ลูกเขยโหด! คว้าเสียมตีพ่อตาดับ เหตุไม่พอใจ หลังถูกตัดแอร์ในห้องนอน
เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ศูนย์วิทยุสื่อสาร สภ.จตุรพักตรพิมาน ได้รับแจ้งจาก นางวงเดือน พินิจนาม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านสวนมอญ ว่าเกิดเหตุทำร้ายร่างกาย มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจึงประสานกำลังสายตรวจ ชุดสืบสวน และหน่วยกู้ภัยเข้าตรวจสอบ
ต่อมา ร.ต.ต.สายันต์ สุวรรณแสง ร้อยเวรสายตรวจ (ป.20) พร้อมกำลัง เดินทางเข้าตรวจสอบ ก่อนประสาน ร.ต.อ.มานพ เจริญภักดี รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.จตุรพักตรพิมาน พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เข้าดำเนินการตามกฎหมาย
เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบ นายชอบ (สงวนนามสกุล) อายุ 58 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบนำส่งโรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน แต่ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตในเวลาประมาณ 20.50 น.
จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัว นายธวัชชัย (สงวนนามสกุล) หรือ “รวัช” อายุ 28 ปี ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกเขยของผู้เสียชีวิตไว้ได้ในที่เกิดเหตุ พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นเสียมด้ามยาว ความยาวรวมประมาณ 1.20 เมตร จำนวน 1 เล่ม ซึ่งพบตกอยู่ในบริเวณจุดเกิดเหตุและมีคราบเลือดติดอยู่ รวมทั้งมีดพับ 1 เล่ม นำส่งตรวจพิสูจน์เพื่อประกอบสำนวนคดี
จากแนวทางการสืบสวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตและผู้ต้องหาได้มีปากเสียงกันภายในครอบครัว โดยมีชนวนเหตุมาจากการที่ผู้เสียชีวิตไม่ยินยอมให้ผู้ต้องหาใช้กระแสไฟฟ้าภายในบ้าน เนื่องจากไม่พอใจพฤติกรรมที่ไม่ประกอบอาชีพและมีการดื่มสุรา รวมถึงเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จนเกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรง ก่อนเหตุจะบานปลายเป็นการทำร้ายร่างกาย ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่
ต่อมา ชุดสืบสวน สภ.จตุรพักตรพิมาน ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.วินทุ ฝังใจ ผู้กำกับการ สภ.จตุรพักตรพิมาน, พ.ต.ท.ณัฏฐชัย สิริศรีจันทร์ รองผู้กำกับการสืบสวน และ พ.ต.ท.ประเสริฐ สระแก้ว สารวัตรสืบสวน ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง เบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา “ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย” และ “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน ผลตรวจพิสูจน์ของกลาง และผลการชันสูตรพลิกศพ เพื่อประกอบสำนวนคดีต่อไป
ความคืบหน้าคดีทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ภายในพื้นที่บ้านสวนมอญ ตำบลอีง่อง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ล่าสุดเช้าวันนี้ (29 กรกฎาคม) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพของนาย นายชอบ อายุ 58 ปี ตำบลอีง่อง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด บรรยากากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ของญาติพี่น้องและชาวบ้านมาร่วมงาน
นางคำเปี่ยง (สงวนนามสกุล) อายุ 61 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต เล่าทั้งน้ำตาว่า ก่อนเกิดเหตุในช่วงบ่าย นายชอบ สามีของตน กำลังจะออกไปทำนาที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน ระหว่างนั้นได้เกิดมีปากเสียงกับ นายธวัชชัย หรือ “รวัช” ซึ่งเป็นลูกเขยของครอบครัว สาเหตุของความขัดแย้งเกิดจากสามีไม่พอใจพฤติกรรมของลูกเขยที่ไม่ประกอบอาชีพ ใช้ชีวิตอยู่แต่ภายในห้อง เปิดเครื่องปรับอากาศ และตามคำบอกเล่าของภรรยาผู้เสียชีวิต ระบุว่า มีพฤติกรรมดื่มสุราและเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทำให้สามีเดินไปตัดกระแสไฟฟ้าภายในบ้านเพื่อไม่ให้ลูกเขยใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง
นางคำเปี่ยงระบุว่า หลังจากมีปากเสียง ผู้ก่อเหตุได้โทรศัพท์เรียกญาติผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งให้มาช่วยพูดคุยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ แต่ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เหตุการณ์กลับบานปลาย เมื่อผู้ก่อเหตุหยิบอาวุธที่อยู่ในบริเวณบ้านเข้าทำร้ายสามีของตน ก่อนที่สามีจะล้มลงกับพื้น และได้รับบาดเจ็บสาหัส ตนพยายามร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน พร้อมประสานรถกู้ชีพนำสามีส่งโรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน แต่แพทย์ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ภรรยาผู้เสียชีวิตเปิดเผยอีกว่า ตลอดระยะเวลาที่ลูกเขยอาศัยอยู่ด้วยกัน มักมีปากเสียงกับสามีอยู่เป็นประจำ โดยสามีเป็นคนพูดน้อย ไม่ค่อยมีปัญหากับใคร ขณะที่ลูกเขยมักใช้อารมณ์และพูดจาไม่สุภาพ จนเกิดความขัดแย้งภายในครอบครัวหลายครั้ง แต่ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะบานปลายจนสูญเสียชีวิต พร้อมยืนยันว่า “ครั้งนี้ลูกเขยทำเกินกว่าเหตุ”
อย่างไรก็ตาม ประเด็นชนวนเหตุและลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ยังเป็นข้อมูลจากการสอบสวนเบื้องต้นและคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐาน คำให้การของพยาน ผลตรวจพิสูจน์ของกลาง และผลการชันสูตรพลิกศพ เพื่อประกอบสำนวนคดีและดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป โดยผู้ต้องหายังคงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

