หน้าแรก Uncategorized อูเบอร์ภิวัฒน...

อูเบอร์ภิวัฒน์ รัฐทีเร็กซ์ และสังคมที่พลเมืองเป็นใหญ่ / โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

14.03.17 | 13:15 น.

ไ ด้เคยเขียนถึงปรากฏการณ์ อูเบอร์ภิวัฒน์Ž (uberization) ไว้ในมติชนรายวัน เมื่อปีก่อน (22 มีนาคม 2559) มาถึงวันนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมายที่ควรจะกล่าวถึงเพิ่มเติม โดยเฉพาะปรากฏการณ์เรื่องของการเปิดบริการอูเบอร์นอกเขต กทม. แทบจะเวลาเดียวกันในสองเมืองใหญ่ ที่ทำให้เราต้องตั้งคำถามเรื่องราวของ อูเบอร์กับความเปลี่ยนแปลงของเมืองอย่างน่าสนใจ

ปรากฏการณ์แรกคือ การเปิดบริการที่ชลบุรี และพัทยา ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่แท็กซี่ไม่มีค่อยมี หรือที่มีก็ไม่ค่อยยอมเปิดมิเตอร์ ส่วนสองแถวก็มีลักษณะที่ราคาไม่แพงถ้าวิ่งเป็นสายของเขา แต่ถ้าเหมาก็แพงอยู่ ยิ่งเฉพาะในเวลากลางคืน

ปรากฏการณ์ที่สองในสัปดาห์เดียวกัน คือ การเปิดบริการที่เชียงใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่เกิดปัญหาใหญ่ขึ้น โดยการร้องเรียนและปฏิบัติการไล่ล่าอูเบอร์ของชมรมรถ (สองแถว) แดง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ขนส่ง ด้วยข้ออ้างใช้รถผิดประเภท และอาจจะสร้างปัญหาให้กับสังคม เพราะผู้ขับไม่ได้มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ

กล่าวง่ายๆ ก็คือ สองเมืองที่โหด (rough) พอกันในเรื่องธุรกิจและบริการขนส่งสาธารณะ เมืองหนึ่งนั้นอูเบอร์เข้าไปได้อย่างหน้าตาเฉย ขณะที่อีกเมืองนั้นเจอต้านจากรถแดงและเจ้าหน้าที่ขนส่งอย่างแข็งขัน (แต่ประชาชนเขาเชียร์และเอาด้วย) แต่รอบนี้อูเบอร์ตัดสินใจสู้ต่อไป (อย่าได้ถอย) ทั้งจ่ายให้กับคนที่ต้องโดนจับ และประกาศลดราคาให้กับผู้โดยสาร แถมเริ่มรณรงค์ขอให้บริการของตนถูกกฎหมาย

ไม่นับว่าตัวผู้ขับอูเบอร์เองนั้นก็รวมตัวกันในการมีเครือข่ายสังคม เช่นบริการไลน์ในการแจ้งเบาะแสว่าพวกเขาจะถูกล่อซื้อไหม และในระดับโลกนั้น อูเบอร์พัฒนาโปรแกรมที่เอาไว้ต่อกรกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ล่อซื้อบริการของพวกเขา ที่ทำให้ฝ่ายอูเบอร์สามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับได้อย่างมีนัยสำคัญ (แม้ว่าทางอูเบอร์จะออกมาแถลงว่าไม่ได้ใช้โปรแกรมนี้แล้วก็ตาม)

Advertisement

 

เรื่องใหญ่ที่เราต้องเผชิญกันอยู่ในตอนนี้ก็คือ เราจะมีท่าทีกับอูเบอร์อย่างไร? และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไปแล้ว เพราะลักษณะของบริการแบบอูเบอร์กำลังกระจายตัวไปในเรื่องอื่นๆมากขึ้นเรื่ือยๆ เช่นธุรกิจการสั่งอาหาร เช่น UberEat หรือธุรกิจอื่นๆ ที่กว้างขวางครอบคลุมอย่าง Line Man เป็นต้น

เราจะเรียกอูเบอร์ภิวัฒน์ว่ามันคืออะไร? ในทางบวก เราก็คงจะต้องเรียกอูเบอร์ภิวัฒน์ว่าเป็นธุรกิจหรือบริการที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อสร้างโอกาสในการแบ่งปันให้กัน เป็นธุรกิจหรือสังคมที่อยู่บนฐานเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (sharing economy)

