AI ขับเคลื่อนไทย
depa เคยพูดถึงเทรนด์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาก่อนหน้านี้หลายปี และในที่สุดวันนี้ก็มาถึง การมาของ AI ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสำคัญและส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และวิถีชีวิตของประชาชนทั่วทุกมุมโลก ประเทศมหาอำนาจต่างแข่งขันกันเพื่อช่วงชิงตำแหน่งผู้นำด้าน AI ซึ่งจะพ่วงมาด้วยตำแหน่งผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลก ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ทวีความเข้มข้น ด้วยการทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาล และการเร่งสร้างนวัตกรรม จนในที่สุดโลกของเราก็ได้ก้าวเข้าสู่ “สงคราม AI” อย่างเต็มรูปแบบ
แต่คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยอยู่ตรงไหนของสงครามครั้งนี้?
depa เรามองว่า สำหรับประเทศไทย การที่จะแข่งขันกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา หรือจีน ในการพัฒนาโมเดล LLM เป็นของตนเองคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราไม่ได้อยู่ในจุดที่จะเทียบได้กับประเทศมหาอำนาจ ทั้งความพร้อมด้านบุคลากร ทรัพยากร เงินทุน รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน แต่ถ้าจะให้มองข้ามการพัฒนา AI ไปเลยก็เท่ากับเป็นการทิ้งสนามรบแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาส ไทยมีจุดเด่นเฉพาะในหลายอุตสาหกรรม หากเริ่มจากการสร้าง “โมเดลเฉพาะ” ที่ต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศ เช่น การท่องเที่ยว การเกษตร การเงิน สุขภาพ ฯลฯ โดยเริ่มจากการทำข้อมูลเปิดรายสาขา (Sectoral Open Data) ก็จะช่วยให้ไทยสามารถขึ้นไปเป็นแนวหน้าของโลกในอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้
แล้วจะเริ่มเมื่อไร? หรือจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป
เศรษฐกิจไทยวันนี้ขับเคลื่อนด้วย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ภาค SMEs และภาคเอกชนขนาดใหญ่ โดยกว่า 8 ล้านครัวเรือน ยังพึ่งพาภาคการเกษตร ขณะที่ SMEs มีจำนวนกว่า 3.2 ล้านราย แต่กลับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้น้อยกว่าเอกชนรายใหญ่เพียง 15,000 ราย และนี่คือจุดที่ AI จะเข้ามาเปลี่ยนเกม หากเร่งผลักดันให้เกิดการพัฒนา AI เฉพาะด้าน และส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรและ SMEs เข้าถึงและสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้ ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การพัฒนา AI ต้องอาศัย “ข้อมูล” และ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่แข็งแรง โดยเฉพาะระบบประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (HPC), Cloud และ Data Center ซึ่งล้วนต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาล ปัจจุบันแนวโน้มทั่วโลกจึงมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อรองรับการเติบโตของ AI การดึงดูดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จึงต้องเดินคู่ไปกับการสร้างระบบพลังงานสะอาดที่มั่นคงและเพียงพอ หากประเทศไทยยังคงนิ่งเฉย ผลลัพธ์อาจไม่ต่างจากการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในสมรภูมินี้ เราจะไม่เพียงแต่เสียโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม แต่จะกลายเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีที่จะต้องพึ่งพาระบบจากต่างประเทศ ขาดอำนาจต่อรอง และสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันในเวทีโลกอย่างถาวร
5 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน AI ไทย
AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนในทุกภาคส่วน และเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่สามารถหยุดนิ่งได้อีกต่อไป ดังนั้น การจะดึงศักยภาพของสงคราม AI ออกมาเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศให้มากที่สุดต้องทำอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกปัจจัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ฐานข้อมูล ผู้ประกอบการ ผู้ใช้งาน กฎหมาย และจริยธรรม
depa ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลได้วางกรอบแนวคิดและแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ ประกอบด้วย
ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างรากฐานเศรษฐกิจด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบนิเวศและนวัตกรรมด้าน AI โดยเฉพาะการลงทุนใน Data Center ระบบ Cloud และ AI เพื่อผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูลและ AI ของภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ด้วยการอำนวยความสะดวก ทั้งด้านพลังงานและการถือครองที่ดินผ่านมาตรการภาษีต่างๆ พร้อมผลักดันผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ระดับโลก พร้อมขยายเครือข่ายสู่นานาชาติ
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ส่งเสริมและบ่มเพาะ AI Solutions ของไทย
การพัฒนาและส่งเสริมเทคโนโลยี AI จำเป็นต้องผลักดันการพัฒนาข้อมูลเปิดรายสาขา (Sectoral Open Data) ซึ่งจะช่วยให้เกิด AI Solutions โดยเฉพาะในภาคการเกษตร การท่องเที่ยว สุขภาพ การบริการภาครัฐ และการเงิน เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาโมเดล AI รายสาขาในประเทศไทย รวมถึงการจัดตั้งกองทุน AI และการพัฒนา Global AI Excellence Center ร่วมกับบริษัทชั้นนำของโลกที่ Thailand Digital Valley ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อปั้นดิจิทัลสตาร์ตอัพด้าน AI สัญชาติไทยให้เติบโตสู่ระดับสากล
ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาคนไทยสู่แรงงานยุค AI
การพัฒนากำลังคนด้าน AI นับเป็นหนึ่งในความท้าทายครั้งสำคัญที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในยุค AI เติบโตได้อย่างยั่งยืน รวมไปถึงการดึงดูดบุคลากรต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาทำงานในประเทศผ่านมาตรการทาง Visa พิเศษ ทั้งการสร้างกำลังคนในสาย IT และ Non-IT ภายใต้ d-Academy เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลและสร้างโอกาสในการทำงาน โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ภาคธุรกิจที่ส่งเสริมการฝึกอบรมพนักงานด้านดิจิทัล รวมถึงการส่งเสริม AI Literacy แก่ประชาชนในวงกว้าง เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถใช้ AI ได้อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย
ยุทธศาสตร์ที่ 4 มุ่งเน้นการใช้ AI ในทุกภาคส่วน
การเร่งรัดการใช้งานเทคโนโลยี AI ด้วยการส่งเสริมการประยุกต์ใช้ในภาค SMEs และ Micro Enterprises ผ่านแรงจูงใจทางภาษีและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการที่นำ AI มาใช้ อีกทั้งมุ่งให้เกิด Use Case ด้าน AI ในภาครัฐอย่างน้อย 5 ด้าน คือ การท่องเที่ยว การเกษตร การให้บริการภาครัฐแก่ประชาชน การค้าข้ามพรมแดน และการแก้ปัญหาด้านการหลอกลวงและอาชญากรรมทางไซเบอร์
ยุทธศาสตร์ที่ 5 สร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการใช้งาน AI
AI สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่ตามมาคือ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ประเทศไทยจึงจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในการใช้งาน ผ่านการจัดตั้ง AI Governance Center เพื่อกำหนดแนวทางการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและมีความรับผิดชอบ พร้อมพัฒนา AI Sandbox และ AI Verification Toolkit เพื่อส่งเสริมความน่าเชื่อถือ รวมถึงการสร้าง AI Security ด้วยการร่วมมือกับบริษัทชั้นนำ เพื่อพัฒนา AI Solutions ในการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางไซเบอร์ สร้างความตระหนักด้าน AI แก่ประชาชน สร้างเครือข่าย White Hackers ไทยและเครื่องมือทดสอบความปลอดภัยของ AI เพื่อทดสอบและป้องกันเชิงรุก
ทั้งหมดนี้คือ ก้าวสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังของ AI ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ที่มุ่งสร้างความพร้อมจากฐานรากสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมและการแข่งขันในระดับโลก depa เชื่อมั่นว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นรัฐ เอกชน รวมไปถึงประชาชน ประเทศไทยจะไม่เพียงตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกเท่านั้น แต่จะสามารถก้าวนำได้ในบางมิติ และใช้ AI เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์
ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

