จี้อัยการ ฟัน 5 เป้าหมาย คดีฟอกเงิน303ล้าน วัดธรรมกาย-ธัมมชโย รับโอนเงิน จากอนันต์ อัศวโภคิน หวั่นซ้ำรอยคดีขาดอายุความ
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน รายงานข่าวแจ้งว่า นายเขษมศักดิ์ กันภัย ทนายความ ในฐานะตัวแทนผู้เสียหายคดีฟอกเงิน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อยื่นหนังสือขอร้องเรียนให้พิจารณาดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในคดีฟอกเงินกับวัดพระธรรมกาย และพระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) กับพวก ให้เร่ง พิจารณาดำเนินคดีกับวัดธรรมกายและพระเทพมหามุนี (ธัมมชโย) กับพวก วัดพระธรรมกาย และ พระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) พร้อมพวก ซึ่งเกี่ยวข้องกับดารสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 10/2560 ในคดีกล่าวหา นายอนันต์ อัศวโภคิน กับพวก โดยศาลได้เคยออกหมายจับเลขที่ 1594/2560
ต่อนายอนันต์ อัศวโภคิน ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งระบุพฤติการณ์ว่ามีการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเพื่อปกปิดแหล่งที่มาที่มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งพนักงานอัยการได้สั่งฟ้องคดีไปก่อนหน้านี้แล้ว
นายเขษมศักดิ์ เปิดเผยว่า อยากให้ทางอัยการช่วยดำเนินการ ในส่วนของผู้เกี่ยวฃ้องที่ เงินจำนวน 303 ล้านบาท เนื่องจากพบว่ายังมีบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวนนี้ มีข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสารเข้าเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีการดำเนินการ ิอีกทั้งไม่อยากให้คดีดังกล่าวต้องขาดอายุความ เหมือนกับคดีก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ทางดีเอสไอ มีพยานหลักฐานเส้นทางการเงิน การรับโอน ค่อนข้างครบถ้วน โดยเฉพาะเส้นทางการเงินที่ชัดเจนว่า ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์ของพระเทพมหามุนี (ไชยบูลย์ ธรรมชโย)
เป็นผู้รับเช็คธนาคารกรุงเทพฯ สาขาคลองหลวง เลขที่ 00001903 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 จำนวน 303 ล้านบาท จากนายอนันต์ อัศวโภคิน (แล้วมีการโอนเงินดังกล่าวไปยังบุคคลอื่น ๆ อีกจำนวนมาก รวมถึงวัดธรรมกายและพระธรรมชโย ก็ได้รับโอนและหรือได้รับประโยชน์ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนายอนันต์ฯ ได้ถูกพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ สั่งฟ้องคดีแล้วว่าเป็นความผิดฐานฟอกเงินฯ ตามกฎหมาย อันมีอายุความ 15 ปี ซึ่งจะขาดอายุความในปี 2572
นายเขษมศักดิ์ ยังระบุว่าจากพยานหลักฐานทั้งปวงในสำนวนการสอบสวน แม้จะไม่มีการตั้งข้อกล่าวหา จากพนักงานสอบสวน แต่ก็เพียงพอที่น่าจะดำเนินคดีกับบุคคลดังต่อไปนี้ อีกคือ 1.วัดธรรมกาย 2. พระเทพมหามุนี (ไชยบูลย์ ธรรมชโย) 3. มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์ของพระเทพมหามุนี (ไชยบูลย์ ธรรมชโย) 4. กรรมการมูลนิธิฯ ดังกล่าวในข้อ 3. ทุกคน (ในช่วงเวลาเกิดเหตุ) 5. บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 303 ล้านบาทดังกล่าว
ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย ย้ำว่า กฎหมายฟอกเงินมีความชัดเจนว่าบุคคลหรือหน่วยงานใดก็ตามที่รับประโยชน์หรือเกี่ยวพันกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ย่อมถือว่ามีความผิดฐานฟอกเงินด้วย จึงเรียกร้องให้อัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมและดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลเป้าหมาย 5 กลุ่ม
นายเขษมศักดิ์ กล่าวว่า คดีนี้มีอายุความถึงปี 2572 หากกระบวนการยุติธรรมดำเนินการล่าช้า อาจส่งผลให้คดีขาดอายุความเหมือนกับคดีอื่นๆ ของพระธรรมชโยที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จึงขอให้พนักงานอัยการใช้อำนาจตามหน้าที่ สั่งสอบสวนจนสิ้นกระแสความเพื่อนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและฟ้องต่อศาลโดยเร็วที่สุด เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อ

สำหรับ หนังสือ ร้องเรียนระบุว่า เรียน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ อ้างถึง สำนวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 10/2560 ในคดีกล่าวหา นายอนันต์ อัศวโภคิน กับพวก
นายเขษมศักดิ์ กันภัย ในฐานะตัวแทนของผู้เสียหาย มีความประสงค์ที่จะร้องเรียนให้ท่านอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ พิจารณาดำเนินคดีกับวัดธรรมกายและพระเทพมหามุนี (ธัมมชโย) กับพวก ด้วยพฤติการณ์และการกระทำที่น่าเชื่อว่าเป็นความผิดดังต่อไปนี้
