หากพูดถึงเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี หลายคนอาจนึกถึงทะเลสีคราม บรรยากาศสงบของเมืองชายทะเล วิถีชีวิตชาวประมง และสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับการหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ แต่เบื้องหลังภาพความงดงามเหล่านั้น เกาะเล็กๆ แห่งนี้ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับชีวิตของผู้คนบนเกาะมาอย่างยาวนาน
หนึ่งในสถานที่ที่ทำให้เห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์เกาะสีชังอย่างชัดเจน คือ พระจุฑาธุชราชฐาน พระราชวังบนเกาะเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2432 กาลเวลาทำให้สถานที่แห่งนี้เปลี่ยนผ่านจากพระราชฐานในอดีตมาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ที่รอให้ผู้คนเข้ามาทำความเข้าใจ และนำไปเชื่อมโยงกับชีวิตในปัจจุบัน

เมื่อมหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างความรู้ แต่ต้องพาความรู้กลับสู่ชุมชน
ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับมอบสิทธิการใช้ที่ดินในบริเวณพระจุฑาธุชราชฐานจากกรมธนารักษ์ โดยมีการบูรณะและปรับปรุงโบราณสถานร่วมกับกรมศิลปากร ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะพัฒนาพื้นที่และภูมิทัศน์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐานใน พ.ศ. 2545 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้
ปัจจุบัน พื้นที่พิพิธภัณฑ์อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ ภายในมีโบราณสถานและอาคารสำคัญที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ ตลอดจนพื้นที่สวนและภูมิทัศน์ที่สะท้อนร่องรอยทางประวัติศาสตร์ แต่บทบาทของจุฬาฯ บนเกาะสีชังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลมรดกทางวัฒนธรรมเท่านั้น เพราะที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิตเกาะสีชัง ตลอดจนมีความร่วมมือกับศูนย์เรียนรู้ธนาคารสัตว์ทะเลเกาะสีชัง โดยชุมชนเพื่อชุมชนยั่งยืน ในพระราชูปถัมภ์ฯ ซึ่งทำงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล การเพาะพันธุ์ปูม้า และการดูแลระบบนิเวศ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนแนวคิดเรื่องพันธกิจเพื่อสังคม หรือ CU Social Engagement ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มุ่งนำองค์ความรู้ งานวิจัย และความเชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยไปเชื่อมโยงกับพื้นที่จริง เพื่อให้ความรู้ไม่ได้หยุดอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่กลายเป็นประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับชุมชน
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 จุฬาฯ จัดโครงการ “จุฬาฯ พาสื่อมวลชนยลเกาะสีชัง” ระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคม เพื่อนำสื่อมวลชนลงพื้นที่สัมผัสทั้งงานวิจัย การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และพันธกิจเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัย หนึ่งในเรื่องราวที่น่าสนใจจากการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ การทำงานร่วมกับเด็กและเยาวชนในชุมชน ผ่านโครงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และการฝึกเป็นมัคคุเทศก์เยาวชน ณ พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน

จุดเริ่มต้นของมัคคุเทศก์เยาวชน จากคนท้องถิ่นที่ไม่รู้จักบ้านเกิดตัวเอง
“เราเป็นคนท้องถิ่น แต่ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้แม้กระทั่งประวัติบ้านเกิดตัวเอง”
นี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ วันดี รักชาติ หัวหน้าหน่วยพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ เล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่เพิ่งเข้ามาทำงาน ยิ่งเรียนรู้มากขึ้น เธอยิ่งเห็นว่าเกาะสีชังมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับสมัยรัชกาลที่ 5 แต่เรื่องราวเหล่านี้กลับไม่ใช่สิ่งที่เด็กทุกคนบนเกาะรู้จักอย่างลึกซึ้ง

วันดี รักชาติ หัวหน้าหน่วยพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ
ในปี พ.ศ. 2547 ทางจุฬาฯ จึงมีโครงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการชวนเยาวชนกลับมาทำความรู้จักบ้านเกิดของตัวเอง ให้พวกเขาเห็นว่าเกาะที่เติบโตมานั้นมีคุณค่าและมีเรื่องราวที่น่าภาคภูมิใจเพียงใด ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังมองเห็นโอกาสในการใช้เวลาว่างของเด็กให้เกิดประโยชน์
“สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเสริมในช่วงปิดเทอม แต่ยังเชื่อมโยงเข้ากับการเรียนการสอนของโรงเรียนเกาะสีชัง ซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยนำเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านเกิดมาผนวกไว้ในหลักสูตรวิชาสังคมศึกษา และทำงานร่วมกันระหว่างพิพิธภัณฑ์กับโรงเรียน เด็กๆ จะเริ่มเข้าสู่การอบรมตั้งแต่ชั้น ม.1 และสามารถทำหน้าที่มัคคุเทศก์ต่อเนื่องได้จนถึงชั้น ม.3 ในแต่ละรุ่นมีผู้เข้ารับการฝึกประมาณ 10 คน จากนักเรียนที่สนใจและมีความพร้อม”
วันดีเล่าต่อถึงการเป็นมัคคุเทศก์ของเด็กๆ ว่า ไม่ใช่เพียงการท่องจำข้อมูลแล้วบอกเล่าให้นักท่องเที่ยวฟัง แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องราว ความพยายามในการฝึกฝน และความกล้าที่จะสื่อสารกับผู้คนด้วย เมื่อเปลี่ยนจากผู้เรียนรู้มาเป็นผู้ถ่ายทอด เขาย่อมมีโอกาสทำความเข้าใจเรื่องราวของบ้านเกิดในมิติที่ลึกขึ้น และเมื่อมีนักท่องเที่ยวตั้งใจฟังสิ่งที่เขาเล่า ความรู้สึกภาคภูมิใจก็อาจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากประสบการณ์ตรงนั้น