กล่าวคือ ตัวอูเบอร์เองนั้น อ้างว่าตัวเองเป็นการสร้างระบบเดินทางร่วมกัน (ride-sharing) แถมพวกเขาท้าทายว่าพวกเขายินดีที่จะถูกรวมเข้ามาอยู่ในระบบด้วย (มีกฎหมายรองรับ) แต่ในเมื่อตอนนี้รัฐยังไม่ยอมรับเขาอยู่ในระบบ เขาก็พร้อมที่จะท้าทาย (disrupt) ระบบที่มีอยู่ โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภครู้สึกว่า พวกเขาคือทางออกและทางเลือกให้กับสังคม

ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อูเบอร์ภิวัฒน์ทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการคำนวณ การเดินทาง และการบริหารจากการแบ่งปันข้อมูลที่ไหลเวียนอยู่ในสังคมอย่างมหาศาลว่า ในช่วงเวลานี้ ผมมีรถแต่ไม่ได้ใช้ ผมยินดีขับออกมารับคุณไปด้วย หรือผมจะเดินทางไปทางนั้นพอดี

ฉันมีห้องที่ไม่ได้พัก ใครอยากมาเที่ยวเมืองนี้ฉันก็ยินดีที่จะแบ่งปันให้เช่า (รากฐานของ AirBnB) หรือฉันมีเวลาว่าง ฉันยินดีไปส่งของให้ ฉันยินดีไปซื้อกับข้าวให้ หรือไปจองตั๋วหนังให้ (รากฐานของ Line Man)

ด้วยระบบการคำนวณจากสมองกล-ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytic) ทำให้เราสามารถแบ่งปันข้อมูลชุดนี้ได้ และเกิดช่องว่างในการสร้างตลาดในการสร้างรายได้ใหม่ๆ โดยอูเบอร์ และธุรกิจทำนองเดียวกันนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนนายหน้าสมัยใหม่ ที่เชื่อมประสานความต้องการในเรื่องต่างๆ ให้กับผู้คนในสังคม

เราสามารถเรียกรถแท็กซี่ได้เร็วขึ้น ไม่ต้องเดินตากแดดมาเรียก หรือต้องโทรไปหาศูนย์แท็กซี่ในแบบโบราณ แต่เรียกจากระบบโทรศัพท์มือถือผ่านแอพพลิเคชั่นของเรา และทำให้รู้พิกัดของรถได้แม่นยำมากขึ้น  อีกทั้งระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่เช่นนี้ทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่บริษัทข้ามชาติอย่างอูเบอร์จะมีข้อมูลของผู้ขับและเส้นทางการเดินทางที่ละเอียดกว่าข้อมูลของแต่ละท้องถิ่น

ไม่นับว่าระบบการให้บริการของอูเบอร์นั้นยังทำให้เราสามารถที่จะให้คะแนน หรือประเมินความพึงพอใจต่อการให้บริการในแต่ละครั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราสามารถรู้ข้อมูลของผู้ขับ และสามารถร้องเรียนเมื่อมีปัญหาได้อย่างรวดเร็วกว่าการบริหารของรัฐ

ปฏิบัติการเช่นนี้ของอูเบอร์ทำให้เราเกิดความหวังว่าอูเบอร์คืออนาคตอันสดใสของบ้านเมือง นี่คือโลกของ big data โลกของบิ๊กดาต้านี้เองคือ ประชาธิปไตยแบบผู้บริโภคเป็นใหญ่Ž consumeržs democracy

เราสามารถคิดประเด็นในแง่บวกในการนำเอาอูเบอร์มาขับเคลื่อนเมืองได้อย่างมากมาย ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เช่นถ้ารถขยะทุกคันติดระบบ GPS เหมือนกับอูเบอร์ เราก็จะรู้ว่ารถขยะวิ่งอยู่ตรงไหนบ้าง จะมาหน้าบ้านเราเมื่อไหร่ รถพุ่มพวง หรือรถกับข้าวเคลื่อนที่ และรถอาหาร (Food Truck) ต่างๆ ก็อาจจะเคลื่อนที่ไปตรงจุดต่างๆ (เหมือนหาบเร่โบราณ และก๋วยเตี๋ยวเรือ) ซึ่งทำให้เราวางแผนในการได้รับบริการได้ดีขึ้น

