หน้าแรก Uncategorized จากความรุนแรง...

จากความรุนแรงของกฎหมาย สู่สังคมหลังความตาย / โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

28.02.17 | 13:00 น.

ในชีวิตของคนเรามักจะมีความเข้าใจเรื่องของ ตัวเองŽ และ คนอื่นŽ ที่นิยมมองกันนั้นอาจจะมีสองทรรศนะที่สำคัญ ทรรศนะหนึ่งคือ มองว่าโลกนี้สวยงาม ประสานสอดคล้อง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปหมด มองทุกอย่างเป็นเรื่องดี แง่งาม

อีกทรรศนะหนึ่ง มองโลกว่าเต็มไปด้วยความขัดแย้งถึงขั้นไม่สามารถประนีประนอม และอยู่ร่วมกันไม่ได้ โดยการที่จะอยู่ร่วมกันได้นั้นจะต้องเป็นเรื่องของความเหมือนกันเท่านั้น การมองเรื่องทุกเรื่องว่า ต้องเหมือนกันหมด หรือต้องแยกขาดจากกันอย่างรุนแรง-ชัดเจนนี้ มีส่วนเป็นต้นเหตุที่เราไม่สามารถเข้าใจถึงความสลับซับซ้อนของเรื่องราวหลายอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวของเราได้

ยกตัวอย่างแรก คือเรื่องของกฎหมายกับความรุนแรง-ซึ่งคนจำนวนมากเชื่อว่า กฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความรุนแรง คนจำนวนหนึ่งเชื่อ หรือพยายามทำให้คนอื่นเชื่อด้วย ว่ากฎหมายนั้นเป็นเรื่องของรูปแบบการตัดสินใจที่มีขึ้นเพื่อยุติความรุนแรงที่ (อาจ) เกิดขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด

ทั้งที่ในหลายกรณี กฎหมายเองนั้นก็เป็นหนึ่งในรูปแบบของการใช้ความรุนแรงเช่นกัน ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายนั้นจึงเป็นการยุติความรุนแรงด้วยความรุนแรงเช่นเดียวกัน ดังนั้น เราจึงต้องมี สติŽ ให้มาก เมื่อเราเผชิญกับการใช้กฎหมายเพื่อยุติความรุนแรง เพราะในอีกด้านหนึ่งกฎหมายก็คือความรุนแรงเช่นกัน สิ่งสำคัญในแง่นี้ไม่ใช่อยู่ที่การแค่อ้างว่า ใช้กฎหมายยุติความรุนแรงแล้วทำอะไรก็ได้ สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการใช้กฎหมายจึงเป็นเรื่องของหลักนิติธรรม ในความหมายที่ว่าเมื่อเราตระหนักว่ากฎหมายเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง เราจึงต้องระมัดระวังในการใช้กฎหมาย

รวมทั้งสร้างความมั่นใจในการตรวจสอบการใช้กฎหมายในทุกขั้นตอน ทั้งนี้ เพื่อยืนยันว่าการใช้กฎหมายในฐานะการใช้ความรุนแรงรูปแบบหนึ่งนั้นมันสมเหตุสมผล และสมควรกับเหตุ

Advertisement

การใช้กฎหมายโดยตัวของมันเองไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องชอบธรรมโดยสมบูรณ์ นั่นคือเหตุผลที่มีสถาบันทางตุลาการและสถาบันการเมืองอื่นๆ คอยตรวจสอบกัน หรือรื้อคัดขึ้นมาพิจารณาใหม่ หรือรับข้อร้องเรียนในการใช้กฎหมาย ทั้งนี้เพราะส่วนหนึ่งสังคมเหล่านั้นเข้าใจว่ากฎหมายกับความรุนแรงนั้นไม่ใช่เรื่องตรงข้ามกัน

