให้บัตรเสียหรือปรับตก อาทิ อำเภอไหนส่งคนไม่ครบ ก็ตัดสิทธิไปเลย อาศัยความสับสนและตีตกไป ในกลุ่มคนที่ไม่อยู่ในการจัดตั้ง
หากต้องการฟ้องร้องถือว่าฟ้องร้องได้ กกต.อาจจะโดนมาตรา 157 ทำหน้าที่โดยมิชอบ มีวาระซ่อนเร้น ถึงแม้ว่าจะอ้างว่าป้องกันการฮั้ว หรือป้องกันความไม่ชอบมาพากล แต่ทำแบบนี้เป็นข้อบกพร่องที่ต้องศึกษา และเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่มาปรับเปลี่ยนตามรายทาง ทำให้สร้างความกังวล ข้อสงสัย ที่หลายคนจับตามอง และพฤติกรรมแบบนี้อาจจะตีความได้ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้สมัคร ส.ว.มีสิทธิฟ้องได้เลย
การที่กลุ่มการเมือง กลุ่มคน รวมตัวกันไปสมัคร ส.ว. เรื่องนี้มองว่าคนที่ติดตามการเลือก ส.ว. มีการประเมินว่ามีโอกาสที่จะระดมตัวแทนของกลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มอำนาจใหม่ พรรคการเมือง เพราะต้องการพื้นที่ ส.ว.เป็นฐานที่มั่นในอำนาจ ภายใต้โครงสร้างทางการเมือง ทั้งอำนาจเก่า อำนาจใหม่ ต่อสู้กัน ทุกฝ่ายก็ต้องพยายามส่งตัวแทนเข้าไป อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องพยายามกำจัดฝ่ายตรงข้าม โดยการเช็กดูว่าใครจะเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมือง ก็ต้องตัดสิทธิไว้ก่อน เพื่อรักษาฐานอำนาจ ส.ว.
ช่วงนี้หากให้มองว่า กกต.ป้องกันการทุจริตได้หรือไม่นั้น ผมมองว่ามาไกลแล้ว การแก้ไขคงยาก ที่ผ่านมาการทำงานของ กกต.ยังไม่มีประสิทธิภาพดีเท่าที่ควรจะเป็น ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวการเลือก ส.ว. รวมทั้งชักชวนให้ประชาชนมาลงสมัคร ส.ว.เยอะๆ แต่ กกต.ไม่ได้ทำในเรื่องนี้เลย ที่สำคัญ กกต.ยังมีการออกกฎระเบียบขัดกับรัฐธรรมนูญอีกด้วย ทำให้การปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการเลือก ส.ว.ยากยิ่งขึ้น ในทางกลับกันกลายเป็นการส่งเสริมให้มีการทุจริตกันอย่างกว้างขวางด้วยซ้ำไป
กรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับการเลือก ส.ว.ครั้งนี้มีการฮั้วกัน และมีการร้องเรียนกันสูงมาก อาจจะส่งผลให้การเลือกครั้งนี้เป็นโมฆะ จะส่งผลให้ ส.ว.รักษาการ จะรักษาการไปเรื่อยๆ เพราะดูแล้วโอกาสโมฆะสูงมาก หากสังเกตดูดีๆ บัตรแนะนำตัวของผู้สมัคร ส.ว.ส่วนใหญ่ใส่เบอร์โทรศัพท์ไว้ทั้งหมด หากมีการโทรศัพท์ไปขอคะแนนกัน อย่างนี้จะหาว่าฮั้วกันก็ลำบาก เพราะจะมีการอ้างว่าเป็นการแนะนำตัวโดยใช้เครื่องมือการสื่อสาร
หากการเลือก ส.ว.ครั้งนี้หาข้อสรุปไม่ได้ หรือประกาศผลไม่ได้ ส.ว.ชุดเก่าก็จะรักษาการยาวไปจนกว่าจะมีการฟ้องศาลให้การเลือก ส.ว.เป็นโมฆะ อาจจะต้องใช้เวลา 2 ปี แล้วต้องเลือกใหม่ตามกติกาเดิม เพราะพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้มีการกำหนดเอาไว้แล้ว นอกเสียจากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วไปแก้ไข พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. ในกรณีมีคำพิพากษาเลือก ส.ว.เป็นโมฆะ แล้วจัดการเลือกใหม่ โดยยังไม่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ กกต.จะต้องหามาตรการในการเลือกให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้
