ผมเริ่มรับราชการในตำแหน่งนายตำรวจ ราชสำนักประจำในเดือนเมษายน พ.ศ.2513 สี่ปีต่อมาวุฒิจึงได้เข้าไปรับราชการในสำนักราชเลขาธิการในตำแหน่งวิทยากรโท กองการในพระองค์ หน้าที่หลักของวุฒิในขณะนั้นนอกจากจะได้แก่การตามเสด็จฯและบันทึกพระราชกระแสรับสั่งทุกองค์ที่พระราชทานแก่ผู้ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ไม่ว่าจะเป็นราษฎรหรือข้าราชการแล้ว เมื่อเสด็จฯ กลับถึงที่ประทับ วุฒิยังต้องรีบเขียนข่าวในพระราชสำนักเพื่อแจกจ่ายแก่สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ด้วย
หน้าที่ของผมคือการถวายความปลอดภัย เพราะฉะนั้นผมจึงต้องตามเสด็จฯ อย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกับวุฒิ เวลาวุฒิไม่ได้ตามเสด็จฯ วุฒิก็ขอร้องให้ผมเขียนข่าวในพระราชสำนักให้ แล้วส่งไปให้เขาที่กรุงเทพฯ โดยโทรสารหรือเทเล็กซ์เพื่อตรวจทานก่อนที่จะแจกจ่าย เพราะฉะนั้นเราจึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว
ก่อนเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรต่างจังหวัดทุกครั้ง วุฒิมักจะร่วมเดินทางไปกับผม เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง และเจ้าหน้าที่ถวายความปลอดภัยของกรมราชองครักษ์เพื่อสำรวจเส้นทางและศึกษาสถานการณ์ถวาย หน้าที่อีกอย่างหนึ่งที่วุฒิทำถวายเป็นประจำคือพิจารณาฎีกาที่มีผู้ถวายเพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือ
หน้าที่นี้ทำให้หลายครั้งวุฒิต้องเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อพบตัวและสัมภาษณ์ผู้ถวายฎีกา บางครั้งก็มีพระราชกระแสรับสั่งให้ผมร่วมไปปฏิบัติหน้าที่ถวายด้วย วุฒิเรียกผมว่า พ่อหนู ตามลูกของผมเราไปมาหาสู่กันตลอดเวลา นอกจากภาษาไทยและอังกฤษแล้ว วุฒิยังมีความรู้รอบตัวกว้างขวางด้วยเรื่องใดที่เขาสนใจเขาก็ศึกษาค้นคว้าเรื่องนั้นอย่างละเอียดและจริงจัง เขาชอบปืนผาหน้าไม้ เพราะฉะนั้นวุฒิจึงศึกษาจนมีความรู้เรื่องอาวุธปืนชนิดต่างๆ อย่างแตกฉาน แม้แต่ผมซึ่งมีหน้าที่ต้องใช้อาวุธโดยตรงก็ยังสู้เขาไม่ได้
วุฒิศึกษาจบปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปศึกษาต่อจนได้รับปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นวุฒิจึงมีความรู้ดีทั้งทางด้านภาษาไทยและอังกฤษ และ โชคดีที่นายคนหนึ่งของวุฒิในสมัยนั้นคือท่านอาจารย์ภาวาส บุนนาค เป็นเอตทัคคะทางภาษาไทยและภาษาตะวันออก ความรู้ภาษาไทยของวุฒิจึงแน่นแฟ้นในระดับอาจารย์ทีเดียว
วุฒิชอบเที่ยวป่า เวลาว่างจากหน้าที่เขามักจะเข้าไปเที่ยวและพักแรมในป่า แต่วุฒิเป็นคนใจบุญ มีเมตตากรุณาสูง เขาจึงไม่เคยล่าสัตว์ อาวุธปืนที่ถือเข้าไปในป่านั้น วุฒิใช้เพื่อป้องกันอันตรายเท่านั้น แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่าเขาต้องใช้อาวุธที่ถือแม้แต่ครั้งเดียว
วุฒิเติบโตมาในสำนักงานราชเลขาธิการจนกระทั่งได้รับตำแหน่งรองราชเลขาธิการในปี พ.ศ.2538 เป็นที่ทราบกันดีในบรรดาข้าราชสำนักว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงไว้วางพระราชหฤทัยในวุฒิมาก แต่วุฒิไม่เคยโอ้อวดและฉวยโอกาสใช้ความสนิทสนมและไว้วางพระราชหฤทัยเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ยิ่งกว่านั้นวุฒิยังไม่เคยเอาของหลวงไปใช้เป็นส่วนตัวด้วย เขาเคยปรารภกับผมว่างบประมาณที่รัฐบาลถวายนั้นมีน้อยและทรงใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสิ้น ฉะนั้นหากข้าราชสำนักหรือข้าราชการคนใดนำเงินหลวงหรือของหลวงไปใช้ส่วนตัว ก็เท่ากับว่าข้าราชสำนักหรือข้าราชการผู้นั้นโกงพระเจ้าอยู่หัวและรังแกประชาชน
เมื่อผมทราบว่าวุฒิป่วยด้วยโรคมะเร็ง ผมก็แนะนำให้วุฒิหยุดกินเนื้อสัตว์ทุกชนิดและแนะนำให้วุฒิรู้จักกับคุณธีระนาฏ โชควัฒนา เจ้าของบริษัทสปา ซึ่งผลิตเนื้อสัตว์ทุกชนิดเทียม เราพบและกินอาหารกลางวันกันที่ร้านกระท่อมมังสวิรัติของคุณธีระนาฏเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ปีนี้ วุฒิคุยสนุกและไม่มีทีท่าว่าจะวิตกกังวลในการป่วยของตน
ผมไม่รู้ว่าอาหารกลางวันมื้อนั้นจะเป็นมื้อสุดท้ายที่ผมได้กินกับวุฒิที่ร้านกระท่อมมังสวิรัติของคุณธีระนาฏ เมื่อวันที่ 21 เมษายน เพื่อนที่สำนักราชเลขาธิการโทรศัพท์มาบอกผมว่าวุฒิป่วยหนักและอาการทรุดลงเร็วมาก ผมยังไม่ทันจะไปเยี่ยม วุฒิก็จากไปในวันที่ 25 เมษายน ตอนเช้าตรู่ วุฒิอุทิศร่างกายของเขาให้โรงพยาบาลศิริราช และสั่งเอาไว้ไม่ให้มีพิธีศพอย่างใดทั้งสิ้น และ คุณแม่ของวุฒิก็ปฏิบัติตามเจตนาของวุฒิ
เขาถึงแก่อนิจกรรมที่โรงพยาบาลศิริราช ที่เดียวกับที่เขาเคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและปฏิบัติหน้าที่ถวายจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต

