หน้าแรก Uncategorized ‘สสว.’ เดินหน...

‘สสว.’ เดินหน้าปั้น Smart SME ต้นแบบ ผลักดันประเทศสู่ ‘เส้นทางสาย SME 4.0’

31.03.17 | 15:00 น.

ภายหลัง SME Revolution: เส้นทางสายโอกาสเอสเอ็มอี 4.0 มหกรรมนำเสนอผลงานของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ครั้งสำคัญที่สุดไทยออกสู่สังคม วงกว้าง ระหว่างวันที่ 10-12 มีนาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ดังที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ว่า “การส่งเสริมพัฒนา เอสเอ็มอี เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ซึ่ง โครงการ SME Revolution ที่เกิดขึ้นถือเป็นตัวอย่างสำคัญในการนำนโยบายดังกล่าวมาใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน และมีมาตรการต่างๆ ที่สามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ การจัดแสดงผลงานจากเอสเอ็มอีต้นแบบยังก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าชมงานเห็นความสำคัญในการนำนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาธุกิจเอสเอ็มอีอันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ”

เบื้องหลังความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการที่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. มีบทบาทเป็นฟันเฟืองสำคัญในการ เร่งผลักดันเอสเอ็มอีจนผลิดอกออกผลให้เห็นเด่นชัด ผ่าน 2 โครงการน่าจับตามองของปีอย่าง Smart Farmer บ่มเพาะผู้ประกอบการภาคการเกษตรกว่า 5,000 ราย ให้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้วิจัยพัฒนาการเกษตร เพื่อลดต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า ขยายช่องทางจำหน่ายสู่ตลาดออนไลน์ รวมไปถึงการจัดระบบบริหารงานและทำแผนธุรกิจเพื่อสนับสนุนเงินทุนให้แก่เกษตรกรที่ต้องการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตจากแบบดั้งเดิมไปสู่การผลิตแบบเกษตรรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

อีกหนึ่งโครงการพลิกฟื้นเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหา สภาพคล่องทางการเงิน ภายใต้กองทุนฟื้นฟูกิจการ จำนวน 2,000 ล้านบาท ซึ่งปลอดดอกเบี้ยและเงินต้นสูงสุด 3 ปี ได้สร้างน้ำหล่อเลี้ยงแก่เอสเอ็มอีที่ได้รับ ผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจ หรือผลกระทบจากภัยธรรมชาติต่างๆ ให้กลับมาขับเคลื่อนธุรกิจของตนได้อีกครั้ง ขณะเดียวกัน นอกจากการสนับสนุนด้วยเม็ดเงินแล้ว โครงการนี้ยังพาผู้กู้กองทุนเข้าสู่เครือข่าย เอสเอ็มอี ที่เกิดจากการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยให้ทั้งความรู้ การสนับสนุน และโอกาสทางธุรกิจมากมาย นำไปสู่การต่อยอดธุรกิจเอสเอ็มอีให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ได้รับทุนดังกล่าวแล้วกว่า 285 ราย

Advertisement

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวถึง 2 โครงการหลักที่ สสว. ใช้เป็นแนวทางการสนับสนุน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีว่าสำหรับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาที่มียอดขายลดต่ำลงมาก ซึ่งอาจจะ เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ หรือสินค้าและบริการ ไม่เป็นที่ถูกใจของตลาด รวมไปถึงภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น น้ำท่วมภาคใต้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา จนทำให้บางธุรกิจเอสเอ็มอีต้องหยุดชะงักไป รัฐบาลได้ มอบหมายให้ สสว. เป็นเจ้าภาพหลักในการช่วยเหลือ ผู้ประสบปัญหาเหล่านี้ โดยการตั้งกองทุนเงินกู้ระยะยาว 10 ปี แก่ผู้ประกอบการรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยและในช่วง 3 ปีแรกไม่จำเป็นต้องชำระเงินต้น เพราะต้องการให้เจ้าของธุรกิจนำไปฟื้นฟูกิจการก่อน เมื่อยืนด้วยลำแข้งตนเองได้แล้ว จึงนำมาผ่อนชำระในภายหลัง

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือ ตามโครงการนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 1. ธุรกิจที่ ค้างชำระกับธนาคารเจ้าหนี้จนเป็น NPLs แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก สสว. เข้าไปทำการศึกษาและเก็บข้อมูลพบว่า กิจการยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ หรืออยู่ในวิสัยที่จะฟื้นฟูกิจการได้ 2. เคยเป็น NPLs แต่ได้รับการปรับโครงสร้าง หนี้แล้ว 3. ยังไม่เป็น NPLs แต่ได้มีการปรับสัญญาชำระหนี้ 4. มีสถานะที่ยังไม่เป็น NPLs แต่ชำระหนี้ไม่สม่ำเสมอ เพราะประสบภาวะสภาพคล่องตึงตัว และ 5. เป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ 9) และศาลได้รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว

ส่วนขั้นตอนการขอกู้ทำได้โดยติดต่อ Rescue Center ที่อยู่ในสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัด หรือธนาคารของรัฐไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวมไปถึง กรมบังคับคดี โดยจะมีหน่วยให้บริการที่มีรูปแบบเป็น One Stop Service กว่า 3,000 แห่ง คอยให้บริการแก่ผู้ที่สนใจ

ส่วนอีกหนึ่งโครงการอย่าง Smart Farmers Go Marketable SMEs เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2560 นี้ จากแนวคิดของ สสว. ที่ต้องการบ่มเพาะผู้ประกอบการใหม่เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Start Up) ที่เรียกว่า Smart Farmer จำนวน 5,000 ราย โดย สสว. เข้ามาให้ความรู้ทางด้านการบริหารธุรกิจและเงินลงทุน โครงการนี้ดำเนินการโดยอาศัยความร่วมมือกันระหว่างหลายหน่วยงาน เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรที่มีความใกล้ชิดกับเกษตรกรท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยภาคีทั้ง 6 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีบทบาทในการเป็นผู้ค้นหาผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการ เป้าหมายหลักคือการสร้างเกษตรกรต้นแบบให้เป็นผู้นำตลาดการเกษตรยุคดิจิทัล เพื่อแปรรูปสินค้าเกษตรและขยายการค้าเข้าสู่ตลาด E-commerce ที่จะมีการเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต

   

     นายพีรดนย์ ไชยมี เจ้าของกิจการฟาร์มผักไฮโดร โปนิกส์ปลอดสารพิษที่ใช้เทคโนโลยี Smart Think แอปพลิเคชั่นปลูกผักอัจฉริยะที่สามารถวัดค่าของดิน ปุ๋ย และอุณหภูมิ เพื่อกำหนดการรดน้ำใส่ปุ๋ยอย่างเหมาะสมแบบอัตโนมัติผ่านโทรศัพท์มือถือ หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ Smart Farmer กล่าวว่า หลังจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัย ตนก็ได้มีแนวคิดที่จะต่อยอดการทำเกษตรกรรมของครอบครัว จึงได้คิดค้นนวัตกรรม Smart Think และนำแนวคิดนี้ไปปรึกษาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ท่านได้แนะนำให้เข้าร่วมโครงการ Smart Farmer ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเข้าร่วมเป็นภาคี จากการนำองค์ความรู้ด้านไอทีที่เกิดจากสถานศึกษา มาผสานเข้ากับเงินทุนจากโครงการ และองค์ความรู้ด้านการประกอบธุรกิจ ทำให้ปัจจุบันตนเองสามารถปลูกผักดูแลยากได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ฟิลเลย์ มินิคอส เรดคอส ฯลฯ ซึ่งผักเหล่านี้กำลัง เป็นที่ต้องการของตลาด ด้วยเหตุนี้ แม้เป็นเพียง ปีแรกในการเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ ผมก็สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือนให้แก่ครอบครัว

ด้าน รศ.เพทาย พงษ์เพียจันทร์ Smart Farmer ผู้คิดค้นนวัตกรรม น้ำเชื้อแช่แข็งคัดเพศในการผสมเทียมโคนมและโคเนื้อเพื่อเพิ่มจำนวนลูกโคเพศเมีย ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากงาน Seoul International Invention Fair 2016 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลีใต้ กล่าวว่า การคัดเพศโคนมให้ได้เพศเมียในตามธรรมชาติประมาณร้อยละ 50 ให้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70 จะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่างมหาศาล เนื่องจากโคนมเพศเมีย 1 ตัว จะมีมูลค่าสูงและสร้างรายได้ที่มากกว่าโคเพศผู้อย่างมาก แม้นวัตกรรมนี้ให้ผลสำเร็จที่น้อยกว่านวัตกรรมจากต่างประเทศที่มีอัตราสำเร็จร้อยละ 90 แต่ก็มีจุดเด่นอยู่ที่การลงทุนที่ถูกกว่าประมาณ 4-5 เท่า ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ง่าย

“การเข้าร่วมโครงการมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดผลงานนี้อย่างมากในแง่การสร้างสรรค์ผลงานออกมาในแง่ของผลิตภัณฑ์ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมเป็น นักวิทยาศาสตร์ที่ขาดความรู้ทางด้านการจัดการธุรกิจ เมื่อเข้าร่วมโครงการ สสว. ได้เข้ามาช่วยในการฝึกอบรมความรู้ทางการตลาด รวมทั้งสนับสนุนให้ผลงานนี้เข้าสู่การประกวดนวัตกรรมที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นขั้นตอน สำคัญในการสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในระดับสากล” รศ.เพทาย กล่าว

เพียงไตรมาสแรกของปี โครงการใหญ่เสริมความแกร่งแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในวงกว้างก็พัฒนารุดหน้าเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมอย่างน่าชื่นชม จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า จากนี้ไปจะมีโครงการอะไรออกมากระตุ้นเอสเอ็มอีสู่เส้นทาง 4.0 อีก งานนี้ผู้ประกอบการไทยคงต้องจับตามองให้ดี