ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 มาตรา 16 การศึกษาในระบบมีสองระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา
การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วย การศึกษาปฐมวัย (อนุบาล) ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ส่วนการศึกษาระดับอุดมศึกษาประกอบด้วย มหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือหน่วยงานอื่นที่เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา
กรณีการศึกษาระดับอุดมศึกษานั้นมีความเป็นมาอันยาวนาน และมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เพราะเป็นการจัดการศึกษาในวิชาชีพชั้นสูงที่มีผลต่อการพัฒนาประกาศอย่างกว้างขวาง
ความเป็นมาของการอุดมศึกษา
การอุดมศึกษาเริ่มต้นเพื่อรองรับการพัฒนาเข้าสู่ยุคสยามใหม่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงพระราชปรารถนาให้มีมหาวิทยาลัยขึ้นสำหรับเป็นสถาบันอุดมศึกษาของสาวสยาม แต่มีเหตุขัดข้องบางประการ จึงยังไม่ประสบความสำเร็จ ครั้นถึง พ.ศ.2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ รวมโรงเรียนต่างๆ เข้ากับโรงเรียนข้าราชการพลเรือน และวันที่ 3 มกราคม 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ตึกบัญชาการในโอกาสนี้มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า
“วันนี้เรายินดีที่ได้รับอัญเชิญให้มาวางศิลาฤกษ์สำหรับมหาวิทยาลัยวันนี้ เพราะเป็นกิจอันหนึ่งซึ่งเราปรารถนาอยู่นานแล้ว ที่จะยังการให้เป็นผลสำเร็จตาม
พระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระราชปรารถนามานานแล้วในเรื่องที่จะให้มีมหาวิทยาลัยขึ้นสำหรับเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาวสยาม แต่ในรัชสมัยของพระองค์ท่านยังมีเหตุติดขัดซึ่งการยังจะดำเนินไปไม่ได้ตลอดปลอดโปร่ง ตัวเราซึ่งเป็นรัชทายาทจึงรู้สึกเป็นหน้าที่อันหนึ่งที่จะต้องทำการนั้นให้สำเร็จตามพระราชประสงค์ …”
ถึงวันที่ 26 มีนาคม 2549 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นปฐมบทของการอุดมศึกษาไทย จากนั้นได้จัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐอีกหลายแห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค และตั้งแต่ พ.ศ.2512 มีการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน การอุดมศึกษาไทย จึงขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
หน่วยงานที่กำกับดูแลการอุดมศึกษา
ระยะแรกของการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้นอยู่ภายใต้การกำกับดูแลหรือสังกัดของหลายกระทรวง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งยากแก่การบริหารสถาบันในภาพรวม ต่อมา พ.ศ.2502 จึงได้ตราพระราชบัญญัติโอนมหาวิทยาลัยต่างๆ มาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อความเป็นเอกภาพและความสะดวกของระบบบริหาร
ต่อมา พ.ศ.2514 สภาการศึกษาแห่งชาติร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยได้เสนอต่อจอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติในขณะนั้น ให้แยกมหาวิทยาลัยจากกระทรวงต่างๆ มาอยู่ในกำกับของรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้มีเสรีภาพทางวิชาการและมีความคล่องตัวในการบริหารกิจการ ดังนั้น จึงมีประกาศคณะปฏิวัติ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2515 ให้สถาปนา “ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ”
พ.ศ.2512 มีการตราพระราชบัญญัติวิทยาลัยเอกชน เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา มีการจัดตั้งวิทยาลัยเอกชนหลายแห่ง ซึ่งให้อยู่ในการกำกับดูแลเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยของรัฐ ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อหน่วยงานใหม่เป็น “ทบวงมหาวิทยาลัย” ตัดคำว่าของรัฐออก ภายหลังประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้มีการปรับปรุงให้หน่วยงานทางการศึกษาทุกระดับอยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และมีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 เป็นผลให้ “ทบวงมหาวิทยาลัย” เปลี่ยนเป็น “สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา” สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และกำลังมีแนวโน้มแยกการบริหารเป็น “กระทรวงการอุดมศึกษา” ในปัจจุบัน
หลักการสำคัญของการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา
จากการประมวลความเห็นของหลายฝ่าย และล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 ที่ประชุมกรรมาธิการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา พ.ศ. …. จึงขอเสนอหลักการสำคัญดังนี้
1.หลักความเป็นอิสระ ซึ่งสอดคล้องกับการมีเสรีภาพทางวิชาการ อันเป็นหลักการสำคัญของการอุดมศึกษา โดยกระทรวงการอุดมศึกษา ควรเปลี่ยนนโยบายจากการกำกับควบคุมเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษา ทั้งของรัฐและเอกชน
2.มาตรฐานธรรมาภิบาล คือ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และการบริหารจัดการที่ดีของกระทรวงการอุดมศึกษาเพื่อให้เกิดความชัดเจน ความโปร่งใส และความเป็นธรรมของบุคลากรและผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา
3.มาตรฐานคุณภาพการศึกษา ควรกำหนดมาตรฐานการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่เน้นการวิจัยและการใช้ประโยชน์จากการวิจัยซึ่งสอดคล้องกับการผลิตบัณฑิตเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเหมาะสม มีข้อพิจารณาว่าควรกำหนดให้มีใบประกอบวิชาชีพอาจารย์เช่นเดียวกับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ครู หรือมีองค์กรวิชาชีพและสภาวิชาชีพอาจารย์หรือไม่
นอกจากนี้ มาตรฐานคุณภาพการศึกษาที่มีสองหน่วยงานกำกับการประเมิน ได้แก่ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่เน้นการตรวจเอกสารนั้น เป็นอุปสรรคในการใช้เวลาสำหรับการเรียนการสอนและการทำวิจัยหรือไม่เพียงใด
4.ความสอดคล้องกับแผนระดับชาติ ได้แก่ แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) แผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี และยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสู่ประเทศไทย 4.0 ที่เน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนา ซึ่งกระทรวงอุดมศึกษาจะต้องกำหนดนโยบาย และมาตรการรองรับแผนระดับชาติ และการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
5.มาตรการกระจายอำนาจทางการศึกษา ให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา เพิ่มศักยภาพของวิทยาลัยชุมชนให้เกิดประโยชน์แก่การศึกษาของประชาชนในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น
6.การเงินและงบประมาณ ในระยะแรกของการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาไม่ควรสร้างภาระทางการเงินให้กับรัฐบาลเกินสมควร โดยโอนย้ายบุคลากรและใช้งบประมาณเท่าที่จำเป็นในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษามีความเป็นไปได้อย่างมาก
ความส่งท้าย
เมื่อความเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา คณะทำงานต้องเร่งดำเนินงาน เพราะร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสถาบันบัญญัติแห่งชาติ (สมช.) แล้ว ย่อมประกาศใช้เป็นกฎหมายตามขั้นตอนต่อไปได้อย่างรวดเร็ว หรือหากมีข้อขัดข้องประการใด ยังมีทางเลือกที่รัฐบาลจะใช้มาตรา 44 เพื่อการปฏิรูปอุดมศึกษาครั้งสำคัญนี้