ในคดีพิเศษที่ 10/2560 ตามอ้างถึง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดีในความรับผิดชอบของท่าน ได้มีข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร โดยเฉพาะเส้นทางการเงินที่ชัดเจนว่า ในวันที่ ๙ กรกฎาคม 2558 มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์ขเรีองพระเทพมหามุนี (ไชยบูลย์ ธรรมชโย) เป็นผู้รับเช็คธนาคารกรุงเทพฯ สาขาคลองหลวง เลขที่ 00001903 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม2558 จำนวน 303 บาท จากนายอนันต์ อัศวโภคิน (แล้วมีการโอนเงินดังกล่าวไปยังบุคคลอื่น ๆ อีกจำนวนมาก รวมถึงวัดธรรมกายและพระธรรมชโย ก็ได้รับโอนและหรือได้รับประโยชน์
ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนายอนันต์ฯ ได้ถูกพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ สั่งฟ้องคดีแล้วว่าเป็นความผิดฐานฟอกเงินฯ ตามกฎหมาย อันมีอายุความ 15 ปี (จะขาดอายุความในปี 2572) ซึ่งจากพยานหลักฐานทั้งปวงในสำนวนการสอบสวน แม้จะไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวน แต่ก็เพียงพอที่น่าจะดำเนินคดีกับบุคคลดังต่อไปนี้ อีกคือ 1. วัดธรรมกาย 2. พระเทพมหามุนี (ไชยบูลย์ ธรรมชโย) 3. มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์ของพระเทพมหามุนี (ไชยบูลย์ ธรรมชโย) 4. กรรมการมูลนิธิฯ ดังกล่าวในข้อ 3. ทุกคน (ในช่วงเวลาเกิดเหตุ) 5. บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 303 ล้านบาทดังกล่าว ข้างต้น
ทั้งนี้ โดยพยานหลักฐานทั้งปวงตามสำนวนการสอบสวนที่ 10/2560 และพยานหลักฐานที่พนักงานอัยการจะได้สั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมจนสิ้นกระแสความ ซึ่งน่าจะปรากฏว่า
ประเด็นที่ 1 ในเมื่อพนักงานอัยการได้สั่งฟ้องในคดีนี้แล้วว่าเงินจำนวน 303 ล้านบาท ที่กล่าวถึง เป็นเงินที่เกิดจากการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน แล้วผู้ใดเกี่ยวข้องเข้าข่ายเป็นผู้กระทำการอันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เพื่อซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น และกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง การได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
โดยการสมคบตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้สมคบกันนั้น และหรือเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงิน ก่อนหรือขณะกระทำความผิดเพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงของการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน ซึ่งเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงประชาชน ย่อมเป็นความผิดอาญาฐานฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
กล่าวโดยสรุป กฎหมายฟอกเงินได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า บุคคลใดก็ตามที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันได้รับประโยชน์ใด ๆ ฯลฯ กับการฟอกเงินล้วนมีความผิดฐานฟอกเงินทุกคนไป
ประเด็นที่ 2 หากตามสำนวนการสอบสวนและผลการสอบสวนเพิ่มเติมที่พนักงานอัยการ มีอำนาจหน้าที่ต้องสั่งให้การกระทำแล้วปรากฏว่าบุคคลทั้ง 5 ตามที่ระบุมา โดยมีพระธัมมชโย เป็นบุคคลหลักที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวพัน และรับประโยชน์ เข้าข่ายว่าเป็นผู้ร่วมกระทำผิด พนักงานอัยการก็ย่อมมีหน้าที่สั่งให้ดำเนินคดี สั่งฟ้องคดี และฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้รับโทษตามกฎหมาย
จึงขอร้องเรียนมาเพื่อขอให้ท่านพิจารณาตามอำนาจหน้าที่และเพื่อผดุงความยุติธรรม โดยเฉพาะเพื่อความเป็นธรรมต่อผู้เสียหายในคดีนี้ ซึ่งมีจำนวนมากและล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง โดยหากปรากฏพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน และพยานหลักฐานที่ขอร้องเรียนให้ท่าน สั่งสอบสวนเพิ่มเติมจนสิ้นกระแสความแล้ว ปรากฏว่ามีผู้ร่วมกระทำผิดจริง คือบุคคลทั้ง 5 ที่กล่าวมา
โดยเฉพาะพระธัมมชโยก็ขอให้ท่านสั่งดำเนินคดี เอาตัวบุคคลทั้งหมดมาฟ้องต่อศาลเพื่อรับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายบ้านเมืองต่อไป และขอให้เร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้ขาดอายุความ เพราะมีหลายคดีที่พระธรรมชโยถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงิน ได้ถูกปล่อยจากกระบวนการยุติธรรมจนขาดอายุความแต่เป็นคนละคดี ต่างกรรมต่างวาระกับคดีนี้