แต่กฎหมายเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่งเช่นกัน และเป็นความรุนแรงที่สามารถบังคับคนอื่นไม่ให้มีพฤติกรรมตามเจตจำนงของเขาเองได้ บางครั้งกฎหมายจึงไม่ได้ยุติความรุนแรง แต่ทำให้ความรุนแรงกลายรูปและดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ไม่นับความรู้สึกในอีกหลายครั้งของสังคม ที่ไม่ได้มีแค่ว่ากฎหมายนั้นออกมาเพื่อยุติความรุนแรง แล้วเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา แต่ในหลายกรณีเราโหยหาศาลเตี้ย เพราะเรารู้สึกว่าการที่กฎหมายห้ามเราใช้ความรุนแรงในบางเรื่องในการ ล้างแค้นŽ หรือ เอาคืนให้สาสมŽ นั้น ถือเป็นความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่ง และเอาเข้าจริงถ้าปล่อยให้มีความรุนแรงในลักษณะของการล้างแค้นหรือเอาคืน แทนที่จะถูกสกัดกั้นเอาไว้ด้วยกฎหมาย บางทีลักษณะของความอึดอัดบางอย่างอาจจะสิ้นสุดลง และความรุนแรงอาจจะยุติลงได้มากกว่าเสียอีก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างยอมรับกันว่าทำอะไรกันไม่ได้มาก

อารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้มักจะเป็นที่มาของเรื่องราวประเภทศาลเตี้ย การหลอกหลอนเอาคืนของผีในการเล่าเรื่องราวตามจินตนาการในหลายๆ ครั้ง หรือข้อถกเถียงอันไม่รู้จบว่าตกลง จริงไหมที่การพกปืนทำให้คนคิดว่าต้องแก้ปัญหาด้วยปืนหรือความรุนแรงมากขึ้น

ขณะที่บางคนมองว่า บางทีถ้าต่างฝ่ายต่างพกปืน หรือเชื่อว่าอีกฝ่ายก็มีปืน การตัดสินใจที่เกิดขึ้นก็จะขาดสติน้อยลง เพราะไม่หลงลืมว่าถ้าฉันมีปืนอีกฝ่ายก็มีปืนเช่นกัน

ในแง่นี้เราจึงควรระลึกไว้เสมอว่า เมื่อใดก็ตามที่มีการอ้างว่าการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการ บังคับใช้กฎหมายŽ สิ่งนั้นไม่ได้หมายความว่ามันถูกต้องโดยตัวของมันเอง สิ่งนั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งที่สิ้นสงสัย ตรงกันข้ามครับ เมื่อใดที่มีการอ้างการกระทำ บังคับที่ใช้กฎหมาย การกระทำเหล่านั้นยิ่งต้องถูกตรวจสอบ และมีกระบวนการที่โปร่งใส

ปัญหาของการใช้มาตรา 44 มันอยู่ตรงนี้แหละครับ มันอยู่ตรงที่เป็นการใช้กฎหมายในลักษณะที่ขัดกับหลักการการใช้กฎหมายเอง และทำลายหลักการปกครองด้วยกฎหมาย เพราะมันไม่เปิดโอกาสให้เกิดการตรวจสอบและระมัดระวังในการใช้อำนาจบังคับ ทั้งนี้ เพราะมันวางอยู่บนฐานของการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้อำนาจว่าไม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนทำไป เพราะกฎหมายจะคุ้มครองการใช้กฎหมายของเขา

การใช้มาตรา 44 จึงเป็นเรื่องของการใช้อำนาจด้วยข้อยกเว้น ทำให้คนที่ถูกใช้อำนาจ หรือถูกกระทำด้วยกฎหมายเหล่านั้นเปราะบาง และขาดที่พึ่งและขาดการปกป้องคุ้มกันด้วยกฎหมาย

