นับตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 อันเป็นวันที่กำลังผสมของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตำรวจ และทหาร ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ เข้าปิดล้อมวัดพระธรรมกาย เพื่อเข้าไปตรวจค้นและจับตัวนายไชยบูลย์ สุทธิผล (หรือพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย) จนถึงวันนี้เป็นเวลา 13 วันแล้ว แต่เหตุการณ์ก็ยังไม่ยุติ เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่พบตัวนายไชยบูลย์ และเมื่อจะเข้าไปตรวจค้นอีก พระและลูกศิษย์วัดพระธรรมกายก็ไม่ยินยอม มิหนำซ้ำยังตั้งแถวกั้นกางเพื่อขัดขวางมิให้เจ้าหน้าที่ผ่านเข้าไปในวัด และเตรียมเครื่องกีดขวาง ยานพาหนะเอาไว้ในวัดด้วย
ในขณะเดียวกันพระวัดพระธรรมกายก็ใช้อุบายทุกชนิดที่จะบีบบังคับรัฐบาลให้เลิกใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ นอกจากจะป่าวร้องปลุกระดมชักชวนให้พระจากวัดอื่นและผู้นิยมเลื่อมใสเดินทางไปยังวัดพระธรรมกายเพื่อร่วมกันคัดค้านและขัดขวางเจ้าหน้าที่แล้ว ยังประสานกับกลุ่มที่อยู่นอกประเทศให้บีบบังคับรัฐบาลอีกด้วย
โฆษกวัดพระธรรมกายเปิดเผยว่า ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะมีการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ศิษย์วัดพระธรรมกายในประเทศจะยื่นหนังสือถึงองค์การสหประชาชาติ เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบการที่รัฐบาลไทยละเมิดสิทธิ ด้วยการนำกำลังตำรวจ-ทหารเข้าควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านไปนี้ พระภิกษุและกลุ่มชาวพุทธพม่าในสหภาพเมียนมาประมาณ 100 คน เดินขบวนไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงย่างกุ้งเพื่อประท้วงและเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ยุติการ ทำลาย วัดพระธรรมกาย โดยอ้างว่าหากวัดพระธรรมกายถูกทำลาย พระพุทธศาสนาจะ สูญสิ้นไปจากเมืองไทย ปรากฏว่าพระภิกษุพม่าผู้เป็นหัวหน้าในการประท้วงนี้เคยได้รับเชิญจากวัดพระธรรมกายให้ไปร่วมในพิธีกรรมทางศาสนาของวัดพระธรรมกาย
และเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พระพม่ารูปเดียวกันนี้ยังเป็นผู้นำสวดมนต์ในเมืองมัณฑะเลย์ เพื่อประณามและประท้วงรัฐบาลไทยด้วย
แม้กรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้แถลงว่ามาตรการที่จะใช้กับวัดพระธรรมกายนั้นจะเริ่มจากเบาไปหาหนัก แต่ก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่า เจ้าหน้าที่พยายามที่จะดำเนินการด้วยความอะลุ้มอล่วยและเลี่ยงการปะทะกับพระและศิษย์วัดพระธรรมกาย แต่ในขณะเดียวกันก็บีบบังคับด้วยวิธีอื่น เช่น ตัดสัญญาณโทรศัพท์ในวัด จำกัดปริมาณของอาหารที่อนุญาตให้ศิษย์นำเข้าไปในวัด เป็นต้น
พฤติการณ์ของพระและศิษย์วัดพระธรรมกายในขณะนี้เป็นการขัดขวางมิให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน หรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้น ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การที่เจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการดำเนินการกับวัดพระธรรมกายนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้และน่าเห็นใจ เพราะพระและศิษย์วัดพระธรรมกายที่ขัดขวางมิให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นภายในวัดนั้นมีจำนวนเป็นพัน หากเกิดการปะทะหรือต่อสู้กันขึ้นก็อาจมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตไม่มากก็น้อย
แต่การปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อต่อไปอีก ก็ทำให้แลเห็นได้ด้วยว่ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ วัดพระธรรมกายอยู่เหนือกฎหมาย และเจ้าหน้าที่อ่อนแอ ไม่สามารถจะบังคับใช้กฎหมาย ทั้งๆ ที่ความผิดของนายไชยบูลย์และพระวัดพระธรรมกายเป็นความผิดฉกรรจ์

