นิเทศฯ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ผนึกมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ปั้นนักสื่อสารรุ่นใหม่ลดความรุนแรงต่อเด็ก
หลักสูตรภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก จัดโครงการอบรมผลิตสื่อรณรงค์ “นักสื่อสารลดความรุนแรงต่อเด็ก” เพื่อพัฒนานักศึกษาให้เป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์สื่อที่สร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการยุติความรุนแรงต่อเด็กและสังคม โดยได้รับเกียรติจาก น.ส.วาสนา เก้านพรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวเปิดงาน และ ผศ.ศิวนารถ หงษ์ประยูร คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ กล่าวปิดงาน ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังให้เยาวชน ตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงต่อเด็กที่เกิดขึ้นในหลากหลายรูปแบบ และร่วมกันสร้างสรรค์สื่อที่สามารถสื่อสารและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตลอดระยะเวลา 3 วันของการอบรม ในระหว่างวันที่ 27, 30 กันยายน และ 1 ตุลาคม 2567 นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ การบรรยายโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและครอบครัว นางสาวบุญนิสา บุญประสพ และ นางสาวนุชนาฏ สุขเกตุ สำหรับสาเหตุความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กในหลากหลายมิติ
รวมไปถึงผลกระทบและวิธีการรับมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรยายเชิงลึกเกี่ยวกับกฎหมาย โดยนางสาววาสนา เก้านพรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปให้นักศึกษาเรียนรู้กระบวนการผลิตสื่อและออกแบบแคมเปญ เพื่อนำเสนอผลงานสื่อที่น่าสนใจและเข้าถึงง่าย อีกทั้ง นักศึกษายังได้ผลิตสื่อเพื่อเผยแพร่ผลงานผ่านช่องทางออนไลน์สู่สาธารณะ และนำเสนอผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นของตนเองต่อเพื่อนร่วมชั้น โดยมีการวิเคราะห์และให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้น
น.ส.วาสนา เก้านพรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กในปัจจุบันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด และไม่ได้มีแค่การทำร้ายร่างกายทางกายภาพหรือความรุนแรงทางเพศอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงความรุนแรงทางอารมณ์ การละเลยเพิกเฉย และการบูลลี่ ฯลฯ โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย โดยตัวเลขสถิติแม้อาจจะยังไม่สะท้อนภาพทั้งหมด แต่ความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากอดีต เพราะความเชื่อที่ว่าการใช้ความรุนแรงเพื่ออบรมสั่งสอนลูกหลานเป็นเรื่องปกติ และยังคงฝังรากลึกในสังคมไทย
ขณะที่การลงโทษลูกด้วยการตี อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นร้ายแรงมาก เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรง มีแนวโน้มที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ความรุนแรง และยังส่งต่อพฤติกรรมไปยังรุ่นต่อไป การป้องกันปัญหาความรุนแรงตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเราต้องร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน และสร้างความตระหนักรู้ให้เข้าใจถึงผลกระทบของความรุนแรงและส่งเสริมวิธีการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม
“สื่อมีบทบาทสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและมูลนิธิโดยที่นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการผลิตสื่อรณรงค์ในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาสังคม แม้จะเป็นเรื่องที่ยากและใช้ทรัพยากรมหาศาล แต่การปรับป้องกันและการอบรมจะช่วยตัดวงจรความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเชื่อมั่นว่าหลายๆ คนอาจจะผ่านประสบการณ์ใช้ความรุนแรงและพ้นและก็ข้าม และเมื่อนักศึกษารู้ว่าความสำคัญของปัญหาความรุนแรง อันดับแรกเขาจะไม่ใช่ความรุนแรงกับใคร ต่อมาเขาจะป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกความรุนแรงนั้นคุกคาม”น.ส.วาสนา
ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ยังได้กล่าวถึงผลสำเร็จของโครงการอบรมการผลิตสื่อที่ผ่านมา 2 ปี ไม่เพียงผู้เข้าอบรมจะสร้างสรรค์ผลงานสื่อได้เป็นรูปธรรมแล้ว ยังสามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดโดยการเป็นโค้ชให้กับเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษาต่อยอดได้อีกด้วย ถือเป็นการขยายผลที่น่าภาคภูมิใจ และแสดงให้เห็นการดำเนินการนั้นมาถูกทาง โดยในปัจจุบันคนเริ่มตระหนักรู้และตื่นตัวประเด็นความรุนแรงกันมากขึ้น เพียงแต่ยังไม่มีเครื่องมือและองค์ความรู้ที่ถูกต้องและเหมาะสมเท่านั้น
“มีเคสคุณแม่คนหนึ่งขายขนมได้กำไร 5 บาท เพราะรักลูกก็ยังทำเพื่อหาเงินเลี้ยงลูก แต่เวลามีปัญหากับลูกตีไปก็น้ำตาไหลไป เพราะเขาไม่รู้วิธีเลี้ยงลูกแค่นั้นเอง ไม่เกี่ยวกับเรื่องความรวยจน ความรัก อ้อมกอด การฟังกันและกัน สำคัญที่สุด ฉะนั้นความร่วมมือจากสังคมและสื่อ โดยเฉพาะนักศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีศักยภาพ ถ้าฐานชีวิตเขาเริ่มต้นไม่ดี เปรียบเหมือนบ้าน เสาเข็มไม่ดี เวลาเติบโตขึ้นไปอาจจะประสบความสำเร็จได้แต่แบบมีปม เพราะฉะนั้นไม่ต้องสร้างปมให้เขาไม่ดีกว่าหรือ ทำให้เขาเติบโตมีฐานชีวิตที่ดี เหมือนต้นไม้ที่ดีที่เติบโตไปได้เรื่อยๆ”น.ส.วาสนากล่าว
ด้าน ดร.การดา ร่วมพุ่ม หัวหน้าหลักสูตรภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโอกาสอันดีที่นักศึกษาจะได้นำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาสังคมจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชา FD 368 ภาพยนตร์เพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน และวิชากฎหมายสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็ก การได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้จะช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทั้งทักษะการผลิตสื่อ การวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายและการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในยุคปัจจุบัน
นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นการปลูกฝังให้เห็นถึงความสำคัญของการรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างจิตสำนึกในการเป็นพลเมืองที่ดี ซึ่งการที่นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการสร้างสื่อรณรงค์เกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็ก จะช่วยให้พวกเขาตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลผลิตจากโครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนและวิชาไฟนอลโปรเจกต์ แต่ยังจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาได้สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ และสร้างผลงานที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างต่อไปในอนาคต
“คณะนิเทศศาสตร์เราไม่เพียงมุ่งเน้นพัฒนานักศึกษาให้เป็น Content Creator ที่สร้างสรรค์ เรายังพูดถึงการเป็น Beyond การสร้างสรรค์สิ่งที่เหนือกว่า ดังนั้นสิ่งที่นักศึกษาจะได้รับทั้งหมดในโครงการนี้ ไม่เพียงแค่ทักษะความสามารถและความคิดที่สร้างสรรค์รับผิดชอบตัวเองและสร้างรายได้ แต่ยังรวมถึงการรับผิดชอบต่อสังคม การไม่ทำลายสังคม หรือช่วยซัพพอร์ตสังคมได้อีกด้วย และที่สำคัญการอบรมเชิงปฏิบัติการมันจะติดตั้งวิธีคิดให้นักศึกษาในระยะยาว ไม่ว่านักศึกษาจะไปทำงานภาพยนตร์ หรืองานอื่นๆ ใดก็ตามก็จะคำนึงถึงเรื่องตรงนี้อัตโนมัติ” ดร.การดากล่าว