ช่วงการรักษาการของ ส.ว.ชุดเดิมมองว่ามีผลทางการเมืองเหมือนกัน เพราะมีกระแสการเมืองในการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี แต่ความรับรู้ของคนทั่วไปคือการเลือกกันเองของ ส.ส. 500 คน ปรากฏว่าคนที่อยากเป็นนายกรัฐมนตรีแต่เสียงไม่เกิน 250 เสียง ก็ต้องพึ่งพา ส.ว. หลังจากนี้จะมีคนไปร้องเรียน ส.ว.รักษาการ สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ เป็นประเด็นที่น่าติดตามดูกันต่อไป ส่วนทางด้านนิติบัญญัติอาจจะมีผลบ้าง เพราะจะมีการตั้งคำถาม ส.ว.รักษาการ จะทำหน้าที่ได้เต็มศักยภาพหรือไม่

รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ ม.อุบลราชธานี
กติกาที่พากันงงกันทั้งโลกตั้งแต่การเลือก ส.ว.กันเอง การเลือกไขว้ และยังเพิ่มความยุ่งยากของบัตรด้วยการให้เลือกจากบัตร 4 ใบ ใบละช่อง ซึ่งเป็นกติกาเกิดขึ้นครั้งแรกของโลก ใช้ประเทศและอนาคตเป็นที่ทดลองความคิดไปเรื่อยๆ ล่าสุด กกต.แก้ไขระเบียบเรื่องบัตรเลือก ส.ว.ใหม่ โดยขั้นตอนต่อมาที่ต้องเลือกไขว้ กกต.กำหนดให้มีการเลือกกลุ่มอาชีพอื่นได้ 4 กลุ่ม แต่ห้ามเลือกกลุ่มตัวเองหรือไปเลือกกลุ่มอาชีพอื่นทั้งระดับอำเภอและจังหวัด ก็พามึนงงพอสมควร
เพราะหากการเลือกกันเองเป็นไปโดยธรรมชาติก็เท่ากับว่าเรากำลังไปเลือกคนที่เราไม่รู้จัก แน่นอนว่าวิธีการที่จะรู้จักและข้ามไปเลือกกันได้ก็ต้องฮั้วหรือจัดตั้งกันมา
ส่วนที่ กกต.แก้ไขให้บัตรเลือก ส.ว. แก้จาก 1 ใบ 4 ช่อง เป็น 4 ใบ ใบละ 1 ช่อง เพื่อให้ผู้สมัคร ส.ว. เขียนหมายเลขบุคคลที่ตนต้องการเลือก ส่วนที่ กกต.อ้างว่าป้องกันการฮั้ว น่าจะสายไปสำหรับคำกล่าวอ้างนี้ ด้วยเหตุที่กติกาที่เปิดช่องใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ให้มีการฮั้ว เพราะการเลือกจากคนกลุ่มเล็กที่ทั้งต้องไขว้ และไม่ได้อ้างอิงฐานจากประชาชนซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ไปเลือกก็ย่อมก่อให้เกิดการจัดตั้ง การซื้อตัวบุคคล
หรือการส่งพวกพ้องเข้าไปสมัครจำนวนมากที่สุดเพื่อเลือกบุคคลซึ่งถูกวางตัวเอาไว้แล้วของแต่ละกลุ่มการเมืองสามารถเกิดขึ้นโดยง่ายดาย เพราะบุคคลที่สมัคร ส.ว. ที่จะเข้าไปเลือกกันเองมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับการเลือกโดยทั่วไปจากประชาชน การลงทุนจะต้องใช้เงินมากกว่า ผลย่อมทำให้ได้ ส.ว.ที่ขาดความเป็นอิสระทางความคิดและอุดมการณ์ แน่นอนว่ายิ่งในระดับจังหวัด อาจได้เห็นการแจกกล้วยกันอีก ภาพ ส.ว.ผู้ทรงเกียรติ อาจเห็นภาพสภาผัว สภาเมีย สภาลูก สภาหลาน สภาพวกพ้องเกิดมาเฟียในสภา มากกว่าการเป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพ ดังนั้น การแก้ไขระเบียบให้ใช้บัตรเลือก ส.ว. เป็น 4 ใบ ใบละ 1 ช่อง แล้วคาดหวังผลใหญ่โตไปถึงขั้นป้องกันการฮั้วดูจะย้อนแย้งกับกติกาที่ถูกเขียนมาให้มีการฮั้วหรือล็อบบี้
