หน้าแรก Uncategorized รองปลัด ยธ.เข...

รองปลัด ยธ.เข้าเคลียร์เหตุเอกชนทำรั้วกั้นทางลงหาดแหลมสิงห์ ไล่ผู้ค้า-ชาวบ้านออกจากพื้นที่

23.03.17 | 18:15 น.
วันที่ 23 มีนาคม 2560 เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ที่ทางลงชายหาดแหลมสิง หมู่ 3 ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต  พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พ.ต.ท.ประวุฒิ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ เดินทางเข้าพบชาวบ้านและผู้ประกอบการชายหาดหลายอาชีพหาดแหลมสิงห์กว่า 200 คน ที่เดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมกรณีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นผู้อ้างกรรมสิทธิ์ที่ดินในบริเวณดังกล่าวสร้างรั้วปิดกั้นเก็บเงิน นทท.เดินผ่านลงหาดแหลมสิงห์หัวละ 100 บาท และยื่นคำขาดให้ผู้ประกอบการบางส่วนที่อยู่ในพื้นที่อ้างสิทธิของบริษัทย้ายออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 7 เมษายน 2560 นี้
โดยทางชาวบ้านและผู้ประกอบการได้มีการชูป้ายข้อความทำนองเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ 3 ส่วน ประกอบด้วย การออกเอกสารสิทธิ์ ลำรางสาธารณะ และการเก็บเงินประชาชนและ นทท.
หลังรับทราบปัญหาในเบื้องต้น พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะ ได้ร่วมตรวจสอบบริเวณทางลงหาดและรั้วที่มีการปิดกั้น พบว่าในวันนี้มี นทท.ต่างชาติเดินทางลงไปใช้พื้นที่ค่อนข้างบางตา โดยเมื่อ นทท.เดินลงไปยังจุดที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ห่างจากถนนไปประมาณ 100 เมตร ก็มีเจ้าหน้าที่คอยเก็บเงินและออกตั๋วให้อยู่ตามปกติ และจุดที่ชาวบ้านอ้างว่าเป็นลำรางสาธารณะที่มีมาตั้งแต่อดีต โดยมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนายเสรี ลาภมาก รองนายก อบต.กมลา และผู้รับมอบอำนาจของบริษัทเอกชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล
จากนั้น พ.ต.อ.ดุษฎีได้นัดหมายให้มีการพูดคุยที่ห้องประชุม อบต. กมลา เพื่อหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน โดยมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดประกอบด้วย ผู้ประกอบการชายหาด ประชาชน นายอำเภอกะทู้ นายก อบต.กมลา เพื่อหารือร่วมกัน
พ.ต.อ.ดุษฎีกล่าวในที่ประชุมว่า ตนเองซึ่งเป็นคนกลางในการแก้ไขปัญหา หลังได้รับร้องเรียน ได้ฟังข้อมูลมาหลายด้านจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ก็ไม่ขอพูดถึง เนื่องจากอยู่ในกระบวนการของผู้เกี่ยวข้อง แต่ประเด็นในวันนี้คือ ทำอย่างไรที่จะสามารถพูดคุยตกลงกันได้และสามารถได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย โดยจะให้ทั้งสองฝ่ายมีการเสนอข้อเรียกร้อง ซึ่งจะนำมาใช้แก้ปัญหาร่วมกัน ทางด้านผู้ประกอบการและชาวบ้านเสนอข้อเรียกร้องก่อน โดยตัวแทนผู้ประกอบการและชาวบ้านได้มีการร้องขอทางขึ้น-ลงชายหาดให้เป็นสาธารณะ รวมถึงขอใช้ประโยชน์พื้นที่ชายหาดแหลมสิงห์ หลังจากบริษัทฯมีการปักป้ายดีเดย์ให้ออกจากพื้นที่ในวันที่ 7 เมษายน และอำเภอกะทู้มีการปักป้ายดีเดย์ให้ออกจากพื้นที่ในวันที่ 17 เมษายน ทำให้ผู้ประกอบการและลูกจ้างเกือบ 200 คนไม่มีที่ประกอบอาชีพ ได้รับความเดือดร้อน