เราสามารถแบ่งปันประสบการณ์อื่นๆ ได้อีก เช่น อาจจะนำระบบอูเบอร์ภิวัฒน์มาใส่ในระบบค้นหาบริการต่างๆ เช่นการเรียนสอนพิเศษ หรือบริการ สาธารณะอื่นๆ ได้อีกมากมาย ในแง่นี้ระบบการคำนวณผลด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่มีประโยชน์อย่างมากต่อเมือง เราควรเริ่มคิดจะ อูเบอร์ภิวัฒน์Ž เรื่องต่างๆมากขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่ง เราต้องตั้งคำถามด้วยว่า ด้านมืดหรือด้านที่เราต้องระมัดระวังของอูเบอร์ภิวัฒน์คืออะไร? สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ อูเบอร์นั้นจะพยายามอธิบายว่า ตนนั้นอยู่ในโลกของเทคโนโลยี เป็นมิตรกับผู้บริโภค และทำงานด้วยกลไกตลาด ดังนั้นจึงไม่ควรปิดกั้นอูเบอร์

การปิดกั้นอูเบอร์นั้นถือเป็นวิธีคิดที่ล้าหลัง เพราะสิ่งที่อูเบอร์ทำนั้นคือ permissionless innovation หรืออธิบายง่ายๆ ว่า คือนวัตกรรมที่ไม่ควรที่จะต้องถูกยับยั้ง เหมือนที่มีคนพยายามแชร์กันว่า อูเบอร์ภิวัฒน์นั้นเป็นการท้าทายและสร้างความปั่นป่วนต่อระบบที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะเมื่อระบบที่เป็นอยู่นั้นถูกมองว่าเป็นระบบที่ถูกผูกขาด และล้าหลัง

สิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจก็คือ เรายังจะต้องสร้างระบบควบคุมนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการขัดขืนต่อความเปลี่ยนแปลง เราไม่ควรใช้วาทกรรมแบบรัฐไดโนเสาร์ที่อ้างว่า กฎหมายคือกฎหมาย (และรัฐคือกฎหมาย) ในเมื่อกฎหมายนั้นบ่อยครั้งไม่เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลง และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

บ่อยครั้งเราเห็นรัฐไดโนเสาร์ใช้กฎหมายในการไล่ล่าประชาชน ไล่ล่าธุรกิจรายย่อย หรือแม้กระทั่งปิดกั้นโอกาสที่ประชาชนจะได้รับทางเลือกบริการที่ดี ดังที่ปีที่แล้วอูเบอร์ตัดสินใจถอยเรื่องของบริการมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และส่งผลให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างยังมีราคาแพงอยู่เช่นนี้ และคุณภาพบริการก็ไม่ได้ดีขึ้นหรือได้รับการปรับปรุงแต่อย่างใด

สิ่งที่เราต้องคิดในเรื่องอูเบอร์ภิวัฒน์คือ การควบคุมและกำกับดูแลอูเบอร์โดยระบบพลเมือง citizenžs control ไม่ใช่ปล่อยให้อูเบอร์ยึดกุมวาทกรรมการไม่ต้องมีการกำกับดูแลเพราะเป็นเรื่องของอธิปไตยของผู้บริโภค อย่าลืมว่าในบริการหนึ่งบริการนั้น มีทั้งผู้ต้องการรับบริการ (ผู้บริโภค) และผู้ให้บริการ (แรงงาน)

และเขาทั้งสองกลุ่ม ร่วมชีวิตŽ ในเมืองเดียวกัน แน่นอนว่าระบบการให้บริการขนส่งในวันนี้มันห่วยแตก เรียกรถก็ไม่รับ คนขับไม่สุภาพ ร้องเรียนก็ยาก

ระบบอูเบอร์ภิวัฒน์ทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการที่คนที่มีรถ มีห้อง มีบ้าน มีเวลา สามารถใช้สิ่งที่เขามีอยู่ได้คุ้มค่าขึ้น โดยการเอาส่วนเกินมาแบ่งปันกัน ทำให้คนชั้นกลางนั้นมีโอกาสเข้ามาสู่ตลาดได้มากขึ้น และบางครั้งก็อาจจะมีต้นทุนที่ถูกกว่าคนจนด้วยซ้ำ