มัคคุเทศก์น้อย ณ เกาะสีชัง
การศึกษาที่ดี ไม่ควรจบแค่ในตำรา
สำหรับวันดี การสนับสนุนเด็กและเยาวชนไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฝึกเป็นมัคคุเทศก์ เพราะการเรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กเติบโตได้จริง ควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้สัมผัสประสบการณ์ที่หลากหลาย
“ที่ผ่านมามีคณะต่างๆ ของจุฬาฯ เข้ามาจัดกิจกรรมให้ความรู้กับเด็กในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ภาษาอังกฤษ สิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ ไปจนถึงการผลิตสื่อและการใช้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ TikTok นอกจากนี้ยังมีโครงการสัญจรที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ออกไปศึกษาดูงานนอกพื้นที่ ซึ่งสิ่งที่จะทำให้ชุมชนยั่งยืนได้ คือต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ เพราะเด็กเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะต่อยอดสิ่งต่างๆ ให้เราได้”
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นประโยชน์กับเด็กเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังส่งต่อไปถึงครอบครัวและชุมชนด้วย เด็กบางคนสามารถมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัว ขณะเดียวกันพวกเขายังกลายเป็นคนรุ่นใหม่ที่นักท่องเที่ยวรู้จัก และเป็นกำลังสำคัญในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของเกาะสีชัง อย่างไรก็ตาม วันดีเห็นว่าสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การศึกษาทำหน้าที่นี้ได้ดียิ่งขึ้น คือการเปิดพื้นที่ให้ครูได้กลับมาทำหน้าที่หลักของตัวเองอย่างเต็มที่
“อยากให้ครูเป็นครู” คือความคาดหวังที่เธออยากเห็นเกิดขึ้น จากการปฏิรูปการศึกษาใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพราะจากประสบการณ์ที่ได้เห็นการทำงานของโรงเรียน เธอมองว่าครูมีภาระหน้าที่มากมาย ทั้งเอกสารและกิจกรรมที่มาจากหน่วยงานต่างๆ จนเวลาในการสอนและดูแลเด็กอาจลดน้อยลง
“อยากให้ครูมีเวลาเอาใจใส่เด็ก ให้เหมือนสมัยก่อนที่ครูเหมือนผู้ปกครองคนหนึ่ง” วันดีทิ้งท้าย
คำพูดนี้ชวนให้มองการปฏิรูปการศึกษาในอีกมิติหนึ่ง เพราะแม้การปรับปรุงกฎหมาย หลักสูตร หรือระบบบริหารจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ท้ายที่สุดแล้วการศึกษาก็ยังต้องเกิดขึ้นผ่านความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน อย่างกรณีของเกาะสีชังก็แสดงให้เห็นว่า เมื่อเด็กมีโอกาสเรียนรู้จากพื้นที่จริง มีผู้ใหญ่คอยสนับสนุน และมีพื้นที่ให้แสดงความสามารถ การศึกษาก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่าความรู้ในตำราได้

ชวนร่วมติดตามและแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตการศึกษาไทย เมื่อ ‘กระทรวงศึกษาธิการ’ กำลังประกาศเดินหน้าจัดทำ ‘พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่’ ทดแทนฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ.2562 ในงานสัมมนา Thailand Education Next for All ‘พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย’ วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ (รางน้ำ) เวทีที่จะระดม ‘คน’ ทุกภาคส่วน ทุกสาขา ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่จะนำ ‘การศึกษาไทย’ ที่ไม่ใช่แค่ ‘ก้าว’ แต่ต้อง ‘วิ่ง’ ให้ทัน มารวมตัวกันในวาระพิเศษ
นำโดย ‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ‘สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ’ รมช.คมนาคม ‘ศ.วุฒิสาร ตันไชย’ ปธ. กสศ., รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และพบกับ ‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน, ‘พีรวิชญ์ ขันติศุข’ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ‘รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, ‘ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข’ คณะบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ‘ร่มเกล้า ช้างน้อย’ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ ‘ครูขอสอน’ และครูโรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์ จ.นครสวรรค์ และ ‘ณพงศธร ทรงสวัสดิ์’ ที่ปรึกษาคณะกรรมการนักเรียน โรงเรียนดรุณสิกขาลัย
และนี่คือเวทีที่จะฉายภาพ เพื่อนำไปสู่การปลดล็อกกฎหมาย ขยายโอกาส ยกระดับห้องเรียน สู่อนาคตการศึกษาไทย



