อีก 6 เดือน วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 ครบ 4 ปีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เท่ากับวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารราชการแผ่นดิน หรือเข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐบาล ตามปกติของระบอบประชาธิปไตย
เมื่อรัฐบาลมาจากการรัฐประหาร หลังจากตั้งคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้สัญญาที่เป็นนามธรรมในช่วงแรกว่า จะคืนความสุขให้ประชาชน และจะทำตามสัญญา ด้วยเวลาอีกไม่นาน
นับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญ กว่าจะเสร็จ ต้องใช้ร่างถึง 2 ฉบับ โดยฉบับที่นำมาประกาศใช้ต้องผ่านการลงประชามติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ตราไว้ ณ วันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2560 เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ถึงวันนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีมาเป็นชุดที่ 5 หรือ “ประยุทธ์ 5” เริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 หลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว วันที่ “ตู่ 5” ประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก บางกระทรวงรัฐมนตรีคนใหม่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งต้องใช้เวลาอีกพอสมควรที่จะ
ดำเนินการให้มีผลงานตามนโยบายของรัฐบาลที่มีประกาศครั้งหลังสุดเพื่อประเทศ ไทยจะเดินตาม “THAILAND 4.0”
โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลนโยบายด้านเศรษฐกิจประกาศว่า ปีหน้า 2561 ประเทศไทยต้องไม่มีคนจน
เป็นปกติไม่ว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลจากรัฐประหาร เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ปรากฏการณ์ในแต่ละช่วงเวลาที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลและสถานการณ์บ้านเมือง คือภาวะทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น ก่อนมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของนักการเมือง ของพรรคการเมือง ประการสำคัญคือการหาเสียงบอกกล่าวกับประชาชนเจ้าของเสียงว่า จะเข้ามาเป็นรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยนโยบาย 1, 2, 3, 4 พร้อมกับตำหนิ หรือถึงกับโจมตีนโยบายรัฐบาลเดิมว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ เป็นเหตุให้ประชาชนเดือดร้อน
เช่นขณะนี้ นักการเมืองเริ่มชี้ให้เห็นปัญหาเศรษฐกิจของประเทศว่าเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า แม้ปัญหาเศรษฐกิจหลายปัญหาเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจโลกก็ตาม
ปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐานในสังคมสังเกตได้ไม่ยาก ประการแรกคือสังเกตจากร้านอาหารทั่วไป ผู้ที่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านน้อยลง แม้แต่บรรดาหนุ่มโสดสาวโสดทั้งหลาย ยังลดมื้ออาหารราคาแพงลงไป บางวันรับประทานเพียงข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว หรืออาหารจานด่วนจานเดียวก็พอ
ห้องอาหารในโรงแรมยิ่งไม่ต้องพูดถึง บรรดาเจ้าของผู้จัดการโรงแรมต่างต้องหาวิธีการกระตุ้นให้ผู้คนเข้ามาจัดเลี้ยงหรือรับประทานอาหารมื้อกลางวัน มื้อค่ำที่เรียกว่า “ส่งเสริมการขาย” ทั้งลดราคาอาหาร ทั้งเพิ่มจำนวนผู้รับประทานอาหารประเภท “รับประทานอาหาร 4 คน คิด 3 คน” เป็นต้น
การปรับคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีโดยเฉพาะสายเศรษฐกิจเข้ารับตำแหน่งในเดือนนี้-ธันวาคม ต่อต้นเดือนมกราคม น่าจะเป็นผลดี เนื่องจากเป็นเดือนแห่งการจับจ่ายใช้สอย หลายกิจการแม้ว่าไม่สู้ดีนัก หากแต่เป็นห้วงแห่งการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ ระบบการใช้จ่ายเงิน บางแห่งยังคงมีรางวัลหรือ “โบนัส” ให้พนักงาน ขณะที่ข้าราชการยังมีรายได้พอสมควรกับตำแหน่งหน้าที่
เดือนธันวาคมต่อเดือนมกราคม ผู้น้อยทั้งหลายยังคงมีความจำเป็นต้องจัดหาของขวัญของฝากปีใหม่ให้กับผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ผู้บังคับบัญชา ด้วยราคาคงเดิมหรือสูงขึ้น แต่ปริมาณสิ่งของน้อยลง ยังเป็นภาวะเศรษฐกิจที่หมุนเวียนไปได้อีกหลายรอบ
ระหว่างนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจยังโชคดีบ้าง แต่รับรองว่าภายหลังกลางเดือนมกราคม 2561 เสียงวิจารณ์เศรษฐกิจและการทำงานแก้ไขปัญหาของรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่จะเริ่มดังขึ้น
ไม่ว่ารัฐบาลจะคลี่คลายบรรยากาศการเมืองลงหรือไม่ ปีหน้ารับรองว่า “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” เสียแล้ว