เช่น เขาไม่ต้องเช่าแท็กซี่มาขับ หรือราคาแท็กซี่ต่อคันนั้นพร้อมกับต้นทุนต่างๆ แล้วรวมกันแพงกว่ารถราคาประหยัดที่เข้าเกณฑ์ของอูเบอร์ ไม่นับ ต้นทุนŽ หรือ ค่าเช่าŽ ประเภทที่ต้องจ่ายเบี้ยรายทางให้กับเจ้าหน้าที่รัฐบางคน หรือมาเฟียในท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งคำถามง่ายๆ ว่า ค่าเสื้อวินและระบบบริหารจัดการเสื้อวินของปากซอยแต่ละซอยนั้น คนในซอยนั้นเขามีโอกาสได้ตรวจสอบและกำกับดูแลเองไหม? เงินทองจากการได้กำไรเหล่านั้นไปตกอยู่กับใคร?

ระบบที่มีช่องโหว่เช่นนี้ทำให้อูเบอร์เติบโต เพราะผู้บริโภคก็ต้องการแสวงหาทางออกที่ดีขึ้น ได้บริการที่คุ้มค่ามากขึ้น ตัดระบบตัวกลางแบบเดิม เมื่อตัวกลางแบบเดิมทำตัวไร้ประสิทธิภาพ และบ่อยครั้งขวางคลอง หรือไล่ล่าคนหาเช้ากินค่ำ จนทำให้เห็นว่าการอ้างกฎหมายนั้นบ่อยครั้งมีไว้เพื่อ ปกป้องระบบŽ มากกว่า ปกป้องผู้บริโภคŽ

พูดง่ายๆ ว่า ถ้าระบบเดิมมันดีอยู่แล้วอูเบอร์มันเกิดไม่ได้หรอกครับ ใครจะไปอยากใช้

แต่ในอีกทางคนที่ให้บริการอูเบอร์เหล่านี้ก็เป็นแรงงานที่รองรับอารมณ์ของผู้คนเช่นเดียวกัน (emotional laborer) บางครั้งเราก็ต้องคิดว่า จะมีระบบอะไรที่ทำให้เกิดการเคารพซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันให้ดีขึ้น เคารพกัน และรู้สึกแบ่งปันกัน รู้สึกเป็นชุมชนเดียวกันเหมือนที่บางส่วนอูเบอร์ทำให้เกิดขึ้นได้

คนขับอูเบอร์ก็เครียดลึก เพราะเขาต้องทำงานในแบบที่เราเองก็ปฏิเสธผู้โดยสารไม่ได้ เขาไม่รับงานที่เรียกขึ้นมาบ่อยๆ ไม่ได้ เขาอาจจะโดนรายงานและมีผลต่อการกีดกันเขาออกจากระบบ

ในมุมที่โหดร้าย อูเบอร์ คือ การดิจิทัลภิวัฒน์ของระบบขูดรีดที่ลงรายละเอียดมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะเป็นการขูดรีดเวลาตามตัวแบบคลาสสิกของมาร์ก (dititalization of exploitation) ที่เล่นกันละเอียดระดับวินาที ด้วยระบบการคำนวณด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่ทำให้เป็นไปได้ที่จะขึ้นราคาค่าโดยสารเมื่อมีคนต้องการมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นไปตามอัตราค่าโดยสารที่มีการกำหนดเอาไว้ในพื้นที่ได้เช่นกัน และในระบบนี้ไม่มีใครเคาะราคา แต่เครื่องจักรที่ทำงานอยู่เบื้องหลังมันทำการคำนวณเอาไว้ และเจ้าของอูเบอร์ฟันส่วนต่างๆ ไปเหนาะๆ (บางเมืองพยายามสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่แบบสหกรณ์มาแทน ไม่ให้มีตัวกลางแบบอูเบอร์ ก็ยังไม่ได้เฟื่องฟูมากนัก)

ทำให้คนขับและคนนั่งเดือดร้อนทั้งคู่ก็เป็นได้เช่นกัน คนขับก็ต้องขับเยอะขึ้นตามแรงจูงใจที่คำนวณจากสมองกล ผู้นั่งก็ต้องรับสภาพการขึ้นราคาจากสมองกลขนาดใหญ่ที่เอากำไรเป็นที่ตั้ง ไม่มีที่ยืนให้สหภาพของคนที่ใช้แรงงานแต่อย่างใด มีไม่เยอะหรอกครับที่ขับอูเบอร์เล่นๆ ในระบบเศรษฐกิจที่หากินได้ฝืดเคืองเช่นนี้ ทุกคนก็พยายามหาเงินกันทั้งน้ัน