ด้านนายไพโรจน์ ธนากุลวินิจ ผู้รับมอบอำนาจบริษัทเอกชน ระบุว่าที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่รวมประมาณ 69 ไร่ เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 6868 ,6869,7828,7829 ซึ่งบริษัทได้ซื้อต่อมาตั้งแต่ปี 2529 ก่อนที่ตนจะเข้ามาดูแล จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 31 ปีเศษ ซึ่งทางบริษัทไม่เคยเข้ามาทำประโยชน์ ทราบดีว่ามีประชาชนในพื้นที่ทำมาหากินจึงอะลุ้มอล่วยให้ใช้พื้นที่ทั้งทางขึ้น-ลงและริมชายหาดสาธารณะ กระทั่งช่วงที่ตนเข้ามาดูแลก็ได้พยายามเข้ามาพูดคุยกันกับคนในพื้นที่ และให้ใช้ประโยชน์กันต่อเนื่องมาอีกระยะ จนกระทั่งล่าสุดบริษัทมีแผนที่จะพัฒนาที่ดินจึงขอเจรจา กำหนดเวลาการอนุญาตและขอพื้นที่คืน แต่เมื่อพูดด้วยวาจาแล้วไม่เป็นผล จึงได้ขอให้มีการทำสัญญากันที่ศาล ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามยอม และให้บริษัทมีอำนาจในพื้นที่ตามกรรมสิทธิ์ ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายยินยอมเซ็นรับทราบ โดยมีกำหนดเวลา 1 ปี 8 เดือนจะคืนพื้นที่ ซึ่งจะครบเวลาในวันที่ 7 เมษายนนี้
201703231701076-20150427133841
“แต่เมื่อใกล้ครบเวลาที่กำหนดกลับมาร้องเรียน เรียกร้องขอให้ตรวจสอบในหลายเรื่อง ทางบริษัทก็พร้อมให้ตรวจสอบ ยืนยันที่ผ่านมาทำถูกต้อง เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง ไม่ยอมทำผิดกฎหมายแน่นอน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาถูกร้องเรียนหลายครั้ง จนหลายหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ไปแล้วพบว่าถูกต้อง เหลือในส่วนลำรางสาธารณะที่มีการร้องให้ตรวจสอบนี้ ซึ่งทางบริษัทยินดีให้มีการตรวจสอบ หากเป็นลำรางสาธารณะจริงก็ยินดีที่จะคืนให้เป็นสาธารณะ แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ขอว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับทางบริษัทด้วย เพราะตามเอกสารครอบครองนั้นไม่ได้มีลำรางสาธารณะระบุไว้” นายไพโรจน์กล่าว
นายไพโรจน์ยังกล่าวว่า สาเหตุที่มีการกันพื้นที่นั้น บริษัทกระทำตามสิทธิที่มีตามกฎหมาย โดยที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ใช้เส้นทางกระทำการที่ไม่ค่อยเหมาะสม เช่น การลักลอบให้บริการบารากู่ ซึ่งทางบริษัทคิดว่าไม่อยากให้มีการกระทำที่ผิด กม.ในพื้นที่ จึงต้องมีการจ้างพนักงานมาดูแลความปลอดภัย ตรวจตราตรวจสอบการขนย้ายของขึ้น-ลงไม่ให้มีการกระทำผิดกฎหมาย เมื่อจ้างพนักงานมาดูแลความปลอดภัยก็ต้องมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน เดือนละนับแสนบาท จึงต้องเก็บค่าเข้าหรือผ่านพื้นที่รายละ 100 บาท ซึ่งเก็บเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทยบางส่วนที่มาจากต่างจังหวัด ส่วนผู้ประกอบการ ชาวบ้านในพื้นที่ไม่มีการเก็บแต่อย่างใด
201703231701061-20150427133841
ขณะที่นายสายัณห์ ชนะชัยวงศ์ นายอำเภอกะทู้ ชี้แจงกรณีที่อำเภอมีการปักป้ายให้ผู้ประกอบการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาชีพในวันที่ 17 เมษายนนี้ เป็นไปตามนโยบายจัดระเบียบของจังหวัดและ คสช. หลังจากที่ผ่านมาได้เคยมีการกำหนดให้ผู้ประกอบการอยู่ในพื้นที่ที่กำหนด 10 เปอร์เซ็นต์ แต่มีการฝ่าฝืนออกนอกพื้นที่กำหนด จึงยกเลิกและให้ไปอยู่ที่หาดกมลาแทน และมีการจัดสรรพื้นที่ให้แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งหมดอยู่ในการหารือ และก่อนเวลาที่กำหนด ทางผู้ประกอบการรายเดิมสามารถยื่นเสนอในที่ประชุมเพื่อให้จังหวัดพิจารณาใหม่ได้อีกครั้ง นอกจากนี้ ทางจังหวัดจะมีการประกาศให้ชายหาดแหลมสิงห์เป็นชายหาดอนุรักษ์เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า หลังการหารือนั้นสรุปใจความได้ว่า ทางบริษัทยืนยันจะให้มีการเก็บเงินค่าทางลงตามสิทธิ โดยเก็บเฉพาะนทท.ไม่มีการเก็บชาวบ้านในพื้นที่และผู้ประกอบการ ชาวบ้านและผู้ประกอบการสามารถใช้ทางขึ้น-ลงตามปกติ ส่วนการปักป้ายให้ออกจากพื้นที่ริมชายหาดตามประกาศกลับไปยังชายหาดพื้นที่สาธารณะนั้นต้องเป็นไปตามข้อตกลง แต่ต้องรอการยื่นข้อเสนอกับทางจังหวัด เพื่อขออยู่ในพื้นที่ชายหาดแหลมสิงห์ ไม่ต้องย้ายไปหาดกมลา