‘อัยการ’ ชี้ข้อดีคุมสอบสวนต้นธาร ระบบแบ่งแยกเกิดปัญหา ล่าช้า อสส.ตั้งคณะทำถกถ่วงดุลตำรวจ

ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด

“อัยการ” ชี้ คดีโทษสูงควรให้อัยการร่วมคุมสอบสวน ชี้ระบบเเบ่งเเยกเกิดปัญหาในการค้นหาความจริง ล่าช้า อสส.ตั้งคณะ ทำงานปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการสอบสวนถ่วงดุลตำรวจ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึง กรณี เรื่องอำนาจการสอบสวนคดีความ ว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2560 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่างจากทั่วประเทศที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปว่า ร้อยละ 79.83 เห็นด้วยกับการให้อัยการมีอำนาจตรวจสอบควบคุมการสอบสวนคดีที่มีอัตราโทษจำคุกเกิน 5 ปีหรือคดีที่มีการร้องเรียน เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบดูแลการสอบสวนให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีนักวิชาการหลายคนและกลุ่มประชาชนที่มีความคิดเห็นสนับสนุนในเรื่องนี้อยู่

นายธนกฤต กล่าวว่า ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทยเป็นระบบที่มีการแบ่งแยกการสอบสวนออกจากการฟ้องร้องคดี โดยผู้ที่มีอำนาจสอบสวนคือพนักงานสอบสวน ตามกฎหมายไทย ไม่ได้หมายถึงเฉพาะพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีพนักงานสอบสวนในสังกัดองค์กรอื่น ๆ ที่มีอำนาจสอบสวนตามกฎหมายด้วย เช่นพนักงานฝ่ายปกครองของกระทรวงมหาดไทย พนักงานสอบสวนคดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นต้น ส่วนอัยการไทยจะทำหน้าที่ฟ้องคดีอาญาแต่ไม่ได้มีอำนาจสอบสวนและควบคุม กำกับดูแลการสอบสวนคดีของพนักงานสอบสวน เว้นแต่คดีบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้อัยการไทยเข้าไปมีอำนาจสอบสวนด้วย

“การที่ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทยแยกการสอบสวนออกจากการฟ้องคดี ทำให้เกิดปัญหาในการประสานงานและการทำงานร่วมกันของพนักงานสอบสวนและอัยการไทยในการค้นหาความจริงในคดี ประการที่สำคัญคือ อัยการไทยไม่สามารถเข้าไปควบคุม กำกับดูแลการสอบสวนคดีของพนักงานสอบสวนตั้งแต่เริ่มต้นคดีได้ อัยการไทยจะเริ่มทำหน้าที่ของตนก็ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จสิ้นและส่งสำนวนการสอบสวนมาให้อัยการแล้ว ทำให้เกิดปัญหาตามมา คือ การกำหนดประเด็นและการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น อัยการต้องสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนในประเด็นต่าง ๆ และรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอยู่บ่อยครั้ง ทำให้คดีล่าช้า และมักมีปัญหาในการสืบพยานของอัยการที่เกิดขึ้นในชั้นศาลอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะที่เป็นพยานบุคคล เเต่สำหรับระบบที่ให้อัยการมีอำนาจสอบสวน และควบคุม กำกับดูแลการสอบสวนคดีของพนักงานสอบสวน และมีอำนาจฟ้องคดีอาญาด้วย นั้นจะ เป็นระบบการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ และเป็นระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายเป็นสากลในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยียม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้”อัยการกล่าว

