หลังจากกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีแนวคิดพัฒนาขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ โดยจะนำเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ปกติจะได้รับการจัดสรรงบจากส่วนกลางลงไปตามนโยบายการกระจายอำนาจ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ใช้งบเพราะติดระเบียบบางประการของกระทรวงมหาดไทย จนกลายเป็นงบสะสมรวมอยู่กว่า 3 แสนล้านบาท ทั้งนี้เตรียมที่จะนำเงินในส่วนนี้มาใช้เพียง 30% ของสะสมทั้งหมด เพื่อให้ อปท.สร้างและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนทั่วประเทศนั้น
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยในฐานะส่วนราชการที่กำกับ อปท. ได้มีการเสนอเรื่องให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบถึงแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดให้ อปท.ใช้จ่ายเงินสะสมตามแนวทางดังกล่าว ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยระบุว่า อปท. ซึ่งประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่มีเงินสะสมอยู่จำนวนหนึ่งเมื่อได้สำรองไว้สำหรับรายจ่ายประจำที่จำเป็นและสำรองกรณีเกิดสาธารณภัยแล้ว ให้สามารถนำไปใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลเพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะจากกรณีที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่ต้องไม่กระทบต่อเสถียรภาพการคลังของ อปท.ในระยะยาว
สำหรับหลักเกณฑ์ที่ อปท.สามารถนำเงินสะสมมาใช้นั้น ประการแรก โครงการที่จะใช้งบประมาณนั้นต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ ไม่เป็นการใช้จ่ายในกิจกรรมที่ไม่เกิดประโยชน์หรือฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น ประการที่ 2 อปท.จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข การใช้จ่ายเงินสะสมตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การเก็บรักษาและการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 รวมถึงระเบียบที่แก้ไขเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม อปท.จะต้องสำรองเงินจำนวนหนึ่งไว้ก่อนโดยเฉพาะรายจ่ายประจำ เช่น ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร เงินที่ต้องสำรองจ่ายก่อนที่จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เช่น ค่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและคนพิการ เงินสะสมที่มีภาระผูกพันแล้วและสำรองจ่ายกรณีเกิดสาธารณภัย หลังจากนี้แล้วจึงจะสามารถนำเงินไปใช้จ่ายเพื่อลงทุนตามนโยบายของรัฐบาล
แหล่งข่าวกล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดกรอบประเภทโครงการที่สามารถนำเงินสะสมของ อปท.ไปใช้จ่ายได้นั้นประกอบด้วย 5 ประเภท คือ 1.สนับสนุนการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2.การปรับปรุงหรือจัดให้มีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 3.ปรับปรุงหรือจัดให้มีแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 4.ส่งเสริมการท่องเที่ยว และ 5.ส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ โดยโครงการที่จะดำเนินการนั้นจะต้องสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เหมาะกับเงินที่มีอยู่และไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการอยู่แล้ว
ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้รายงานให้ ครม.ทราบว่าประเด็นสำคัญที่ทำให้ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อปท.เหลือเงินสะสมอยู่สูงรวมทั่วประเทศแล้วประมาณ 3 แสนล้านบาทนั้น เนื่องจากหน่วยงานตรวจสอบเช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มีข้อทักท้วงเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ว่ามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งใช้จ่ายเงินสะสมโดยไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับส่วนรวม และบางกรณีมีการใช้จ่ายลักษณะที่สุ่มเสี่ยงจะขัดต่อกฎหมาย มหาดไทยจึงไปกำหนดหลักเกณฑ์ใช้จ่ายเงินสะสมอย่างเข้มงวดและรัดกุม จะใช้จ่ายได้ต้องเป็นกรณีเร่งด่วนจริงไม่อาจรอการตั้งในงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ ซึ่งทำให้เหลือเงินสะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี การจะทำให้ อปท.นำเงินไปใช้ตามนโยบายของรัฐบาลได้กระทรวงมหาดไทยจึงต้องมีการวางหลักเกณฑ์ การนำเงินสะสมออกไปใช้ให้เกิดความชัดเจนดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น

