กมธ.พัฒณาการเมืองฯ สว. เสนอรายงาน “กระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรี-เป็นธรรม” พบประเทศไทยมีเสรีภาพเพียง 34 จาก 100 คะแนน แนะควรศึกษาจากประเทศที่มีปชต.อันดับต้นๆ พร้อมเสนอแก้ไขกม.ปฏิรูปการเลือกตั้ง 3 ฉบับ ทั้ง ‘รธน.-กกต.-สส.’ เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ทางประชาธิปไตย
เมื่อวันที่ 21 กันยายน เวลา 10.30 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานการพิจารณาเรื่องรายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม ของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่พิจารณาเสร็จแล้ว
โดยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.ในฐานะประธานกมธ.ฯ รายงานว่า รายงานฉบับนี้เกิดจากความตั้งใจในกมธ.ฯอย่างน้อย 2 ประเด็นใหญ่ คือ1.ข้อกังวลต่อเรื่องการจัดการเลือกตั้ง ที่ถูกตั้ังคำถามจากสังคม และนักวิชาการ ว่าอาจจะไม่เสรีและไม่เป็นธรรม นับตั้งแต่การเลือกตั้งสส.ปี 2562, 2566, 2569 และ 2.รายงานการจัดอันดับเสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองในปี 2568 โดยฟรีดอมเฮาส์ องค์กรที่ไม่แสดงหาผลกำไร พบว่าประเทศไทยมีคะแนนด้านเสรีภาพเพียง 34 คะแนนจาก 100 คะแนน ทำให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่เสรี
นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า รายงานฉบับนี้มีเป้าหมายทั้งหมด 3 ประการหลัก คือ 1.ศึกษาและนำเสนอปัญหาการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามว่าไม่เสรีและเป็นธรรมในประเทศไทย 2.จัดทำแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง และ3.จัดทำข้อเสนอต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดเลือกตั้ง ทั้งนี้การเลือกตั้งที่เสรีหมายถึงระบบการเลือกตั้งที่ผู้ใดก็ตามมีสิทธิเลือกตั้งต้องมีเสรีภาพในการเลือกผู้แทนของตนหรือไม่เลือกผู้ใดเลย โดยปราศจากความกลัวหรือการถูกข่มขู่ ส่วนการเลือกตั้งที่เป็นธรรมหมายถึง ระบบการเลือกตั้งที่ผู้สมัครลงรับเลือกตั้งต่างมีสิทธิที่เท่าเทียมกันที่จะลงสมัครแข่งขัน การรณรงค์หาเสียงปราศรัยเพื่อโน้มน้าวผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่เกี่ยวข้องส่วนอื่นที่รายงานนำมาเป็นฐานคิดประกอบการพิจารณาไม่ว่าจะเป็นปฎิญญาว่าด้วยหลักเกณฑ์ ที่เสรีและเป็นธรรม จัดทำขึ้นโดยสหภาภาพรัฐสภาหรือ IPU ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ และประมวลจริยธรรมในการเลือกตั้ง ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสภาแห่งยุโรป เพื่อนำเสนอพื้นฐานสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกนำเป็นต้นแบบในการเสริมสร้างประชาธิปไตยในการเลือกตั้ง เช่นการเลือกตั้งต้องเป็นการทั่วไป ต้องเท่าเทียม ต้องเป็นอิสระ ต้องเป็นไปโดยลับ ต้องมีลักษณะโดยตรง และต้องมีขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นวาะ และนำประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ที่อยู่ในอันดับต้นๆ ที่อำนวยความสะดวกประชาชน สามารถประกาศผลได้เร็วมาปรับใช้กับประเทศไทยเพื่อให้มีประสิทธิภาพ
ขณะที่น.ส.อชิรญา บุญตา คณะทำงานรายงานฯ กล่าวว่า ได้จัดทำร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูปการเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 3 ฉบับ คือ1.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กมธ.ได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นสำคัญ 6 ประการเพื่อสร้างรากฐานทางกฎหมายใหม่คือ 1.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 90 กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใช้หมายเลขเดียวกับหมายเลขประจำพรรคการเมืองทั่วประเทศเพื่อลดความสับสนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและส่งเสริมการแข่งขันเชิงนโยบาย 2.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 91 กำหนดให้พรรคการเมืองที่จะได้รับการจัดสรร สส. แบบบัญชีรายชื่อต้องมีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำเพื่อสร้างเสถียรภาพและคุณภาพของพรรคการเมืองในรัฐสภา 3.