‘รศ.ดร.ศิพิมพ์’ แนะ ประชาธิปไตยที่แข็งแรงต้องยุบสภาเมื่อปชช.หมดศรัทธา ชี้ ไม่ใช่ยื้อเพื่อรักษาเกมอำนาจ ยกบทเรียน 3 ปีเปลี่ยนนายกฯ วัฏจักรแห่งความเปราะบางการเมืองไทย
เมื่อวันที 4 ธันวาคม รศ.ดร.ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) กล่าวถึงการยุบสภา ว่า ไม่ใช่อาวุธ และไม่ใช่เครื่องมือที่รัฐบาลจะใช้เมื่อได้เปรียบเท่านั้น แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การยุบสภาถูกบิดความหมายจนเหลือเพียง ปุ่มควบคุมจังหวะทางการเมืองเครื่องมือที่รัฐบาลจะใช้เมื่อได้เปรียบ เมื่อมั่นใจว่าคะแนนนิยมกำลังสูง และหลีกเลี่ยเมื่อศรัทธาของประชาชนอยู่ในจุดต่ำสุด ทั้งที่ตามครรลองประชาธิปไตย “เวลาที่ประชาชนหมดศรัทธา คือเวลาที่รัฐบาลควรคืนอำนาจให้ประชาชนมากที่สุด” แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามเสมอ
‘ เมื่อศรัทธาต่ำสุด รัฐบาลย่อมไม่กล้าเสี่ยง ทั้งที่นั่นคือเวลาที่ควรกล้าที่สุด นี่คือปัญหาที่ฝังลึกในการเมืองไทยรัฐบาลจะกล้ายุบสภา ก็ต่อเมื่อมันเป็นประโยชน์กับฝ่ายตนเอง ไม่ใช่เมื่อประเทศต้องการความชัดเจน ในวันที่ความนิยมตกต่ำ ในวันที่ประชาชนตั้งคำถาม ในวันที่ความเชื่อมั่นพังทลาย ผู้กุมอำนาจรัฐกลับเลือกหา แพะ และสร้างความชอบทำในการ เปลี่ยนตัวผู้นำ แทนการ ยุบสภา และให้ประชาชนตัดสิน เพราะการยุบสภาคือความเสี่ยงทางอำนาจ แม้ความเสี่ยงนั้นจะเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยก็ตาม’รศ.ดร.ศิพิมพ์ กล่าว
รศ.ดร.ศิพิมพ์ ย้ำว่า การยุบสภากลายเป็นเครื่องมือ “รักษาอำนาจ” มากกว่า “คืนอำนาจ” นี่คือภาพที่ฉายซ้ำมาหลายรอบ 1. ความนิยมตก 2. รัฐบาลสั่นคลอน 3. สังคมเรียกร้องคำตอบ 4. แต่รัฐบาลเลือกเปลี่ยนนายกฯแทน 5. ประเทศเข้าสู่สุญญากาศทางนโยบาย 6. เศรษฐกิจหยุด และ 7. ความเชื่อมั่นหาย นอกจากนี้ การยุบสภาควรเป็นกระบวนการที่สูงส่งที่สุดของประชาธิปไตย กลับถูกใช้เป็นแค่ “กลยุทธ์ช่วงขาขึ้น”ไม่ใช่ “ความรับผิดชอบในช่วงขาลง” ผลคือ “ไม่มีรัฐบาลไหนอยู่ยาวพอทำงานจริง และประชาชนจึงเป็นแค่ตัวแปรที่ถูกมองข้ามเสมอ” เพราะเมื่อการยุบสภากลายเป็นเพียง “ปุ่มคุมเกม”ประเทศทั้งประเทศก็ถูกลดทอนเหลือแค่สนามแข่งขันทางการเมือง ซึ่งหมายความว่า “ความเชื่อมั่นประชาชนไม่ใช่ปัจจัย เสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ใช่เหตุผล และปัญหาปากท้องไม่ใช่ตัวตัดสิน”แต่เป็นเพียงคำถามว่า “ รัฐบาลกล้าเสี่ยงหรือไม่ต่อคะแนนตัวเองในวันเลือกตั้ง “ในวันที่ศรัทธาต่ำ ในวันที่สังคมตั้งคำถาม ในวันที่การเมืองไร้เสถียรภาพ การยุบสภาไม่ใช่ความเสี่ยงของรัฐบาล แต่คือหน้าที่ของรัฐบาลต่อประเทศและประชาชน
บทเรียนจาก 3 ปีแห่งการเปลี่ยนผู้นำของไทย 3 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดที่ไม่มีใครอยากยอมรับ แต่ทุกคนรู้ในใจดีว่าเป็นความจริง การเปลี่ยนตัวผู้นำจาก นายเศรษฐา ทวีสิน สู่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ นายอนุทิน ชาญวีรกูลในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการเมืองเปลี่ยนมือ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเพื่อเดินหน้า แต่คือ “การทุบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการบริหารแบบซ้ำ ๆ” จนกลายเป็นวัฏจักรแห่งความเปราะบาง ที่เกิดขึ้นถี่จนกลายเป็นโครงสร้างปกติใหม่ของการเมืองไทย และมันกำลังกัดกินอนาคตของประเทศทั้งใบ เมื่อการเมืองไทยเดินด้วยคณิตศาสตร์ของผลประโยชน์ ศรัทธาจึงหายไปเร็วกว่าความสามารถของผู้นำ
รศ.ดร.ศิพิมพ์ มองว่า ทุกครั้งที่กราฟความเชื่อมั่นลดลง รัฐบาลไทยกลับเลือกเครื่องมือที่ง่ายที่สุด ไม่ใช่คืนอำนาจให้ประชาชน แต่คือ เปลี่ยนนายกใหม่ เพื่อยืดอายุอำนาจโดยไม่ต้องวัดเสียงประชาชนจริง ๆ การเมืองที่ไม่ได้ยึดตามครรลองประชาธิปไตย แต่สร้างทางเดินเด้วยคณิตศาสตร์แห่งผลประโยชน์ทางอำนาจ เพราะในวันที่ศรัทธาต่ำที่สุด ไม่มีรัฐบาลไหนกล้ากดปุ่มยุบสภาแม้มันคือหน้าที่ แม้มันคือความชอบธรรม แม้มันคือสิ่งที่ประเทศต้องการ ผลลัพธ์ คือ ความจริงที่น่าเจ็บปวด “ประชาชนไม่ได้เป็นผู้เลือกเลยว่าประเทศควรเดินต่ออย่างไร”
“เปลี่ยนนายกฯแทนยุบสภา = การบริหารประเทศแบบ รัฐบาลชั่วคราวถาวร การเมืองที่ใช้การ “เปลี่ยนตัวนายก” แทนการยุบสภาไม่ใช่ความยืดหยุ่น แต่คือ กลไกเลี่ยงความรับผิดชอบทางการเมืองผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่ผู้นำใหม่ แต่คือประเทศที่อยู่ในสถานะ “กึ่งสุญญากาศ” ตลอดเวลา ไม่ว่าผู้นำคนไหนขึ้นมา ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน “ไม่มั่นคง ไม่แน่นอน ไม่มีเวลาพอ” ต้องทำงานเหมือน “รักษาการ” แม้จะเป็นนายกอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะการเป็นแค่ตัวเลือกชั่วคราว ที่ถูกดันขึ้นมาเพื่อประคองอำนาจทางการเมือง มากกว่าขับเคลื่อนประเทศจริง ๆสุญญากาศทางนโยบาย จึงไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงของการหลีกเลี่ยงยุบสภา ทุกครั้งที่เปลี่ยนนายก ประเทศจะหยุดชะงักทันที
“นโยบายหยุด งบประมาณหยุด รัฐบาลใหม่รอจัด ครม. ข้าราชการรอดูนโยบาย นักลงทุนรอดูทิศทาง นี่คือ Policy Vacuum หรือ สุญญากาศทางนโยบาย ซึ่งร้ายแรงสำหรับการพัฒนาอนาคตของประเทศ เพราะเศรษฐกิจไม่ได้ชะลอแบบทันทีทันใด แต่มันชะลอ แบบสะสม และสะสมจน Output Gap ติดลบเชิงโครงสร้างเพราะประเทศไม่เคยได้โอกาส วิ่งยาว ประเทศไทยจึงเหมือนนักวิ่งผลัดที่ยังไม่ทันเร่งสปีด ก็ต้องชะลอเพื่อส่งไม้ต่อ การให้ประชาชนเป็นผู้เลือกเส้นทางใหม่ของประเทศคือการหยุดวัฏจักร รัฐบาลชั่วคราวถาวร เพราะผลลัพธ์ของการเมืองต้องมาจากประชาชนไม่ใช่การรอจังหวะทางอำนาจ”รศ.ดร.ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มศว.กล่าว