การใช้มาตรา 44 มันเป็นการตอกย้ำความรุนแรงของกฎหมาย ไม่ใช่แค่เพราะกฎหมายเป็นเรื่องของการใช้อำนาจบังคับเท่านั้น แต่การใช้มาตรา 44 เป็นเรื่องอันตรายเพราะนอกจากจะเป็นเรื่องการสนับสนุนการใช้อำนาจบังคับในฐานะความรุนแรงอย่างหนึ่งของกฎหมายแล้ว มันยังเป็นเรื่องของการขับเน้นให้เห็นว่ากฎหมายนั้นมีมิติของความปรัมปรา เหนือจริง (mythical) เพราะมันขับเน้นว่า เมื่อมีการต้องบังคับกฎหมายแล้ว การบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องถูกต้องโดยตัวของมันเอง (law as mythical and fateful violence) เพื่อทำให้ กฎหมายต้องเป็นกฎหมายŽ

สิ่งนี้เป็นเรื่องที่มากกว่าเพราะกฎหมายเป็นความรุนแรง หรือมีลักษณะบังคับ แต่มันเป็นเรื่องของความงมงายจากศรัทธาที่เชื่อว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย เพราะกฎหมายมันศักดิ์สิทธิ์โดยตัวของมันเอง เพราะมันมีหน้าที่ ในการดำรงอยู่ เพื่อให้มันได้มีอำนาจเหนือคนอื่นๆ

มิติอันปรัมปราและเหนือจริงของกฎหมายในส่วนนี้นี่เองที่มันตอกย้ำและผลิตซ้ำตัวเอง (self-perpetuation) หรืออธิบายง่ายๆว่า กฎหมายไม่ได้มีปัญหาเพราะมันบังคับหรือใช้ความรุนแรง แต่เป็นเพราะว่ามันมีขึ้นเพื่อตอกย้ำว่ามันต้องมีไว้เพื่อตัวของมันเองไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นกฎหมายŽ (จึงไม่ต้องตั้งคำถามกับมัน)

ความรุนแรงในแง่ไม่ต้องตั้งคำถามกับมันนี่แหละครับ คืออันตรายของกฎหมาย ที่นักวิชาการทางกฎหมาย และนักปรัชญาหลายคนตั้งคำถามกันมานานแล้ว (ดู Christoph Menke. Law and ViolenceŽ/ Law and Literature. 22(1) 2010. และ Walter Benjamin. Critique of ViolenceŽ in Reflection. 1978.)

เรื่องสุดท้ายที่อยากกล่าวถึงไว้ในสัปดาห์นี้ก็คือเรื่องของสิ่งที่อยากจะเรียกว่า สังคมหลังความตายŽ ในบ้านในเมืองเรา ด้วยความรู้สึกว่า ในยุคหนึ่งเราเชื่อว่าสังคมนี้เมื่อมีความขัดแย้งกันแล้ว คงไม่เอากันถึงตาย หรือเคยเชื่อกันว่า เมื่อมีความตายหรือความสูญเสียบางอย่างเกิดขึ้น ผู้คนจะได้สติ หรือรู้สึกว่าไม่ควรจะต้องปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

การได้สติอาจจะไม่ได้หมายถึงเรื่องของความถูกต้องโดยสมบูรณ์ แต่เหมือนกับรับรู้กันว่าจะไม่เกินไปกว่า เส้นŽ นั้น มาถึงวันนี้ จากหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าเราได้ก้าวสู่สังคมหลังความตายไปแล้ว ความตายและความสูญเสียของฝ่ายไหนๆ ก็ตามไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องหยุดความรุนแรงและความขัดแย้งในสังคมลง

เมื่อเราไม่จะได้คิดถึงเรื่องความตายในแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่ท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นเรื่องของการตั้งคำถามว่า เราจะพิจารณาว่าคุณค่าของชีวิตของเราเอง ของคนอื่น ของสังคมรอบตัวเราได้จากอะไรบ้าง

เพราะชีวิตเหมือน (แม่ง) จะไม่มีคุณค่าในตัวของมันเองอีกต่อไป !!!!