เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภก.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาเภสัชกรรม แถลงข่าวการจัดงานวันเภสัชกรโลก ซึ่งสมาพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติ กำหนดให้ตรงกับวันที่ 25 กันยายนของทุกปี ว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งปีนี้จะรณรงค์เรื่องเภสัชกรกับงานวิจัยสู่การใช้ยาอย่างปลอดภัยสมเหตุผลของประชาชน เพราะการใช้ยาในประชาชนถือเป็นสิ่งที่มีการวิจัยมากที่สุด เนื่องจากงานเภสัชกรรมต้องมีการติดตามการจ่ายยาอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะนี้จำนวนเภสัชกรกลับขาดแคลนจำนวนมาก ทั้งที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำลังเน้นเรื่องแพทย์ปฐมภูมิหรือทีมหมอครอบครัวไปดูประชาชนแบบใกล้ชิด ซึ่งในการไปดูแลนั้นก็ต้องมีเภสัชกรไปด้วยทำให้ปริมาณงานเพิ่มขึ้น แต่บุคลากรกลับไม่เพิ่มตามไปด้วย และถึงแม้ปัจจุบันจะมี 19 สถาบันที่ทำหน้าที่ในการผลิตเภสัชกรเข้าไปในวงการแพทย์ โดยกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ แต่การดูแลคนไข้ภาคใหญ่ที่อยู่ในโรงพยาบาลของรัฐ กลับมีเภสัชกรที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงอยากเรียกร้องให้ สธ.เพิ่มตำแหน่งให้เภสัชกรด้วย
“ภายในเดือนตุลาคมนี้ ทางสภาเภสัชกรรมจะมีการเดินทางไปที่ สธ.เพื่อยื่นหนังสือต่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการ สธ. เพื่อให้ทราบถึงปัญหาการขาดแคลนเภสัชกรในระบบ เพราะการบรรจุข้าราชการ สธ.ครั้งที่ผ่านมาไม่มีการเพิ่มตำแหน่งให้กับเภสัชกรเลย และจริงๆ แล้ว เภสัชมีหลายงานให้ไปทำ แต่สิ่งที่เราหวัง คืออยากทำเพื่อประชาชนอยากช่วยงานในภาครัฐ ที่เราหวังคือการได้เป็นข้าราชการ เพราะถือเป็นกลไกสำคัญในการดึงให้อยู่ในระบบช่วยป้องกันสมองไหล และนี่ถือเป็นโอกาสที่รัฐบาลต้องรู้ว่าปัญหาเภสัชกรขาดนั้นเข้าขั้นวิกฤตแล้ว” นายกสภาเภสัชกรรมกล่าว
ด้าน ภญ.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ ประธานประสานงานการศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดอัตราเภสัชกรอยู่ที่ 1 ต่อ 2,000 ประชากร แต่ปัจจุบันโรงพยาบาลของไทยกลับมีอัตราเภสัชกรอยู่ที่ 1 ต่อ 5,000 ประชากร หรือ 1.3 คน ต่อ 10,000 ประชากร ซึ่งจริงๆ เราอยากได้อยู่ที่ 3.7 คน ต่อ10,000 ประชากร เพราะในต่างประเทศในภาพรวมอัตราเภสัชกรจะอยู่ที่ 1 ต่อ 2,000 ประชากร ดังนั้น เราจึงอยากเรียกร้องให้จำนวนเภสัชของไทยได้ตามเกณฑ์ของ WHO คือ เภสัชกร 1 คนดูแลคนไข้ 2,000 ประชากร เพื่อช่วยให้การบริการในระบบสาธารณสุขของไทยดีขึ้น และในภาพรวมกำลังคนอีก 10 ปีข้างหน้า เภสัชกรจะขาดอีกประมาณ 35,000 คน เฉพาะใน สธ.น่าจะขาดอยู่ที่ประมาณ 16,000 คน
“กรอบอัตรากำลังคนกลับกำหนดให้ สธ.มีอัตรากำลังคนได้น้อยเกินกว่าความเป็นจริง ทั้งนี้ สถาบันต่างๆ สามารถผลิตเภสัชได้ปีละ 1,700 คน ซึ่งถือว่าเพียงพอ แต่ระบบราชการมีการดึงไปใช้เพียง 350 คน ดังนั้น หากยังคงการบรรจุเพียงเท่านี้ จะพบปัญหาการขาดแคลนเภสัชกรในระบบสาธารณสุขของรัฐเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้มีคนไข้ติดเตียงมากขึ้น กลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ใช้ยาซับซ้อนกว่าปกติ ทั้งยังมีเรื่องของผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้ป่วยโรคไต และพบปัญหาร้านยา 15,000 ร้านมีการขาดเภสัชกรประจำร้านตลอดเวลาอีกกว่า 7,000 ร้าน มีเภสัชกรประจำร้านครบ 3 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนดจริง แต่เราก็อยากให้มีเภสัชกรประจำร้านขายยาตลอดเพื่อจะได้คอยให้คำปรึกษาประชาชน ทำให้ประชาชนได้รับยาอย่างถูกต้องตรงโรคตรงจุด ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลและ สธ.ให้ความสำคัญด้วย” ภญ.รุ่งเพ็ชรกล่าว

