หน้าแรก Uncategorized มาตรฐานขั้นแร...

มาตรฐานขั้นแรกของการปรองดองž / โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

14.02.17 | 13:00 น.

มาจนถึงวันนี้ การพูดถึงการปรองดอง ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในทางการเมืองไปแล้ว ยิ่งเมื่อมีการตอบคำถามอย่างไม่ค่อยจะเต็มเสียงว่าเลือกตั้งนั้นไม่สามารถเกิดในปีนี้ และ โรดแมปก็คือโรดแมปŽ การปรองดองที่อยู่ดีๆ ก็โผล่ขึ้นมาครองพื้นที่ทางการเมือง โดยไม่ได้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการเลือกตั้งและโรดแมป ก็กลายเป็นเรื่องวาระแห่งชาติไปเสียอย่างนั้น

แต่ถ้าอยากฝันร้ายก็ควรจะนำเอาประเด็นของสิ่งที่ผู้มีอำนาจในบ้านในเมืองพูดทำนองว่า ถ้ายังขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ก็ไม่ต้องเลือกตั้ง แต่ผมคิดว่า ผู้มีอำนาจในบ้านในเมืองท่านนั้นท่านคงพูดเล่นๆ ที่ผมเห็นว่าท่านพูดเล่นไม่ใช่เพราะท่านมีอำนาจที่จะพูดอะไรก็ได้

ผมกลับรู้สึกว่าอำนาจที่ท่านมีนั้นเปราะบางมาก มากเสียจนบางครั้งท่านเองก็คงพูดไม่ได้คิดว่าการพูดแบบนั้นของท่านจะทำให้ท่านสูญเสียอำนาจไปได้อย่างฉับพลันทันทีได้เหมือนกัน

ทำเป็นเล่นไป

แต่ก็เอาเถอะครับ ในบ้านเมืองนี้ที่ถึงเวลาเขาอยากจะปรองดองกันขึ้นมา สิ่งที่ผมเคยเรียกร้องไปบ้างแล้วก็คือ การทำการสำรวจตรวจสอบว่า ความพยายามในการกำหนดความหมายและขอบเขตของความปรองดองที่ผ่านมา ทำไมมันไม่เคยตอกประทับลงในจิตในใจของคนในบ้านในเมืองนี้ได้เลย มีคณะกรรมการมาไม่รู้กี่ชุด เราจำได้แต่ชื่อกรรมการ แต่จำแนวคิดจริงๆ จังๆ ไม่ได้

Advertisement

สิ่งที่ควรถามมีทั้งสองแบบ

หนึ่งคือที่จำไม่ได้ เพราะว่า ข้อเสนอที่ผ่านมามัน ยังไม่โดนŽ จริงๆ หรือ สองคือที่จำไม่ได้เพราะว่า สื่อมวลชนที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ เล่นประเด็นกลับไม่ได้รู้สึกสนใจเรื่องราวเหล่านี้อย่างจริงจัง ลองมาตั้งหลักกันดูอีกทีแล้วกันครับ ลองเอาข้อเสนอเก่ามากางดูกันอีกทีก็ไม่เลวนะครับว่าตกลงเรื่องต่างๆ มันเป็นอย่างไรกันแน่

ในอีกด้านหนึ่งใช่ว่าการปรองดองจะไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย อย่างน้อยเรามีเรื่องสำคัญสองเรื่องที่เป็นหมุดหมายสำคัญที่เกิดขึ้นแล้ว หนึ่งคือ ความล้มเหลวของการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ซึ่งความจริงก็เป็นเรื่องซับซ้อน มากๆ อยู่ ว่าตกลงเรื่องมันไม่สำเร็จ เพราะเป็นการยกโทษให้ทุกฝ่าย หรือเพราะว่ามีการยกโทษให้ทักษิณด้วย

สองคือ ความสำเร็จของนโยบาย 66/23 ที่มีการจุดประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ถูกยิงตกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบกันจริงๆ จังๆ ว่า 66/23 นั้นเป็นความสำเร็จอย่างไร หรือจริงๆ แล้ว 66/23 เป็นความสำเร็จสองชั้น นั่นคือ สลายกระแสต้านทหารและทำให้ทหารสามารถครอบงำทางการเมืองในนามของประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือการเมืองนำการทหาร (แต่นักการเมืองเชิญทหารเป็นนายกฯ ถึงแปดปี และลงท้ายที่ประชาธิปไตยแบบไร้คุณภาพจนเกิดรัฐประหารอีกครั้งเมื่อ 2534)

นอกเหนือจากที่เราจะไม่ตั้งคำถามว่าความพยายามในเรื่องของความปรองดองที่ผ่านมาของแต่ละกูรูนั้นมีลักษณะที่เหมือนกันและแตกต่างกันอย่างไรแล้ว รวมทั้งตรวจสอบกับปัญหาที่เกิดจากความพยายามปรองดองในอดีต สิ่งที่เรามักจะเชื่อเอาอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเชื่อว่า ความปรองดองสามารถถูกถอดบทเรียนได้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ ที่เคยผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้งมา

ลักษณะของข้อเสนออีกชุดหนึ่งของการปรองดองที่ผ่านมา จึงวนเวียนอยู่ในแง่ของการแสวงหา ตัวแบบในใจŽ ว่า จะปรองดองแบบประเทศไหนดี หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น เหมือนกับประเทศใดมากที่สุด

ประเด็นท้าทายของการแสวงหาตัวแบบประสบการณ์ประเทศเหล่านั้น ทำให้เกิดลักษณะที่อาจจะไม่ได้ตั้งหลักก่อนว่า เรื่องสำคัญที่กระบวนการปรองดองในทุกที่ควรจะครอบคลุมนั้นมีอะไรบ้าง และเราได้พิจารณามิติในเรื่องของความปรองดองอย่างครบถ้วนหรือไม่

ในสัปดาห์นี้ ผมอยากจะนำเสนออีกมิติในเรื่องของความปรองดองก็คือ นอกจากที่เราควรจะคาดหวังให้เกิดการสรุปประเด็นเรื่องของความพยายามปรองดองจากคณะกรรมการหลายชุดที่ผ่านมาแล้ว เพื่อนำไปสู่ข้อถกเถียงที่คืบหน้ากว่าเดิม สิ่งที่เราควรสนใจก็คือ สำรวจขอบเขตความหมายของความปรองดองที่เป็นที่เข้าใจกันในระดับโลก เพื่อตั้งคำถามว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดองหรือไม่ หรือถ้าไม่ใช่จะได้ปลงซะ แล้วมองมันว่านี่คือความปรองดองแบบไทยๆ ก็เท่านั้นเอง

เอกสารชิ้นหนึ่งที่มีความสำคัญในอุตสาหกรรมการปรองดองในระดับโลกก็คือ คู่มือว่าด้วยการปรองดอง หรือที่เรียกว่า Reconciliation after Violent Conflict: A Handbook ขององค์กร International Institute for Democracy and Electoral Assistance (IDEA) เหตุผลที่คู่มือนี้มีความสำคัญเพราะเป็นคู่มือที่มีการทำงานจากความร่วมมือของหลายกลุ่มคน หลากประสบการณ์ และที่สำคัญในส่วนต้นนั้นยังมีการเขียนคำนิยมโดย บาทหลวง ตูตู้ ผู้นำคนสำคัญที่มีบทบาทต่อกระบวนการปรองดองในแอฟริกาใต้

สิ่งแรกที่สำคัญที่คู่มือฉบับนี้เน้นย้ำก็คือ ความปรองดองนั้นเป็นสิ่งที่เป็นความพยายามที่จะถูกสร้างสรรค์ขึ้นในสังคมที่ต้องการก้าวข้ามความขัดแย้งและความรุนแรง และที่สำคัญยิ่งก็คือ รูปแบบที่ดีที่สุดของการเมืองและรัฐบาลสำหรับสังคมหลังความขัดแย้งก็คือการเมืองและรัฐบาลแบบประชาธิปไตย

จบไหมครับ?

เหตุผลที่สำคัญในเรื่องของการต้องมีสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตยในการสร้างความปรองดองก็เพราะว่าสังคมประชาธิปไตยนั้นให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิเสรีภาพโดยเฉพาะสิทธิมนุษยชน

จบไหมครับ?

นอกจากนั้น ระบอบประชาธิปไตยยังให้ความสำคัญกับหลักการของความเท่าเทียม ความเป็นตัวแทน การมีส่วนร่วม และการตรวจสอบผู้มีอำนาจรัฐ รวมทั้งอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ ประชาธิปไตยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความขัดแย้งโดยไม่ต้องใช้กำลังและความรุนแรง เรื่องแบบนี้ไม่ง่ายเลย แต่ก็ควรจะฟังเอาไว้ ว่าถ้าเรายังพยายามสร้างความปรองดองด้วยระบบคณะกรรมการที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารที่มีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่ได้คำนึงถึงหลักการพื้นฐานที่จะเอื้อให้เกิดความปรองดองเลย เราจะได้มาซึ่งความปรองดองได้อย่างไร

ทั้งนี้ เพราะโดยเงื่อนไขสำคัญแล้ว การปรองดองนั้น จะต้องมาจากหลักการสำคัญอีกสองประการ หนึ่งคือ มีการปรับโครงสร้างสังคมให้เป็นธรรมขึ้น

สองคือ มีการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างคู่ขัดแย้ง จะได้เดินหน้าแก้ปัญหาร่วมกัน ดังนั้นการที่ยอมรับเสียก่อนว่าทุกฝ่ายเป็นคู่ขัดแย้งกันน่าจะเป็นจุดตั้งต้นที่ดีในการปรองดอง มากกว่ามองว่าฝ่ายของตนเองไม่ได้ขัดแย้งกับใคร