ดังนั้นระบบที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันเป็นระบบที่สร้างแรงตึงเครียดของคนหาเช้ากินค่ำทั้งสองกลุ่ม ของแท็กซี่-รถแดงแบบเดิมที่หากินฝืดเคือง และคนขับอูเบอร์ที่ก็ต้องการหารายได้ใหม่ๆ

เรื่องสำคัญไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะคิดแค่ว่าถ้าเป็นรัฐเราจะทำเรื่องนี้อย่างไร แต่เราต้องคิดก่อนว่าถ้าเราจะเป็น พลเมืองŽ ที่ร่วมชีวิตกันในเมือง ที่มีทั้งผู้บริโภค และผู้ให้บริการ เราจะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายมีโอกาสที่ดี มีงานทำ มีบริการที่ดี มีคุณค่าของการมีสังคมที่แบ่งปันกัน และมีสวัสดิการของอาชีพที่ดี ไม่ใช่ขับรถตามระบบสมองกลไปวันๆ หรือคิดว่าเราเป็นรัฐแล้วหวังดีกับคนอื่นโดยคิดแทนคนอื่นไปทุกๆ เรื่อง

นี่คือคำถามที่พลเมืองต้องตอบร่วมกัน นี่คือคำถามที่ท้องถิ่นต้องร่วมกันคิด ไม่ใช่ให้รัฐทหารคิดแทน

ไม่ใช่ต่อรองหลังฉากกับรัฐทหาร

ไม่ใช่แค่ต่อรองเกี้ยเซี้ยกันเองระหว่างอูเบอร์กับแท็กซี่ หรือรถแดงเดิม แล้วสุดท้ายผู้บริโภคก็เดือดร้อนเหมือนเดิม เพราะอย่าลืมว่าแท็กซี่ก็อยากจะลดมาตรฐานบางประการลง เช่น ซีซีรถ แต่ถ้าเราเคยผ่านระบบแท็กซี่สมัยก่อนมาแล้วเราก็ต้องระวังไม่ให้เกิดการฮั้วกันของแท็กซี่กับอูเบอร์โดยที่ประชาชนกลับไปเดือดร้อนหรือได้บริการที่แย่ลง แต่ต้องเป็นบริการที่เคารพทั้งสิทธิและศักดิ์ศรีของทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการในฐานะอยู่ในชุมชนเดียวกัน

เริ่มรื้อระบบกันเลยครับวันนี้ วิเคราะห์ต้นทุนก่อนว่าพี่วินมอเตอร์ไซค์จ่ายให้ใคร แท็กซี่มีค่าใช้จ่ายวันละเท่าไหร่ เขาอยู่ได้ไหม อูเบอร์จริงๆ แล้วได้รับค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำไหม มีสวัสดิการอะไร ถ้าจะเก็บภาษีต่างๆ เงินภาษีจะเอาไปทำอะไรที่เกิดประโยชน์กับสังคมในภาพรวม ไม่ใช่อ้างแต่ว่ากฎหมายและรัฐต้องมีไว้ควบคุมคนอื่นตลอดเวลา ระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็สร้างความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพได้ไม่แพ้กัน คำถามอยู่ที่ว่าเมืองและพลเมืองนั้นเป็นใหญ่ไหม ไม่ใช่รัฐหรือเอกชนเป็นใหญ่ในการใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น

ช่วยกันถามว่าแต่ละท้องถิ่นจะมีโอกาสนำเอาข้อมูลของอูเบอร์มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอะไรได้เพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันระบบอะไรที่จะสร้างความพึงพอใจ ความปลอดภัย และสวัสดิการให้กับ พลเมืองŽ ทุกๆ ฝ่ายได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

นี่คือตัวอย่างของการคิดและอยู่ให้เท่าทันอูเบอร์ นั่นคือ การสร้างรัฐประชาธิปไตยแบบพลเมือง ให้พลเมืองเป็นใหญ่ ไม่ใช่รัฐตลาดเสรีนิยมเท่านั้น หรือประชาธิปไตยแบบผู้บริโภค จนลืมผู้ให้บริการและลืมภาพรวมของเมือง เพราะมัวแต่ห่วงตลาดกับรัฐจนลืมห่วงความเป็นตัวเราที่ร่วมชีวิตกันในเมืองเมืองนึงครับ