หน้าแรก Uncategorized หุ้นพุ่ง น้ำม...

หุ้นพุ่ง น้ำมันร่วง รับข่าวดี สหรัฐ-อิหร่าน บรรลุดีล ผู้เชี่ยวชาญชี้ อีกหลายเดือนกว่าจะปกติ

15.06.26 | 10:39 น.
REUTERS

หุ้นพุ่ง น้ำมันร่วง รับข่าวดี สหรัฐ-อิหร่าน บรรลุดีล ผู้เชี่ยวชาญชี้ อีกหลายเดือนกว่าจะปกติ

ตลาดหุ้นเอเชียพุ่งขึ้นในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และราคาน้ำมันร่วงแรงถึง 4% หลังจากมีการประกาศว่าสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้น ซึ่งนักลงทุนมองว่าจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลก และลดความจำเป็นที่ทำให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจา โพสต์ข้อความบนโซเชียลในช่วงเช้าวันจันทร์ว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงแล้ว ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกอีกครั้ง แม้จะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมก็ตาม

ในสัปดาห์นี้ ทรัมป์มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G7 ที่ฝรั่งเศส โดยจะพบปะกับผู้นำประเทศตะวันออกกลางหลายคน รวมถึงเข้าร่วมการประชุมหารือกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนด้วย

ด้านอิหร่านระบุว่า การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของอิหร่านและโอมาน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่กระทบต่อหลักการค้าเสรี และบ่งชี้ว่าอาจมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าผ่านทางจากเรือสินค้าในอนาคต

ฌอน คัลโลว์ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านตลาดเงินของ ITC Markets กล่าวว่า แม้ยังขาดรายละเอียด โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ยังไม่ใช่สิ่งที่จะฉุดตลาดในระยะสั้น เพราะบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

Advertisement

“แนวโน้มที่ราคาพลังงานจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง กำลังเปลี่ยนประเด็นสนทนาของธนาคารกลางต่างๆ ในช่วงที่กำลังจะมีการประชุมนโยบายการเงินหลายแห่งติดต่อกัน” คัลโลว์ระบุ

ข่าวดังกล่าวถือเป็นข่าวดีสำหรับธนาคารกลางหลายประเทศที่มีกำหนดประชุมในสัปดาห์นี้ เพราะช่วยลดแรงกดดันที่ต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้นเพื่อรับมือกับความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน

แม้ว่าตลาดจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดข้อตกลง แต่การยืนยันอย่างเป็นทางการก็ช่วยทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 4% มาอยู่ที่ 83.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งห่างไกลจากจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคมที่ 126.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสของสหรัฐ ลดลง 4.7% มาอยู่ที่ 80.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดีราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าระดับประมาณ 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นราคาก่อนสงครามเริ่มต้น

วิเวก ดาร์ นักวิเคราะห์ด้านเหมืองแร่และพลังงานของ Commonwealth Bank of Australia (CBA) คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะลดลงสู่ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสิ้นปีนี้ หากช่องแคบฮอร์มุซไม่ถูกปิดอีกครั้ง โดยการคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแหล่งผลิตน้ำมันและโรงกลั่นในภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระบุว่า อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่บริษัทพลังงานต่างๆ จะสามารถกลับมาดำเนินงานได้ในระดับที่เพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการพลังงานของโลก โดยสาเหตุสำคัญมาจากกระบวนการขนส่งและการกลั่นน้ำมันดิบที่ต้องใช้เวลา รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหมายความว่าผลกระทบเชิงบวกจากข้อตกลงดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในทันที

ตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมา เรือบรรทุกน้ำมันดิบจำนวนมากต้องจอดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากไม่สามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ทั้งที่ก่อนสงครามเริ่มต้น เส้นทางน้ำสายนี้เป็นทางผ่านของน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าโลก

แดเนียล อีแวนส์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดเชื้อเพลิงและการกลั่นน้ำมันระดับโลกของบริษัท S&P Global Energy กล่าวว่า ต้องใช้เวลาเพื่อให้ทุกฝ่ายกลับมามั่นใจ และเพื่อให้ระบบประกันภัยกลับมาพร้อมใช้งานอีกครั้ง โดยเฉพาะการส่งบุคลากรกลับเข้าไปในพื้นที่เพื่อเริ่มฟื้นฟูและเดินเครื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเหล่านี้ใหม่

แนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลงถือเป็นผลดีอย่างมากสำหรับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ โดยดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 3.0% ขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ซึ่งร้อนแรงอยู่แล้วปรับตัวขึ้นอีก 4.3% ส่วนดัชนี MSCI Asia-Pacific ไม่รวมญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 1.5%

ในยุโรป สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี EURO STOXX 50 และ DAX ของเยอรมนีต่างปรับขึ้น 0.2% ขณะที่ FTSE Futures ของอังกฤษเพิ่มขึ้น 0.3% ส่วนในสหรัฐ สัญญาล่วงหน้าดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.9% และ Nasdaq Futures พุ่งขึ้นถึง 1.5%

ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำปรับตัวขึ้น 1.9% แตะระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์