เรื่องราวความเคลื่อนไหวของกลไกพิเศษเพื่อบริหารจัดการขับเคลื่อนประเทศไทยในสภาวะพิเศษ (ป.ย.ป.) ยังน่าติดตามกันต่อไป
ก่อนอื่นต้องทบทวนคำสั่งอย่างเป็นทางการกันก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 7/2560 แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องเสนอคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) รวม 4 คณะ
คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รองประธานคนที่หนึ่ง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รองประธานคนที่สอง ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (นายอำพน กิตติอำพน) เป็นกรรมการและเลขานุการ
คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร
รองนายกรัฐมนตรี รองประธานคนที่หนึ่ง พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี รองประธานคนที่สอง นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี รองประธาน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการและเลขานุการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ผมเอาคำสั่งมาถ่ายทอดอีกครั้งเพื่อยืนยันความเป็นทางการที่เกิดขึ้น เพื่อติดตามการดำเนินงานกันต่อไป แต่ละคณะนั้นใครมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะประธาน รองประธาน และเลขานุการ ซึ่งเป็นตัวจักรในการประสานงานและตั้งวาระ ตั้งประเด็นที่จะเดินหน้าทำงานกันต่อไป
การออกแบบโครงสร้างองค์ประกอบกลไกพิเศษดังกล่าว พอเข้าใจได้ เจตนาเพื่อให้เกิดกระบวนการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ หยิบยกประเด็นหลักใหญ่ๆ ขึ้นมาขับเคลื่อนผลักดัน
อย่างไรก็ตาม กลไกปกติที่มีอยู่แล้ว ถึงอย่างไรก็ยังมีอำนาจเต็มตามกฎหมายเพราะเป็นองค์กรสูงสุดของฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรี จะจัดความสัมพันธ์กับ ป.ย.ป.อย่างไร เลขาธิการคณะรัฐมนตรีกับเลขานุการคณะกรรมการแต่ละชุด สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กับสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรีจะวางบทบาท จัดความสัมพันธ์งานและคนกันอย่างไร ไม่ให้เกิดปัญหาทางการบริหาร
สถานะของ ป.ย.ป.และกรรมการกลั่นกรองต่างๆ จึงเปรียบเสมือน ครม.น้อย หรือ Inner Cabinet ใช่หรือไม่
ขณะที่กลไกปกติมีหน้าที่รับผิดชอบงานทุกๆ ด้าน ทั้งงานประจำและงานเชิงระบบ เชิงรุก ด้านบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีทั้งกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ด้านเศรษฐกิจ มีคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ด้านการศึกษา มีกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา (ซุปเปอร์บอร์ด) ฯลฯ แต่ละกลไกเดิมต่างก็ล้วนทำหน้าที่เป็นเครื่องมือให้กับคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว
การที่จำเป็นต้องสร้างกลไกพิเศษขึ้นมาด้านหนึ่งสะท้อนว่า เพราะเป็นห้วงเวลาพิเศษ สถานการณ์ปฏิรูป แต่อีกด้านหนึ่งก็สะท้อนว่า กลไกปกติที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการตอบสนองความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งสังคมควรพิจารณาหาคำตอบร่วมกันว่าจริงหรือไม่ เพราะอะไร เพื่อให้ทั้งกลไกใหม่และเก่าเดินไปด้วยกันได้จริง ไม่เสียเงิน เสียคน เสียเวลา ลองผิด ลองถูกกับโมเดลการบริหารยุคปฏิรูป ซึ่งมีอนาคตประเทศและประชาชนเป็นเดิมพัน
ไม่เกิดการทำซ้ำ ทำซ้อน หลายขั้นตอน ติด
กับดักยุทธศาสตร์จนภาคปฏิบัติจริงไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
ตัวอย่างรูปธรรมด้านการศึกษา คิดยุทธศาสตร์หลายต่อหลายรอบจนลงตัว มีแผนปฏิบัติการ
ขับเคลื่อนให้เป็นจริงชัดเจนแต่ไม่ได้ดำเนินการ จนเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ยุทธศาสตร์เดิมต้องกลับมาทบทวน ปรับแล้วปรับอีก ในที่สุดแผนปฏิบัติที่กำหนดไว้ไม่ได้เริ่มลงมือทำสักที
การขับเคลื่อนเรื่องใดก็ตาม การให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงก็จริง แต่หากขาดความพอเหมาะ พอดี สิ่งที่ต้องสูญเสียไปก็คือ โอกาส เวลา และทรัพยากรทั้งหมด
หวังว่ากลไกพิเศษใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงสถานการณ์พิเศษ จะทำให้ยุทธศาสตร์ที่กำหนดภายใต้ความเชื่อที่ว่าประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มรายได้จากต่ำ ปานกลาง สู่รายได้สูง จะนำไปสู่ประชาธิปไตยทางการเมือง ความเสมอภาค สิทธิ เสรีภาพ อิสรภาพ จะเป็นจริง
สมหมาย ปาริจฉัตต์

