หนึ่งในคำถามยอดฮิตของผู้ป่วยที่รับการรักษาและต้องกินยาเป็นเวลานานคือ “เมื่อไรจะได้หยุดยา” แต่ละโรคมีระยะเวลาการกินยาไม่เท่ากันค่ะ กระทั่งโรคเดียวกันก็ต้องดูความรุนแรงและปัจจัยส่วนบุคคลอีกหลายอย่างประกอบกันด้วย หลายท่านเมื่อเห็นว่าอาการดีขึ้นแล้วจึงหยุดยาด้วยตัวเอง ที่ไม่กล้ามาปรึกษากับหมอก่อนเพราะอาจจะกลัวหมอไม่ยอมให้หยุดยาหรือกลัวหมอตำหนิก็ได้ สมัยเป็นหมอใหม่ไฟแรงก็เคยกลุ้มใจแทนคนไข้ที่หยุดยาเองค่ะ บางโรคคาดเดาได้เลยว่าหลังหยุดยาแล้วอาการจะกำเริบเมื่อใด แต่พอเป็นหมอมานานก็เริ่มปลงได้มากขึ้นค่ะ บางโรคที่ไม่รุนแรงนักก็ไม่ได้ว่าอะไร หยุดยาไปเองแล้วกลับเป็นซ้ำก็เตือนอีกรอบว่าครั้งหน้าไม่ควรหยุดยาเองอีก ยกเว้นบางโรคที่หยุดยาแล้วอาจเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายหรือทำร้ายคนอื่นก็จะย้ำทุกครั้งที่มาว่าห้ามหยุดเองเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม คำที่ต้องระมัดระวังสำหรับผู้ป่วยที่ต้องกินยาเป็นระยะเวลานานคือ “กินไปเรื่อยๆ” ค่ะ คำนี้ฟังดูธรรมดาแต่ผู้ป่วยฟังแล้วจะท้อใจมากเพราะไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดอยู่ที่ไหน ถ้าต้องกินไปเรื่อยๆ โดยไร้จุดหมายแบบนี้ขอแอบหยุดเองดีกว่า ในทางกลับกันถ้าบอกชัดเจนว่า “หลังหายสนิทให้กินต่ออีก 2 ปี” หรือ “อีก 6 เดือนจะลองลดยาลงแล้วดูอาการก่อนจะหยุด” ผู้ป่วยจะใจชื้นขึ้นมากเพราะรู้เป้าหมายว่าต้องอดทนไปอีกนานแค่ไหน ถ้าไม่รู้ก็เหมือนบอกให้กินตลอดชีวิตซึ่งน่าท้อใจค่ะ
ความทุกข์สาหัสอาจไม่ร้ายแรงเท่าความทุกข์ที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้เหมือนในการ์ตูนจีน “Ten Thousand Kind of Love” โดย Yang Xiao Ro ที่ได้รับคะแนนโหวตจากผู้อ่านดีเลยทีเดียวค่ะ กล่าวถึงครอบครัวเส็งที่อบอุ่นประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูกสาว 2 คนกับอีก 1 คนอยู่ในท้อง อยู่มาวันหนึ่งพ่อก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต “หยีฮัว” ลูกสาวคนโตที่เพิ่งอยู่ประถมเห็นแม่เอาแต่นั่งเงียบอยู่ในบ้าน สูบบุหรี่และไม่ยอมทำอาหารรวมถึงไม่สนใจดูแลครรภ์ด้วย หยีฮัวพบว่าต่อให้พ่อเสียชีวิตไประยะหนึ่งแล้ว แม่ก็คลอดลูกสาวคนที่ 3 ออกมาแล้ว แม่ก็ยังไม่กลับมาดูแลครอบครัวเหมือนเดิม หยีฮัวรออย่างสิ้นหวังให้บ้านกลับมามีความสุขเหมือนแต่ก่อน แต่ไม่รู้ต้องรอถึงเมื่อไรเพราะรอไปนานแค่ไหนพ่อก็ไม่กลับมาอีกแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่ง “ฉินเหยียน” เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับหยีฮัวปรากฏตัวขึ้น เขาช่วยเลี้ยงน้องคนเล็ก ช่วยทำงานบ้านและทำกับข้าว ความทุกข์ของเด็กสาวสิ้นสุดลงทันที แต่ความทุกข์ของคุณแม่เพิ่งเริ่มขึ้นเพราะฉินเหยียนคือลูกชายของภรรยาน้อยที่เสียชีวิตอยู่ในรถคันเดียวกับสามีของเธอนั่นเอง ถ้าตายแล้วจบกันก็คงดีแต่นี่ยังมีลูกภรรยาน้อยที่ต้องเลี้ยงดูด้วย จึงไม่รู้ว่าความโกรธเมื่อเห็นลูกของภรรยาน้อยจะสิ้นสุดลงที่ใด