นอกจากนี้แล้ว เวลาที่เราพูดถึงความปรองดองนั้น เรากำลังหมายถึงอะไรกันแน่? เพระการปรองดองมีหลายเรื่องและหลายระดับ แต่ที่สำคัญคือ ในระดับที่เข้าใจกันทั่วโลกนั้น ความปรองดองทางการเมือง หมายถึงทั้งกระบวนการและเป้าหมาย ของการอยู่ร่วมกันและบรรลุข้อตกลงร่วมกันเพื่อยุติความขัดแย้งในสังคม (move from a divided past to a shared future) ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงเหตุการณ์สองอย่างหลักๆ นั่นคือ สงครามกลางเมือง หรือการสิ้นสุดลงของระบอบที่กดขี่ประชาชนอย่างโหดร้าย

เมื่อพูดถึงกระบวนการปรองดองแล้ว หลักการสำคัญก็จะประกอบด้วย สามขั้นตอน ที่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน นั่นคือ การค้นหา ความจริงŽ (truth) การแสวงหา ความยุติธรรมŽ (justice) และ การมุ่งหมายไปสู่ ความปรองดองŽ (reconciliation) ความปรองดองจึงไม่ใช่ความสงบ ปราศจากความขัดแย้ง แต่เป็นขั้นตอนที่สามจากกระบวนการแสวงหาความจริง เรียกร้องหาความเป็นธรรม/ยุติธรรม และสุดท้าย คือ พยายามที่จะมีชีวิตและอนาคตร่วมกันในสังคมนี้ต่อไป และไม่ทำให้ความขัดแย้งเหล่านั้นเกิดขึ้นมาอีกในระดับที่นำไปสู่ความรุนแรงห้ำหั่นกัน

ในกระบวนการปรองดองนั้น สิ่งสำคัญคือการยุติความกลัวและเกลียดชังระหว่างกัน ทำให้อยู่ด้วยกันโดยไม่ใช้ความรุนแรงให้ได้ก่อน จากนั้นก็สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจกันสร้างได้โดยระบบศาลยุติธรรมและกฎหมายที่ไม่เลือกปฏิบัติ

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งต่อจากการอยู่ร่วมกันโดยไม่เกลียดกัน และการไว้ใจกันด้วยระบบยุติธรรมที่ทำงานได้แล้ว เรื่องใหญ่ก็คือ การรับฟังซึ่งกันและกัน สิ่งที่หมอประเวศท่านพยายามนำเสนอคือ สุนทรียสนทนาŽ หรือพูดง่ายๆ ว่าการฟังคนอื่นมากกว่าเอาแต่เถียง นั้นเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการนี้

สิ่งสำคัญที่จะเปิดสิ่งนี้ได้ก็คือการแสวงหาตัวหารร่วมกันก่อนว่าทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันจะต้องยอมรับการเล่าเรื่องความจริงชุดนี้ด้วยกัน คณะกรรมการแสวงหาความจริงจะต้องพยายามเน้นย้ำว่าคนเหล่านี้แม้ว่าจะยืนคนละฝ่ายกัน แต่พวกเขามีความเหมือนกันคือ เป็นผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว และเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่เรื่องนี้ไม่ง่ายนัก

การอยู่ร่วมกันโดยไม่ใช้ความรุนแรง การไว้เนื้อเชื่อใจกัน และการเห็นใจกัน จะไม่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนถ้าโครงสร้างความไม่เป็นธรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ และกฎหมายยังดำรงอยู่ นี่คือเงื่อนไขว่าทำไมประชาธิปไตยที่แบ่งปันอำนาจกัน ทำให้คนและรัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพของกันและกัน และแปรเปลี่ยนความขัดแย้งออกมาเป็นกระบวนการในระดับสถาบันทางการเมืองจึงเป็นเรื่องจำเป็นในการเสริมสร้างความปรองดอง

ดังนั้น การปรองดองจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง แต่ไม่ได้แปลว่าต้องปรองดองก่อนจึงจะมีประชาธิปไตย หากแต่ว่าความปรองดองเป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตยและการสร้างสันติภาพและความสงบสุข ไม่ได้ต่างไปจากการแก้ปัญหาสังคมที่ผ่านความขัดแย้งมาด้วยการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ

ถึงที่สุดแล้ว แปดคำนี้จะต้องไปควบคู่กันเสมอ นั่นคือ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความจริง ความยุติธรรม ความปรองดอง การอยู่ร่วมกันโดยไม่ใช้ความรุนแรง ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน และการเห็นใจกัน

แถมให้อีกสามคำครับว่า อย่ามั่วนิ่ม อย่าตีกัน และอย่ามาเนียน ครับผม