ชาวใต้ร่ำไห้โผกอด ‘พงศกร‘ เพื่อไทย วอนช่วยจี้รบ.เร่งเยียวยา เหตุล่าช้า-ล้มเหลว แนะ อัดงบช่วยธุรกิจท่องเที่ยว- SME หวั่นเศรษฐกิจล้มโดมิโน ปิดกิจการ คนตกงานเพียบ
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นายพงศกร รัตนเรื่องวัฒนา ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตบางกะปิ-วังทองหลาง (แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์) พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าได้เดินทางลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และจ.สตูล เพื่อนำสิ่งของที่เป็นน้ำใจจากชาวบางกะปิ-วังทองหลาง ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยสภาพในพื้นที่หลังน้ำท่วม เต็มไปด้วยความทุกข์ของพี่น้องประชาชน บ้านที่เคยเป็นที่พักพิงอาศัยเหลือเพียงซากปรักหักพัง กองขยะและสิ่งของจมโคลนวางเกลื่อน เป็นร่องรอยความสูญเสียที่ยากลืมเลือน แววตาของชาวบ้านเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายวัน บางคนพูดทั้งน้ำตามว่า ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน เหมือนถูกทิ้งให้สู้กันเอง

นายพงศกร กล่าวว่า ขณะที่มอบของช่วยเหลือ มีชาวบ้านวิ่งเข้ามากอดและร้องไห้ระบายความทุกข์ยากที่ได้พบเจอ สี หน้าแววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง แต่สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดซ้ำเดิม คือการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ล่าช้า โดยชาวบ้านสะท้อนว่าตอนน้ำท่วมก็ช่วยช้า พอน้ำลดก็เยียวยาช้าอีก ยุ่งยากไปหมด จนท้อแท้ รู้สึกโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่อาศัยอยู่ตามลำพัง และกลุ่มเปราะบางที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หลายสิ่งยังน่าเป็นห่วง แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือสภาพจิตใจบอบช้ำบวกกับสภาพร่างกายที่อ่อนล้า ที่สำคัญบางพื้นที่การช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึงเท่าที่ควรจะเป็น
“สิ่งที่ผมเห็นวันนี้ทำให้ผมพูดไม่ออกจริง ๆ ประชาชนไม่ควรต้องลำบากจนถึงจุดนี้ ตอนน้ำท่วมรัฐบาลก็ช่วยเหลือล่าช้า ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดกันเอง พอน้ำลดก็ต้องรอเงินเยียวยาอย่างสิ้นหวัง ทำไมการบริหารจัดการที่ดีกว่านี้ไม่เกิดขึ้นสักที ประชาชนไม่ควรถูกปล่อยให้ล้มและลุกขึ้นเองตามยถากรรม รัฐต้องเร่งชวยทันที ต้องเยียวยาให้ถึงมือ และชาวบ้านไม่ได้ ต้องการแค่เงินเยียวยา แต่ชาวบ้านสิ้นหวัง แม้แต่วันพรุ่งนี้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ผมสัญญาว่าจะนำเสียงของชาวบ้านที่ ร้องไห้ต่อหน้าผมในวันนี้ ส่งเสียงความเจ็บปวดนี้ให้ดังไปถึงรัฐบาล “นายพงศกร กล่าว

นายพงศกร กล่าวอีกว่า นอกจากการเยียวยาประชาชนแล้ว รัฐบาลควรมีมาตรการเยียวยาให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจเอกชนด้วย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจ SME เพราะเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจปากท้องของคนในพื้นที่ เนื่องจากหากผู้ประกอบการล้ม คนจะตกงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากการลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่และ จ.สตูล ได้สอบถามผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว ทุกคนสะท้อนตรงกันว่า การ จัดการของภาครัฐในช่วงเหตุวิกฤตครั้งนี้ ผิดพลาดและล้มเหลวอย่างนัก ล่าช้า ไม่เป็นระบบ และขาดศูนย์อำนวยการ กลางที่ชัดเจน มีนักทองเที่ยวติดค้างเกือบหนึ่งหมื่นคน ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวไทยสันคลอน
ดังนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการฟื้นภาพลักษณ์ในด้านการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน เพราะอย่าลืมว่าเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้าน ส่วนใหญ่ ต้องพึ่งพารายได้จากภาคการท่องเทียวและบริการ แต่วันนี้ถูกยกเลิกทั้งหมด และยังไร้วี่แววการบริหารจัดการหรือแผนฟื้นฟู เศรษฐกิจที่เป็นความหวังให้กับประชาชน
นายพงศกร กล่าวอีกว่า น้ำท่วมภาคให้ครั้งนี้ เสียหายหนัก กระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและบริการหนักสุด ฉุด GDP ไทยเหลือ 1.9 % ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจดิ่งลงไปด้วย โดยภาคท่องเที่ยวและบริการมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 22,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซัน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากในช่วง พ.ย.-ม.ค. โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ขณะเดียวกัน ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหารและโรงแรมต้องปิดกิจการชั่วคราว พนักงานลูกจ้างตก งานเพียบ เงินหมด รายได้หาย ไร้อาชีพเลี้ยงครอบครัว

“ผมได้พูดคุยกับเจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวว่าสิ้นหวังเหมือนล้มทั้ง ยืน รัฐบาลต้องทำอะไรมากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรม ปัจจุบันโรงแรมในหาดใหญ่กว่า 300 แห่ง ห้องพักกว่า 3 หมื่นห้อง ถูกยกเลิกทั้งหมด อาจต้องปิดกิจการ และก็ต้องปิดปรับปรุงฟื้นฟู ยังตอบไม่ได้ว่าจะไปต่อ หรือไปรอดหรือไม่ หากรัฐบาลยังไร้มาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ คงแบกรับภาระไม่ไหว และจำใจต้องปล่อยลอยแพพนักงานลูกจ้างตกงาน รัฐบาลต้องช่วยเดี๋ยวนี้ ช่วยทันที ความเดือดร้อนคนรอไม่ได้” นายพงศกร กล่าว