ความรู้สึกเป็นเรื่องที่วัดปริมาณได้ยากและสิ่งใดก็ตามที่หาจุดสิ้นสุดไม่เจอ เรามักจะรับรู้ปริมาณที่แท้จริงผิดพลาดไปมาก มีงานวิจัยพบว่า ความชัดเจนของการรับรู้ปริมาณของเราอาจไม่เที่ยงตรงเสมอไป ทีมวิจัยจากบอสตันคอลเลจบอกเราในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงวารสาร Journal of Experimental Psychology: General ว่าเรารับรู้ปริมาณที่ลดลงได้แม่นยำกว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้น เช่น สินค้าที่จัดโปรโมชั่นเพิ่มปริมาณอยู่ช่วงหนึ่งคนอาจไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะไม่รู้ว่าเพิ่มเยอะแค่ไหน แต่เมื่อใดที่หมดโปรโมชั่นแล้วลดปริมาณกลับมาเท่าเดิม แม้ว่าจะขายราคาเดิมแต่คนซื้อจะรู้สึกได้รวดเร็วว่าน้อยลงและถูกเอาเปรียบ เขาจึงวิจัยเพื่อดูว่าเมื่อปริมาณเพิ่มหรือลด เราคาดเดาแม่นยำแค่ไหนด้วยการให้กลุ่มตัวอย่าง 510 คนประเมินปริมาณลูกอมช็อกโกแลตในถ้วยพลาสติก กลุ่มแรกประเมินปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยบอกปริมาณเริ่มต้น 37 เม็ดแล้วให้กะปริมาณในถ้วยอีก 4 ใบที่มี 74, 148, 296 และ 592 เม็ดแล้วดูว่าแม่นยำแค่ไหน พบว่าค่าเฉลี่ยที่กลุ่มตัวอย่างคาดเดาคือ 57, 102, 184 และ 296 เม็ด จะเห็นว่าในถ้วยที่มีมากที่สุดกะพลาดไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว อีกการทดลองหนึ่งให้ประเมินปริมาณที่ลดลงบ้าง โดยเริ่มต้นจากบอกปริมาณ 592 เม็ดแล้วประเมินปริมาณน้อยลงเรื่อยๆ ผลพบว่าค่าเฉลี่ยที่ประเมินแต่ละถ้วยผิดจากจำนวนจริงแค่ 1 เม็ดเท่านั้น
ผู้วิจัยตั้งสมมุติฐานว่าปริมาณที่ลดลงประเมินง่ายกว่าเพราะต่อให้ลดแค่ไหนก็ไม่มีทางต่ำกว่าศูนย์ เมื่อรู้จุดสิ้นสุดก็จะรู้สัดส่วนของปริมาณ ในทางกลับกันปริมาณที่เพิ่มขึ้นไม่มีจุดสิ้นสุดจึงทำให้เดาไม่ถูก เขาจึงพิสูจน์สมมุติฐานนี้ด้วยการลองให้ “จุดสิ้นสุด” แก่การเพิ่มปริมาณด้วยการบอกว่าถ้วยนี้ใส่ลูกอมได้ 629 เม็ด หลังจากนั้นให้ทำกิจกรรมเดาจำนวนเม็ดแบบเดิมและน่าตกใจมากว่าครั้งนี้การประเมินปริมาณที่เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับปริมาณจริงมาก การศึกษานี้จึงบอกเราว่า “จุดสิ้นสุด” น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญของความแม่นยำในการประเมินด้วยความรู้สึก
ถ้าความทุกข์เป็นเหมือนลูกอมในถ้วย หากไม่มีจุดสิ้นสุดก็มักจะประเมินไม่ได้ว่าแท้จริงความทุกข์มีมากน้อยแค่ไหน แต่เมื่อใดก็ตามที่มีคนบอกได้ว่าความทุกข์ก็มีจุดสิ้นสุดเหมือนถ้วยที่ใส่ลูกอมได้แค่ 629 เม็ด หรือกินยาไปอีก 2 ปี หรืออดทนเลี้ยงลูกของภรรยาน้อยของสามีจนกว่าจะจบมหาวิทยาลัย แม้ความทุกข์ไม่ได้ลดลงแต่เราอาจจะอยู่ในความเป็นจริงได้ดีขึ้น รู้ว่าความทุกข์ที่แท้จริงมีปริมาณแค่ไหนและควรจัดการอย่างไรให้เหมาะสมค่ะ

