ณพลเดช ชูเมืองมรดกโลก ซาฟรานโบลู ตุรกี แนะรบ.ผลักดัน แหล่งมรดกโลกเพิ่ม บูมเที่ยว
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่เมืองชาฟรานโบลู ประเทศตุรกี ดร.ณพลเดช มณีลังกา ว่าที่ สว. จังหวัดเชียงราย กลุ่ม16 กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า มนต์เสน่ห์แห่งชาฟรานโบลู รอยอดีตอันรุ่งโรจน์บนเส้นทางสายไหม
วันนี้ผมได้มาที่เมืองนี้ดุจดั่งมนต์สะกดแห่งกาลเวลา ทันทีที่ย่างก้าวแรกของผมสัมผัสลงบนผืนแผ่นดินของเมืองชาฟรานโบลู (Safranbolu) ความรู้สึกราวกับได้เดินทางข้ามมิติย้อนกลับไปสู่อาณาจักรออตโตมันอันเกรียงไกรในยุครุ่งโรจน์ เมืองมรดกโลกแห่งนี้ ซึ่งได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในปี ค.ศ. 1994 ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่เก็บรักษากลิ่นอายของอดีตไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จิตวิญญาณแห่งความรุ่งเรืองในวันวานยังคงสถิตอยู่ในทุกอณูของสถาปัตยกรรมอันงดงาม และวิถีชีวิตของผู้คนที่เรียบง่าย หากเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล
ชาฟรานโบลู (Safranbolu) ไม่ได้เป็นเพียงแค่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีบ้านเรือนในแบบออตโตมัน (Ottoman) โดยแท้จริงเท่านั้น แต่ยังเป็นขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันล้ำค่า โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม (Architectural Structures) กว่าหนึ่งพันหลังที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ราวกับหยุดกาลเวลาไว้ เป็นประจักษ์พยานถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิออตโตมันในยุคสมัยที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด บ้านเรือนไม้เก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านเรียงรายไปตามตรอกซอกซอยที่คดเคี้ยว สุเหร่า (Mosque) ที่สง่างามด้วยสถาปัตยกรรมอันวิจิตรบรรจง โรงพยาบาล (Hospital) เก่าแก่ที่เคยให้บริการผู้คนในอดีต หอนาฬิกา (Clock Tower) ที่บอกเล่าเรื่องราวของกาลเวลาที่ผันผ่าน และป้อมตำรวจ (Police Station) ที่ได้รับการยกย่องว่างดงามติดอันดับโลก ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งชาฟรานโบลูที่ยากจะหาเมืองใดเสมอเหมือน
ณ ใจกลางเส้นทางสายไหม (Silk Road) อันเลื่องชื่อ ชาฟรานโบลูเคยเป็นจุดบรรจบของอารยธรรมอันหลากหลาย ทั้งจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) อันเกรียงไกร อาณาจักรไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) ที่รุ่งเรือง อาณาจักรเซลจุก (Seljuk Empire) ที่ยิ่งใหญ่ และอาณาจักรออตโตมัน (Ottoman Empire) อันเกรียงไกร แต่ละยุคสมัยได้ฝากฝังร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรืองไว้บนผืนแผ่นดินแห่งนี้ ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เรียนรู้ และตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานครับ
ดร.ณพลเดช ระบุว่า นาม “ชาฟรานโบลู” (Safranbolu) มีที่มาจาก “หญ้าฝรั่น” (Saffron) พืชสมุนไพรล้ำค่าที่เป็นดั่งทองคำแห่งผืนดิน สินค้าส่งออก ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ หญ้าฝรั่นถูกนำมาใช้เป็นทั้งสีผสมอาหารและเครื่องดื่ม มอบสีสันและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับอาหารและขนมหวานนานาชนิด กลิ่นหอมเฉพาะตัวของหญ้าฝรั่นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการปรุงอาหารของตุรกี ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และยังคงเป็นที่ต้องการในหมู่ผู้คนทั่วโลก
การที่ผมได้มาเมืองชาฟรานโบลู เปรียบเสมือนการย้อนเวลากลับไปสู่อดีตอันรุ่งโรจน์ ถนนที่ปูด้วยก้อนหิน (Cobblestone Streets) ขรุขระ ไม่ได้เรียบเนียนเสมอกัน หากแต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ในความไม่สมบูรณ์แบบ ก้อนหินแต่ละก้อนดูราวกับจะถูกวางด้วยมือของช่างฝีมือในอดีตอย่างประณีตบรรจง แม้จะไม่เรียบเสมอกัน แต่ก็สะท้อนถึงความตั้งใจ ความใส่ใจในรายละเอียด และความเคารพในวัสดุธรรมชาติ เสียงฝีเท้าที่กระทบกับพื้นหิน เสียงรถม้า ที่วิ่งผ่านไปมา เสียงผู้คนที่พูดคุยกันในตลาด ล้วนเป็นเสียงแห่งชีวิตที่ขับขานบทเพลงแห่งกาลเวลา ทำให้เมืองนี้มีชีวิตชีวาและน่าหลงใหล