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 95 อนุมาตราสาม ขยายสิทธิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกพื้นที่ที่พำนักจริงโดยไม่ต้องย้ายทะเบียนบ้าน 4. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 218 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ถูกคัดสรรโดยคณะกรรมการสรรหาแยกออกจากองค์กรอิสระอื่นและเพิ่มมาตรา 218/1 ฟื้นฟูสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คนให้สามารถเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อขอให้รัฐสภาลงมติถอดถอนกกต.ออกจากตำแหน่งได้ โดยต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของที่ประชุมรัฐสภา 5.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 222 เปลี่ยนองค์กรผู้ให้คำแนะนำในการแต่งตั้งกกต.จากเดิมเป็นวุฒิสภา เป็นรัฐสภาเพื่อให้มีความยึดโยงกับตัวแทนของประชาชนอย่างครอบคลุม และ 6. เพิ่มเติมมาตรา 222/1 และ/2 ลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเปิดรับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เช่น นวัตกรรมเทคโนโลยี สื่อสารมวลชน บัญชี เศรษฐศาสตร์ และภาคประชาสังคม
2.แก้ไขร่าง.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในส่วนนี้ กมธ.ฯได้จัดทำข้อเสนอแก้ไขใน 4 ประเด็นคือ 1. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 8 ได้ขยายเพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปรับปรุงที่มาของกกต.2.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 9 เสนอให้ขยายโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ตำแหน่งโดยปรับลดเกณฑ์อายุของกกต.ขั้นต่ำจาก 35 – 70 ปี 3.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 ปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการสรรหาของกกต. ให้มีความยึดโยงกับประชาชนและมีดุลยภาพมากขึ้น และ 4.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 22 อนุมาตรา 3 ปรับปรุงการจัดทำคำวินิจฉัยโดยจะต้องระบุข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและจะต้องเผยแพร่ต่อสาธารณะ ผ่านสาระสนเทศน์ภายใน 7 วัน
3.แก้ไขร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในส่วนนี้ได้มีข้อเสนอแก้ไขเพื่อยกระดับความสะดวกและเป็นธรรมในหกประเด็นคือหนึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 26 ปรับปรุงการกำหนดให้ราษฎรแต่ละเขตต้องมีความใกล้เคียงกันโดยมีผลต่างไม่เกินร้อยละห้า 2.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 27 เพิ่มการบังคับไม่ให้แยกพื้นที่ตำบลออกจากกันโดยคำนึงถึงปัจจัยทางภูมิศาสตร์สามแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 41 กำหนดให้กกต.ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครให้แล้วเสร็จและรายงานกลับภายใน 3 วัน 4.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 48 และมาตรา 56 เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้พรรคการเมืองยื่นบัญชีรายชื่อและแจ้งความประสงค์ต่อกกต. เพื่อจับสลากกำหนดหมายเลข ประจำพรรคก่อนวันรับสมัครสส.แบบแบ่งเขตเพื่อให้พรรคการเมืองมีหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ 5.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 76 เพิ่มการยกเว้นสำหรับการกระทำที่เป็นประโยชน์สาธารณะเพื่อให้หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดยานพาหนะรับส่งคนพิการหรือผู้สูงอายุไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างเป็นธรรมและปราศจากการครอบงำ และ 6. ขยายเพิ่มเติมมาตรา 128 การปรับเกณฑ์คำนวณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ
“ข้อเสนอกฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงเทคนิค แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศน์ทางประชาธิปไตยใหม่ เพื่อแก้ไขตั้งแต่โครงสร้างองค์กรกระบวนการจัดการบริหารไปจนถึงการคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเท่าเทียม” น.ส.อชิรญา กล่าว