ส่วนที่ว่าจะป้องกันบัตรเสียได้หรือไม่นั้น เห็นว่าเมื่อมีการเลือกโดยให้จำหมายเลขไปเขียนในบัตร การจำไปเขียนในใบเดียว หรือเขียนทีละใบ 4 ครั้ง น่าจะยิ่งเพิ่มบัตรเสียมากกว่า โดยเฉพาะในระดับประเทศที่ต้องจำเบอร์ของแต่ละกลุ่มที่หลุดมาจากระดับจังหวัด ซึ่งต้องจำมากถึง 10 เบอร์ ความยากอยู่ตรงจำนวนที่ต้องจำ การแก้ไขบัตรเลือก ส.ว.เพื่อมุ่งหวังการป้องกันบัตรเสียได้อย่างมีนัยสำคัญน่าจะย้อนแย้งเพราะแทนที่จะจำหมายเลขบัตรแล้วให้รีบๆ เขียนในใบเดียวให้เสร็จ กลับต้องมาเขียนทีละใบอีก ผลที่ได้คืออาจมีการเลือกเบอร์ผิด และนี่คือสิ่งที่ กกต.ตีความว่าเป็นการป้องกันการฮั้ว หรือป้องกันบัตรเสียหรือไม่
กระบวนการเลือกย่อมเกิดการต่อรอง เกิดผลประโยชน์ในทุกระดับชั้นของการเลือก ส่วนจะป้องกันได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความเนียนของการล็อบบี้ อย่าให้ตัดแข้งตัดขากันเอง หรือจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัว หยิบยื่นข้อเสนอแก่ผู้สมัคร ส.ว. ที่เลือกตน หากจัดการสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ก็อาจมีการร้องเรียนว่ามีการฮั้ว แน่นอนว่าเส้นแบ่งของการฮั้วกับการแนะนำตัวก็ย่อมเป็นปัญหาทางกฎหมายต่อไป การป้องกันการทุจริตย่อมยากขึ้นเพราะเป็นการเลือกกันเองในกลุ่มเล็ก และค่อยๆ เล็กลง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการทุจริต การร้องเรียนย่อมมีขึ้นแน่นอน เพราะการร้องเรียนย่อมหมายถึงการสร้างเงื่อนไขการต่อรอง หรือแม้แต่ทฤษฎีสมคบคิดของกลุ่มอำนาจเก่า ที่หากการเลือกในรอบลึกๆ คนของกลุ่มตนเองไม่ได้รับการโหวต และหากมีภาพของ ส.ว.สีส้มเริ่มฉายภาพขึ้นในรอบระดับประเทศ ก็เชื่อว่ากลไกทำลายที่สมคบกันในทุกขั้นตอนก็อาจเกิดกระบวนการทำลาย
คำถามต่อไปหาก ส.ว.ไม่สามารถประกาศชื่อได้ครบ 200 คน ผลจะเป็นอย่างไร ส.ว.ชุดเก่าที่ผลพวงมาจากการปฏิวัติรัฐประหารก็จะยังคงทำหน้าที่อยู่หรือไม่ หากเกิดการยื้อออกไปนั่นก็เท่ากับว่า ส.ว.ชุดเก่าก็ยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองต่อไป มีอำนาจเลือกบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเพื่อสร้างกับดักทางการเมืองกับนักการเมืองฝั่งตรงข้าม หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีหากมีแผ่นดินไหวถึงขนาดเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ ส.ว.ชุดนี้ก็ยังมีอำนาจ ซึ่งเราอาจได้เห็นเกมแห่งอำนาจที่ประสานมือทำงานร่วมกับทฤษฎีสมคบคิด
แน่นอนว่ากติกาที่สุดจะวุ่นวาย เอื้อให้เกิดการฮั้วในทุกขั้นตอน กีดกันประชาชนออกจากกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว. เราก็คงจะได้ ส.ว.พวกมากลากตั้ง โฉมหน้าไม่พ้นภาพนักการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ หรือหากกลุ่มคนที่เข้ามาไม่เป็นที่พึงประสงค์ของกลุ่มอำนาจเก่าก็อาจได้เห็นนิติสงครามอีกครั้ง

