ตั้งแต่ก่อนเกิดสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ปี 2540 และหลังจากนั้น สื่อกระแสหลักโดยเฉพาะหนังสื่อพิมพ์ยืนยันหลักการ ควบคุม กำกับ ตรวจสอบจริยธรรมวิชาชีพโดยการควบคุมกันเองโดยสมัครใจ ใช้มาตรการทางสังคม ดำเนินการลงโทษสมาชิกที่ฝ่าฝืนจริยธรรมวิชาชีพ ขาดความรับผิดชอบ ละเมิดผู้อื่น โดยไม่มีกฎหมายเฉพาะรองรับนอกจากรัฐธรรมนูญ
หลักการและแนวทางปฏิบัติดังกล่าว ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไร้สภาพบังคับที่มีประสิทธิภาพ ทำให้กระบวนการควบคุมกันเองไม่บรรลุผลเท่าที่ควร ไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ถูกละเมิด จึงทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้การกำกับดูแลควบคุมกันเองมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำให้คำตัดสินกรณีร้องเรียนต่างๆ เกิดสภาพบังคับถูกนำปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อกลไก กระบวนการตัดสินข้อร้องเรียนมีกฎหมายรองรับการทำหน้าที่ขององค์กรวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นสมาคม สมาพันธ์ หรือสภาวิชาชีพก็ตาม
เสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อเรียกร้องดังกล่าวพัฒนามาตามลำดับ จนกระทั่งเกิดการยกร่างกฎหมายเฉพาะขึ้นตั้งแต่ ปี 2555 ล้อตามรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 มาตรา 46 ชื่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…. ภายหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เกิดสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่งตั้งคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้เสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ “ให้มีกฎหมายว่าด้วยองค์กรวิชาชีพซึ่งประกอบด้วยบุคคลในวิชาชีพสื่อมวลชนและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐรวมทั้งผู้แทนองค์การภาคประชาสังคมและผู้บริโภค เพื่อปกป้องเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อมวลชน” บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสี่ ฉบับเสนอ สปช.เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในวันที่ 6 กันยายน 2558 ซึ่งที่ประชุม สปช.ไม่ให้ความเห็นชอบ
คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปด้านสิทธิ เสรีภาพ จริยธรรมและการกำกับดูแลกันเองของสื่อ นำร่างกฎหมายฉบับปี 2555 มาพิจารณาปรับปรุงใหม่ ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติวันที่ 20 กรกฎาคม 2558 ก่อนร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช.
ต่อมาเมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติถูกยุบไปเปลี่ยนเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ตั้งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ได้นำร่างกฎหมายฉบับปี 2558 ขึ้นมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข ยกร่างใหม่ ชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…. บัญญัติให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ออก ไม่ออกและถอดถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และกำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน
ส่งผลให้เกิดการคัดค้านอย่างกว้างขวางจากสื่อมวลชน จนกรรมาธิการขอถอนหลักการดังกล่าวออกจากกฎหมาย แต่ยังคงตัวแทนฝ่ายราชการอยุู่ในกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ 2 ตำแหน่งเช่นเดิม
ความเป็นมาดังกล่าวจนกระทั่งการลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ฉบับล่าสุดของ สปท. ถึงแม้จะต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการกฤษฎีกา ส่วนราชการ และภาคส่วนอื่นๆ และนำเข้าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในท้ายที่สุดแล้วรูปร่างหน้าตา เนื้อหาสาระจะออกมาอย่างไร ยังไม่มีใครตอบได้
แต่การที่กลไกและกระบวนการ ควบคุมกันเองของสื่อมวลชน ถูกเรียกร้องกดดัน จากการไม่มีกฎหมายเฉพาะรองรับ เป็นให้มีกฎหมายเฉพาะรองรับเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ เพื่อทำให้การควบคุมกันเองมีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มความเป็นไปได้ของการมีกฎหมายเฉพาะรองรับ มีมากขึ้นตามลำดับ
แม้กระนั้นก็ตามถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านออกมาใช้บังคับจริง ขณะที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 30 องค์กรประกาศจุดยืน ไม่ขอเข้าร่วมกระบวนการที่ทำให้เกิดสภาวิชาชีพสื่อมวชนแห่งชาติตามกฎหมายฉบับดังกล่าว เท่ากับว่าต่อไปนี้จะมีทั้งสภาที่มีกฎหมายเฉพาะรองรับ และไม่มีกฎหมายเฉพาะรองรับ ดังเช่นสภาการหนังสือแห่งชาติ ที่ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 20 ปีจนถึงในขณะนี้ เป็นต้น
ฉะนั้น ประเด็นที่ต้องถกเถียง อภิปรายเพื่อหาบทสรุปในระดับหลักการกันให้ได้ก่อนการบัญญัติในตัวบท จึงต้องกลับไปสู่หลักการเดิมแต่แรก ดังนี้
1.ควรมีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ หรือไม่ เพราะเหตุใด สภาวิชาชีพควรมีสภาเดียวหรือหลายสภาตามแขนงของสื่อมวลชนแต่ละสาขา
2.สภาวิชาชีพสื่อมวลชนควรมีกฎหมายเฉพาะรองรับหรือไม่ กฎหมายรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียวเพียงพอที่จะทำให้การดำเนินงานของสภาวิชาชีพมีประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่
3.สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติควรมีบทบาท หน้าที่อะไร อย่างไร
4.โครงสร้าง องค์ประกอบ ที่มา คุณสมบัติควรเป็นอย่างไร
ถ้าเห็นว่าการควบคุมกันเองควรมีกฎหมายเฉพาะรองรับก็นำไปสู่การปรับปรุงถ้อยคำให้เหมาะสม สอดคล้องกับความเป็นจริงในทางปฏิบัติต่อไป แต่หากเห็นว่าไม่ควรมีกฎหมายเฉพาะรองรับก็ยกเลิก ยุติการเสนอกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพ ขัดขวางบทบาทสื่อ ยิ่งกว่าส่งเสริม ทันที
ครับ งานนี้คงต้องรอกระบวนการรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสีย ท่าที จังหวะก้าวของรัฐบาล และแม่น้ำอีกสายที่จะรับลูกต่อ จะคลี่คลายไปอย่างไร
สมหมาย ปาริจฉัตต์

