ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรี รายงานว่า น.ส.อำพา เยาวขันธ์ อายุ 28 ปี ชาวบ้านหมู่บ้านใหม่พัฒนา อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เกษตรกรสาววัย 28 ปี ซึ่งทำสวนมะละกอสลับกับการปลูกมันสำปะหลังบนเนื้อที่ 40 ไร่ ปิ๊งไอเดียสุดเจ๋ง พลิกแนวทางการขายแปรรูปมะละกอส่งโรงงานสร้างรายได้นับแสนๆ บาทต่อเดือน นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีและรู้จักเอาตัวรอดพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสสวนกระแสราคาตก
น.ส.อำพากล่าวว่า ช่วงแรกๆ ปลูกมะละกอขายเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ก็ไม่มีปัญหา แต่ 4 ปีที่ผ่านมา พอมีคนปลูกมากขึ้น ทำให้ราคาถูกลง ตามวัฏจักรกลไกตลาด และไม่มีข้อต่อรอง ประสบกับปัญหาราคามะละกอตกต่ำ พ่อค้ารับซื้อในราคาถูก แถมลูกเล็กไม่รับซื้อ จึงทำให้ต้องขายต่อให้กับพ่อค้าแม่ค้าอีกที ไม่ได้ราคาหรือไม่มีคนรับซื้อ หนีไม่พ้นต้องปล่อยสินค้าทิ้ง ทุนหายกำไรหด บางคนเจ๊งไม่เป็นท่า ต้องเป็นหนี้เป็นสินก็มากมาย ตนเองก็เกือบจะเป็นอย่างนั้น แต่ยังดีกว่าเกษตรกรรายอื่นๆ เพราะค่อนข้างมีฐานะดี จึงพอทน

น.ส.อำพากล่าวต่อว่า จากการมีโอกาสรู้จักกับเพื่อนฝูงที่ทำธุรกิจนี้ จึงแนะนำให้รู้จักกับโรงงานที่รับซื้อมะละกอดอง (มะละกอดิบ) ซึ่งนำมาดองเพื่อแปรรูปให้เป็นมะลอกอในรูปแบบต่างๆ ที่มีคนนิยมซื้อหาไปรับประทาน เมื่อได้รู้เทคนิคการทำมะละกอแปรรูปที่ง่ายแสนง่าย จึงกลับมาที่สวนตัวเอง จัดการทดลองทำมะละกอแปรรูป โดยการนำมะละกอในสวนมาปลอกเปลือก ผ่าครึ่ง ซึ่งใช้แรงงานคนในครัวเรือน แล้วนำมะละกอลงแช่น้ำเกลือในถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร และใส่สารบางตัวลงไป ปิดฝาหรือใช้ผ้าคลุมแช่ไว้ 2-3 วัน ก็เอามะละกอขึ้นมาใส่ตะกร้า พร้อมขนส่งมะละกอให้กับโรงงานได้แล้ว โดยจะส่งให้โรงงานย่านนครปฐมกับภาคใต้
“การดองมะละกอส่งโรงงานจะทำครั้งหนึ่งปริมาณ 3-6 ตัน ภายใน 1 เดือน จะทำมะละกอดองป้อนให้โรงงาน 8-10 ตัน สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว 150,000-200,000 บาท นอกจากนี้ยังได้รับซื้อมะละกอจากลูกไร่ ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงไม่จำกัด โดยรับซื้อกิโลกรัมละ 2 บาท เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรกันเองที่ขายมะละกอไม่ได้ หรือพ่อค้าไม่รับซื้อ โดยที่นี่รับซื้อไม่อั้นขอให้มีมะละกอขายให้ได้ป้อนโรงงานทุกๆ วันก็พอใจแล้ว” เกษตรกรสาวกล่าว

น.ส.อำพากล่าวต่อว่า การทำมะละกอดองของเธอ ในพื้นที่ภาคตะวันออกนี้ยังไม่มีใครทำ มีเธอเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่ได้ทำมะละกอดองส่งโรงงาน โดยได้ทำมาแล้วเข้าปีที่สอง การทำมะละกอดอง บอกเลยว่าไม่มีเทคนิคอะไรเลย แค่นำมะละกอที่เริ่มแก่ โดยนับจากวันออกลูก 50-55 วัน ก็จะเก็บมะละกอได้แล้ว ถ้าเกิน 70 วัน มะละกอจะเริ่มสุก จะใช้ไม่ได้ จะใช้มะละกอดิบเท่านั้น นำมาดองส่งโรงงาน โดยขนาดมะละกอลูกหนึ่งจะมีน้ำหนัก 2-3 กิโลกรัม เกษตรกรนิยมปลูกมะละกอพันธุ์แก้มแหม่มกับดำเนิน มะละกอแก้มแหม่มเมื่อดองใส่สารแล้วจะมีสีส้ม มะละกอดำเนินจะมีสีเหลือง
“มะละกอสองสายพันธุ์นี้จะดก และเนื้อหนาได้น้ำหนัก และเป็นที่ต้องการของตลาด ข้อเสียของการปลูกมะละกอนั้นจะปลูกได้ครั้งเดียวต่อปี จะปลูกซ้ำที่กันไม่ได้ เพราะจะเกิดเชื้อโรคระบาดได้เร็วมาก ส่งผลเสียให้แก่เกษตรกร การปลูกมะละกอที่ให้ผลดีจะต้องหาที่ปลูกไม่ให้ซ้ำที่เดิม มะละกอเป็นพืชที่ปลูกง่ายโตวัยปลูกได้ทุกพื้นที่ดิน ต้องการน้ำพอประมาณ ระยะเวลาสั้นสามารถเก็บผลได้แล้วประมาณ 60 วัน
“อยากฝากบอกผ่านไปยังหน่วยงานราชการให้หันมาดูแลเรื่องนี้บ้าง เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรช่วยเหลือตัวเองมาโดยตลอด ที่นี่มีจุดกำเนิดการแปรรูปมะละกอส่งโรงงานแล้ว ซึ่งถ้ามีหน่วยงานของรัฐมาดูแลให้คำปรึกษา จะไม่มีปัญหา โดยเฉพาะการตลาด คิดว่าการทำมะละกอดองส่งโรงงานน่าจะไปได้ดีและขยายไกล เกษตรกรจะไม่ต้องกังวลเรื่องการค้าขายอีกต่อไป”
สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ น.ส.อำพา เยาวขันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 08-9209-2947


