หน้าแรก Uncategorized ‘อนุทิน-เอกนั...

‘อนุทิน-เอกนัฏ’เปิดแก๊สเทค ชูไทยฮับพลังงานอาเซียน

15.09.26 | 12:27 น.

หมายเหตุ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปาฐกถาเปิดงาน Gastech 2026 ขณะที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งประเทศไทย โดยกระทรวงพลังงาน ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ภายใต้หัวข้อ “For a secure and sustainable energy future” ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เมื่อวันที่ 14 กันยายน


อนุทิน ชาญวีรกูล 

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 

รัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน คือจะสร้างหลักประกันให้มีพลังงานเพียงพอสำหรับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมได้อย่างไร ขณะเดียวกันต้องรักษาระดับราคาให้ประชาชนเข้าถึงได้ และเดินหน้าสู่อนาคตที่สะอาดมากขึ้น สำหรับประเทศไทย เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เพียงคำถามเชิงนโยบาย เนื่องจากราคาพลังงานส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน

Advertisement

ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ไฟฟ้ากำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ได้มาจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงหนุนจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) บริการคลาวด์ และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยไม่ใช่การเลือกระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับความยั่งยืน แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นพร้อมกัน ภายใต้ต้นทุนที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถรับได้

แนวทางด้านพลังงานของรัฐบาลประกอบด้วย 3 เรื่องสำคัญ เรื่องแรก คือ ความมั่นคงทางพลังงานและราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ ซึ่งก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นรากฐานสำคัญของระบบไฟฟ้าไทย เนื่องจากมีความมั่นคงและความยืดหยุ่นที่จำเป็นในช่วงที่ประเทศไทยเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ดังนั้น ก๊าซธรรมชาติและ LNG จะยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเดินหน้ากระจายแหล่งจัดหาพลังงาน เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานภายในประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

การเปลี่ยนผ่านที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถจ่ายค่าไฟได้ ย่อมไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน พร้อมย้ำว่าระบบพลังงานต้องมีความมั่นคง ต้นทุนอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และผลประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านต้องกระจายอย่างทั่วถึง

เรื่องที่สอง คือ ทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นได้จริง โดยไทยกำลังเร่งเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งการเสริมความแข็งแกร่งของระบบสายส่ง ระบบกักเก็บพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทุกภาคส่วน

ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ Solar Rooftop ภาคประชาชนหรือครัวเรือน โดยสนับสนุนครัวเรือนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์บนหลังคา วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลเตรียมที่จะเปิดตัวในช่วงกลางเดือน ต.ค.นี้ พร้อมเตรียมมาตรการยกเว้นภาษีสำหรับอุปกรณ์โซลาร์บางรายการที่นำเข้าจากต่างประเทศ มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยให้ครัวเรือนลดค่าไฟ เพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงานสะอาด และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานในอนาคต

นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้าน พลังงานชีวภาพและเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) จากฐานการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่แล้ว สามารถนำผลผลิตทางการเกษตร เศษวัสดุ และผลพลอยได้มาแปรรูปเป็นเอทานอล ไบโอดีเซล ไบโอมีเทน และเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำอื่นๆ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทั้งภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร และชุมชน

ส่วนเรื่องที่สาม คือ การเชื่อมโยงนโยบายพลังงานเข้ากับการลงทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยนักลงทุนในปัจจุบันต้องการมากกว่าสิทธิประโยชน์ แต่ต้องการกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน กระบวนการตัดสินใจที่รวดเร็ว โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย บุคลากรที่มีทักษะ และการเข้าถึงพลังงานสะอาดที่มีความน่าเชื่อถือ รัฐบาลจึงเดินหน้าปรับปรุงเงื่อนไขเหล่านี้ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถลงทุนในไทยได้อย่างมั่นใจและวางแผนระยะยาว

ทั้งนี้ ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่าประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท หรือ 43,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีศักยภาพสร้างงานมากกว่า 82,000 ตำแหน่ง โดยส่วนใหญ่มาจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด การผลิตขั้นสูง และอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม การดึงดูดการลงทุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายของรัฐบาลคือทำให้การลงทุนช่วยพัฒนาทักษะคนไทย เสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และสร้างงานและรายได้ที่ดีขึ้นให้กับประชาชน

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยประเทศไทยยินดีต้อนรับความร่วมมือด้านก๊าซธรรมชาติและ LNG พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน การบริหารจัดการคาร์บอน ไฮโดรเจน พลังงานชีวภาพ รวมถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยทำให้ระบบพลังงานสะอาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาล บริษัทพลังงาน นักลงทุน และนักนวัตกรรมที่ต้องการเปลี่ยนแนวคิดที่มีศักยภาพให้เป็นโซลูชั่นที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและขยายผลในระดับใหญ่

ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ใจกลางภูมิภาคอาเซียน เรามีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย บุคลากรที่มีความสามารถ และเครือข่ายธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศ เราต้องการต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ เพื่อก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับการลงทุน นวัตกรรม และความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 5 ทศวรรษ Gastech ทำหน้าที่เป็นเวทีเชื่อมโยงประชาคมพลังงานโลกเข้าด้วยกัน และในปีนี้กรุงเทพฯ ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ ในช่วงเวลาที่โลกต้องการความร่วมมือที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริงมากกว่าที่เคย

ผมหวังว่าในช่วงหลายวันต่อจากนี้ เราจะก้าวข้ามการพูดคุยเพียงว่าอนาคตด้านพลังงานควรมีหน้าตาอย่างไร และมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เราแต่ละคนสามารถทำได้เพื่อสร้างอนาคตดังกล่าว ทั้งผ่านการลงทุน เทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความร่วมมือที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้จริง ประเทศไทยพร้อมเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจ และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างอนาคตด้านพลังงานที่มีความมั่นคง ราคาเข้าถึงได้ สะอาดยิ่งขึ้น และสามารถสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับคนรุ่นต่อไป

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 

ระเทศไทยรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ต้อนรับผู้นำด้านพลังงานจากทั่วโลกเข้าร่วมงาน Gastech 2026 ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับ DMG Events เป็นเจ้าภาพจัดงาน โดยถือเป็นการนำหนึ่งในเวทีด้านพลังงานที่มีอิทธิพลมากที่สุดของโลกกลับมาจัดที่ประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากเคยจัดขึ้นเมื่อปี 2551

ปัจจุบันอุตสาหกรรมพลังงานโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ขณะที่ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) กลายเป็นวาระสำคัญร่วมกันของทุกประเทศ ดังนั้น การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น

ไทยมีจุดแข็งจากทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นประตูเชื่อมโยงตลาดสำคัญของภูมิภาค ประกอบกับมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความพร้อม บริษัทพลังงานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รวมถึงบุคลากรด้านพลังงานที่มีศักยภาพ

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไทยไม่เพียงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการจัดงาน Gastech 2026 แต่ยังมีศักยภาพที่จะเป็นพันธมิตรสำคัญสำหรับความร่วมมือด้านพลังงานในยุคใหม่ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงตลาดและการลงทุนด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ ในช่วงที่ภูมิทัศน์พลังงานโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นกำลังสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเป็นหนึ่งในเสาหลักของโครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลก

ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 4,280,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และคาดว่าจะยังคงมีความยืดหยุ่นในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า

จากแนวโน้มดังกล่าว ไทยจึงเปิดโอกาสให้พันธมิตรจากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมกับทรัพยากรพลังงานในประเทศ ผ่านการเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ศักยภาพสูงในทะเลอันดามัน รวมกว่า 60,200 ตารางกิโลเมตร

ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนและบริษัทพลังงานต่างชาติในการเข้ามาร่วมสำรวจและพัฒนาแหล่งทรัพยากรใหม่ของไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

สำหรับตลาด LNG อนาคตของ LNG ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มปริมาณการจัดหา แต่ต้องมุ่งสร้างระบบพลังงานโลกที่มีความยืดหยุ่น เชื่อมโยง และสามารถรองรับความผันผวนของตลาดได้มากขึ้น โดยปัจจุบันประเทศไทยมีขีดความสามารถรองรับ LNG ประมาณ 19 ล้านตันต่อปี (MTPA) และมีแผนขยายเพิ่มเป็น 27 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและภูมิภาค

ทั้งนี้ ไทยยังอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อแสวงหาโอกาสความร่วมมือในห่วงโซ่ LNG ตั้งแต่การจัดหา LNG รูปแบบใหม่ การจัดซื้อร่วมกัน ความร่วมมือด้านคลังและถังเก็บ LNG ตลอดจนการร่วมลงทุนในห่วงโซ่คุณค่าของ LNG

ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดนั้น การบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีหลากหลาย ไม่ใช่เพียงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและการใช้ไฟฟ้าเท่านั้น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก

ทั้งนี้ ไฮโดรเจนและแอมโมเนีย สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอน ขณะเดียวกันยังสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีอยู่เดิมได้ สำหรับประเทศไทย อยู่ระหว่างการพิจารณา เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 และได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

โดยโครงการ Arthit CCS Pilot Project ได้ผ่านขั้นตอนการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision: FID) แล้ว ถือเป็นโครงการพัฒนา CCS แห่งแรกของไทย และเป็นก้าวสำคัญในการผลักดัน Eastern Thailand CCS Hub

โครงการดังกล่าวมีศักยภาพพัฒนาไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน CCS ร่วมกัน เพื่อรองรับการดักจับและกักเก็บคาร์บอนจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมหลายรายในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจในการบริหารจัดการการปล่อยคาร์บอน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

การสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ใช่เป้าหมายที่สามารถบรรลุได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทั้ง เทคโนโลยี นวัตกรรม การลงทุน และความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน เราสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้เป็นการลงมือทำร่วมกันได้