นายธนกฤต อธิบายอีกว่า ระบบดังกล่าวจะเป็นไปภายใต้หลักที่ว่า อำนาจในการสอบสวนและฟ้องร้องคดีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและเป็นกระบวนการเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อให้การสอบสวนและการฟ้องร้องคดีเป็นไปในทิศทางเดียวกันในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพิสูจน์ความผิด เพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องร้องลงโทษ ซึ่งจะเห็นได้จากเมื่อคราวเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งใหญ่ในกรุงปารีสและบรัสเซลส์ อัยการฝรั่งเศสและอัยการเบลเยี่ยม เป็นผู้ออกมาแถลงข่าวการดำเนินการสอบสวนเอาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ใช่พนักงานสอบสวนเป็นผู้ออกมาแถลงข่าว โดยในระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศฝรั่งเศส อัยการฝรั่งเศสซึ่งได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของอัยการในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ได้มีการแบ่งแยกการสอบสวนออกจากการฟ้องร้องคดี เนื่องจากถือว่า การสอบสวนและการฟ้องร้องคดีเป็นกระบวนการเดียวกัน จึงต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น อัยการฝรั่งเศสจึงมีทั้งอำนาจสอบสวนและฟ้องคดีอาญา โดยในส่วนของอำนาจสอบสวน อัยการฝรั่งเศสจะทำหน้าที่ ควบคุม และกำกับดูแลการสอบสวนคดีของตำรวจฝ่ายคดี ซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวน และมีอำนาจใช้ดุลพินิจลงไปสอบสวนคดีด้วยตนเองในคดีที่มีอัตราโทษสูงและคดีที่มีความสำคัญ โดยอัยการจะเข้าไปควบคุม กำกับดูแลการสอบสวนตั้งแต่ที่ได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ซึ่งทำให้การสอบสวนคดีมีความสมบูรณ์ โปร่งใส มีความผิดพลาดน้อย มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

นายธนกฤต กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนไปโดยลำพังและควบคุมกำกับดูแลการสอบสวนด้วยกันเอง และทำให้กระบวนการยุติธรรมมีความโปร่งใส น่าเชื่อถือมากขึ้น ที่ต้องมีระบบนี้ เนื่องจากอัยการเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลและเป็นผู้นำพยานหลักฐานต่างๆ มาสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยในชั้นศาล อัยการจึงย่อมทราบดีว่า ควรสอบสวนในประเด็นใดและควรรวบรวมพยานหลักฐานใดบ้าง แค่ไหน เพียงใด จึงน่าจะเพียงพอที่จะให้ศาลรับฟังลงโทษจำเลยได้ แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าอัยการไม่ได้เข้าไปแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนยังคงมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของตนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้

“หลักการสากลทั่วโลกที่อัยการเข้าไปมีอำนาจสอบสวน และควบคุม กำกับดูแลการสอบสวนคดีของพนักงานสอบสวนนั้น ไม่ใช่ว่าอัยการจะเข้าไปสอบสวนคดีด้วยตนเองทุก ๆคดี แต่จะเข้าไปสอบสวนเฉพาะบางคดีโดยเฉพาะคดีที่มีอัตราโทษสูงและคดีที่มีความสำคัญ โดยส่วนใหญ่แล้ว บทบาทของอัยการจะอยู่ที่การควบคุม กำกับดูแลการสอบสวนคดีของพนักงานสอบสวนตั้งแต่เริ่มต้นคดี ” นายธนกฤตกล่าวและว่า สำหรับอัยการฝรั่งเศสทั่วประเทศมีจำนวนประมาณ 3,000 คน ซึ่งก็ทำหน้าที่ทั้งสอบสวน ควบคุม กำกับดูแลการสอบสวนและฟ้องร้องคดีอาญาที่เกิดขึ้นทั่วประเทศฝรั่งเศสได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นอย่างดี ส่วนอัยการไทยทั่วประเทศนั้นปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 3,700 คน

“ในเรื่องการปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาของไทยนั้น ร้อยตำรวจตรี พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ได้ออกคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 999/2560 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2560 แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ของสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีอำนาจหน้าที่ส่วนหนึ่งในการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับระบบการสอบสวนคดีอาญา เพื่อให้ระบบการสอบสวนคดีอาญามีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับอัยการอย่างเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมและหลักประกันการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอย่างแท้จริง” นายธนกฤต กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เปิดชีวิต ‘ผู้พิพากษาหญิง’ สมลักษณ์ จัดกระบวนพล จาก ‘ลูกสาวทหารม้า’ สู่ ‘ท่านเปาหญิง’
บทความถัดไปคนรุ่นใหม่มาทำตามพ่อ ‘ปลูกเพ(ร)าะสุข’