หน้าแรก Uncategorized เมื่อตำรวจ(ดี...

เมื่อตำรวจ(ดีใจจน)ลืมกฎหมาย / โดย วสิษฐ เดชกุญชร

18.04.17 | 13:00 น.

ผมเดาเอาว่าท่านผู้อ่านส่วนมากคงได้ทราบหรือเห็นข่าวการจับกุมนางสาวพสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือศรัณย์พัชร์ กิติขจรพัชร์ หรือที่รู้จักกันในอีกหลายชื่อ รวมทั้งอีกชื่อหนึ่งคือซินแสโชกุน

นางสาวพสิษฐ์เป็นนางสาวแต่ชื่อ เพราะแต่งตัวและทำท่าเป็นผู้ชาย ทั้งยังใช้คำแทนตัวอย่างผู้ชายด้วย เขาเป็นเจ้าของบริษัทเวลท์เอเวอร์ (Wealth Ever) ซึ่งจำหน่ายอาหารเสริมแบบขายตรง และชักชวนให้ผู้อื่นร่วมลงทุน โดยอ้างว่าจะตอบแทน ผู้ที่ทำกำไรให้ด้วยการจัดให้เดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในราคาถูก เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา มีผู้หลงเชื่อและจ่ายเงินแล้วหลายร้อยคนเดินทางไปคอยขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อจะไปเที่ยวญี่ปุ่น

หลังจากที่คอยอยู่จนรู้ว่าไม่มีเครื่องบินเช่าเหมาลำตามที่นางสาวพสิษฐ์อ้าง ผู้ถูกหลอกจึงนำความไปแจ้งต่อตำรวจ ขอให้ดำเนินคดีกับ นางสาวพสิษฐ์ นางสาวพสิษฐ์ถูกตำรวจจับกุมตัวได้ที่จังหวัดระนองเมื่อวันที่ 12 เมษายน และขณะนี้ยังถูกคุมขังอยู่เพื่อรอการดำเนินคดี

ผู้ที่ดีอกดีใจที่สุดที่ตำรวจจับกุมตัวนางสาว พสิษฐ์ได้นอกจากผู้ที่ถูกนางสาวพสิษฐ์ต้มแล้วก็คือตำรวจเอง วันรุ่งขึ้นหลังจากที่จับตัวนางสาวพสิษฐ์ได้ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้ซักถามนางสาวพสิษฐ์ด้วยตนเองต่อหน้าผู้สื่อข่าว ที่กองบังคับการปราบปราม และนางสาวพสิษฐ์ก็ตอบคำถามอย่างคล่องแคล่ว

ตอนหนึ่ง พล.ต.ท.ฐิติราชบอกผู้ต้องหาว่า อย่าวกไปวนมา ฟังแล้วปวดหัว วันนี้ต้องสำนึกอย่างเดียวนะ แล้วเอาเงินมาคืนŽ และอีกตอนหนึ่ง พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าวด้วยว่า เรามันกะล่อนพูดจาเลอะเทอะเสียเวลา ต้องถูกด่าไหมอย่างนี้น่ะŽ และอีกตอนหนึ่งว่า เราเอาเงินชาวบ้านเขามาแล้วไป เช่าเครื่องบินเที่ยวน่ะ ไหวหรือ?Ž โดยส่วนตัวผมก็รู้สึกสะใจเหมือนกันที่ตำรวจจับนางสาวหลายชื่อคนนี้ได้ แต่ผมอดรู้สึกสะกิดใจไม่ได้เมื่อเห็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางซักถามผู้ต้องหาต่อหน้าผู้สื่อข่าวด้วยถ้อยคำส่อไปในทางคุกคามและปรักปรำ

Advertisement

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ.2560 ในมาตรา 29 วรรค 2 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหา หรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้Ž

บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้นนั้นเป็นไปตามหลักกฎหมายสากลที่ยอมรับกันทั่วโลก และผมเชื่อว่าในหลักสูตรของโรงเรียนนายร้อยตำรวจและคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเมืองไทยก็คงจะมีการสอนตามนัยนี้ แต่น่าประหลาดใจที่เรามักจะเห็นผู้ต้องหาในคดีอาญาถูกเจ้าหน้าที่นำตัวออกมาซักถามและปรักปรำเป็นเชิงบังคับให้รับสารภาพต่อหน้าผู้สื่อข่าวอยู่เสมอจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา

นอกจากดูเหมือนจะดีใจหรือย่ามใจจนลืมกฎหมายแล้ว ยังดูเหมือนตำรวจจะลืมไปด้วยว่าหลังการซักถามผู้ต้องหาต่อหน้าผู้สื่อข่าวแล้ว ตำรวจยังจะต้องส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการพิจารณา และหากเห็นชอบด้วย พนักงานอัยการก็ยังจะต้องยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล และเมื่อถึงศาลแล้ว ผู้ต้องหาก็ยังอาจกลับคำให้การอย่างใดก็ได้

การที่เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาออกไปซักถามและปรักปรำต่อหน้าผู้สื่อข่าวเช่นนั้น อาจเป็นความผิดทางอาญาตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับŽ

แก้ไขกันเสียหน่อยดีไหมครับ ก่อนที่ตำรวจจะกลายเป็นผู้ติดคุกเสียเอง?