อากาศในชาฟรานโบลูบริสุทธิ์สดชื่น (Fresh Air) จนสามารถสัมผัสได้ถึงความสะอาดไร้สิ่งเจือปน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากหิมะโปรยปราย ความเย็นของอากาศที่สัมผัสกับผิวหนังและแทรกซึมเข้าสู่ปอดครับ ทำให้รู้สึกถึงพลังแห่งธรรมชาติ (Power of Nature) ที่โอบล้อมเมืองนี้ไว้ ท้องฟ้าสีครามสดใสตัดกับขุนเขาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เป็นภาพที่งดงามราวกับภาพวาด ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างขึ้น สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนอย่างไม่รู้ลืม
เมื่อผมเดินลึกเข้าไปในหมู่บ้าน สิ่งแรกที่สะดุดตาคือป้าย “ฮัมมัม” (Hammam) ซึ่งแปลว่า “โรงอาบน้ำ” ในภาษาตุรกี ฮัมมัมแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสถานที่อาบน้ำธรรมดา แต่เป็นสถานที่ที่ให้บริการอาบน้ำอุ่น อบไอน้ำ และนวดผ่อนคลายตามแบบฉบับของชาวออตโตมัน (Ottoman Tradition) ในอดีต ฮัมมัมเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของกองคาราวาน (Caravan) ที่เดินทางบนเส้นทางสายไหม และยังคงเปิดให้บริการจนถึงปัจจุบัน เป็นการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ กองคาราวานเหล่านี้มักจะแวะพักที่ฮัมมัมเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวไกล และเพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้พร้อมสำหรับการเดินทางต่อไป
จากที่ผมสังเกตบ้านเรือน (Houses) ในชาฟรานโบลูส่วนใหญ่สร้างด้วยหินในชั้นล่าง และไม้ในชั้นบน บางหลังมีถึงสามชั้น สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาและความเชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม ของชาวออตโตมันในอดีต บ้านบางหลังได้รับการปรับปรุงให้เป็นโรงแรมที่พัก สำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองเก่าอย่างใกล้ชิด ได้ดื่มด่ำกับมนต์เสน่ห์แห่งอดีตอย่างเต็มอิ่ม และได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวออตโตมัน
ผมมีโอกาสได้พักค้างคืนที่โรงแรม (Hotel) ซึ่งเคยเป็นบ้านเก่าของชาวออตโตมัน บรรยากาศภายในโรงแรมเต็มไปด้วยความขลังและมนต์เสน่ห์ของอดีต พื้นห้องปูด้วยพรมสีสันสดใส ผนังไม้และเฟอร์นิเจอร์โบราณ (Antique Furniture) สร้างความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง หน้าประตูห้องพักมีป้ายเขียนว่า “กรุณาถอดรองเท้า” ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวตุรกีในการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบ้าน เป็นการแสดงความเคารพต่อสถานที่และเจ้าของบ้าน
ผมเห็นประตูห้องพัก ไม่มีระบบคีย์การ์ด ที่ทันสมัย แต่ใช้กุญแจไขแบบโบราณ (Traditional Key) กลอนประตู เป็นกลไกที่ชาญฉลาดและซับซ้อน เมื่อปิดประตู กลอนจะล็อกโดยอัตโนมัติ ทำให้รู้สึกถึงความปลอดภัยและความใส่ใจในรายละเอียดของช่างในอดีต เป็นภูมิปัญญา (Wisdom) ที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ หากลองจินตนาการถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุคนั้น การสร้างกลไกที่ซับซ้อนเช่นนี้ได้ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง และหากเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีด้านยุทโธปกรณ์ (Military Technology) ในสมัยนั้น ก็คงจะมีความก้าวหน้าไม่แพ้กัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมันสมองอันลึกล้ำและภูมิปัญญาอันเฉียบแหลมของปัญญาชน ในอดีตของอาณาจักรออตโตมัน
นอกจากที่ผมเห็นความงดงามของสถาปัตยกรรมแล้ว ชาฟรานโบลูยังมีเครื่องรางของขลังที่เป็นเอกลักษณ์ นั่นคือ “ดวงตาปีศาจ” (Nazar) ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยปกป้องผู้สวมใส่จากสิ่งชั่วร้ายและนำโชคลาภมาให้ แม้ว่าชาวมุสลิมส่วนใหญ่จะไม่นิยมเครื่องรางของขลัง แต่ดวงตาปีศาจกลับเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในตุรกี เป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
ผมเดินชมร้านค้าในชาฟรานโบลูเต็มไปด้วยสินค้าหัตถกรรมและของที่ระลึกมากมาย หนึ่งในสินค้าที่ดึงดูดความสนใจของผมคือเครื่องประดับที่ทำจากหิน “Zultanite” ซึ่งเป็นอัญมณีที่มีเฉพาะในตุรกี หิน Zultanite มีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถเปลี่ยนสีได้ตามสภาพแสง ทำให้เครื่องประดับที่ทำจากหินชนิดนี้มีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ ผมเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องประดับแห่งหนึ่งและพบกับแหวนวงหนึ่งที่ประดับด้วยหิน Zultanite ขนาดใหญ่ หลังจากต่อรองราคาเล็กน้อย ผมก็ตัดสินใจซื้อแหวนวงนั้นมาเป็นของที่ระลึก การซื้อขายในครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบง่ายและเป็นกันเอง สร้างความประทับใจให้กับผมอย่างมาก
ชาฟรานโบลูไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่งดงามและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นสถานที่ที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเชื่อมโยงของอารยธรรมต่าง ๆ ที่หลอมรวมกันอย่างลงตัว การเดินทางมาที่นี่ไม่เพียงแต่ทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับอดีตอันรุ่งเรืองของตุรกี แต่ยังทำให้ผมได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของชีวิตที่เรียบง่ายและความงดงามของวัฒนธรรมที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ชาฟรานโบลูจึงเป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่จะอยู่ในความทรงจำของผมอย่างไรก็ตาม ผมอยากจะให้เมืองไทยมีเมืองมรดกโลกให้มากกว่านี้ หากตูตัวอย่างของตุรกี ที่สร้างความสำเร็จของประเทศตุรกีในการผลักดันสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (World Heritage Sites) จากองค์การยูเนสโก (UNESCO) นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นและความทุ่มเทของรัฐบาลตุรกีในการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ (National Cultural Heritage) อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตุรกีตระหนักดีว่ามรดกโลกเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว (Tourist Attraction) จากทั่วทุกมุมโลก สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับประเทศอย่างมหาศาลครับ
ปัจจุบัน ตุรกีมีมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกมากถึง 21 แห่ง ครอบคลุมทั้งแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage Sites) และแหล่งมรดกทางธรรมชาติ (Natural Heritage Sites) ตัวอย่างเช่น
1.อิสตันบูล (Istanbul) เมืองหลวงเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงามจากหลากหลายยุคสมัย ทั้งโรมัน ไบแซนไทน์ และออตโตมัน
2.เอเฟซัส (Ephesus) เมืองโบราณยุคกรีก-โรมัน ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมในอดีต
3.คัปปาโดเกีย (Cappadocia) ภูมิประเทศที่แปลกตาด้วยหินรูปทรงประหลาด และเมืองใต้ดินที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดิน
4.ปามุคคาเล (Pamukkale) “ปราสาทปุยฝ้าย” ธารน้ำแร่หินปูนสีขาวที่สวยงามราวกับดินแดนในเทพนิยาย
5.ชาฟรานโบลู (Safranbolu) เมืองที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม แสดงให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตแบบออตโตมันดั้งเดิม

ความสำเร็จของตุรกีเป็นแรงบันดาลใจและกรณีศึกษา (Case Study) ที่ดีสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพในการผลักดันสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นกัน หากรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมอย่างจริงจัง และดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของยูเนสโกอย่างเคร่งครัด ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ประเทศไทยจะมีมรดกโลกเพิ่มขึ้นในอนาคต
ประเทศไทยมีสถานที่หลายแห่งที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นมรดกโลก เช่น
1.เชียงแสน (Chiang Saen) เมืองโบราณที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนา
2.นครศรีธรรมราช (Nakhon Si Thammarat) เมืองศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
3. เชียงใหม่ (Chiang Mai) เมืองหลวงเก่าของอาณาจักรล้านนา ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
4.อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (Phra Nakhon Si Ayutthaya Historical Park) อดีตราชธานีของไทยที่ยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง
5.อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย (Sukhothai Historical Park) ราชธานีแห่งแรกของไทย ที่มีสถาปัตยกรรมและศิลปะอันงดงาม
การมีมรดกโลกเพิ่มขึ้นไม่เพียงแต่จะเป็นการประกาศศักดาและสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในชาติเท่านั้น แต่ยังเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” (Soft Power) ที่ทรงพลังในการส่งเสริมการท่องเที่ยว (Tourism Promotion) ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือนประเทศไทยครับ

