กาฬสินธุ์ เป็นชื่อพระราชทาน จาก ร.1 เมื่อ พ.ศ. 2336
แปลว่าอะไร? หมายถึงอะไร? ไม่มีหลักฐานมั่นคงยืนยัน จึงต่างตีความตามประสบการณ์ของใครของมัน หาข้อยุติไม่ได้
เอกสารทางการระบุว่าเมืองกาฬสินธุ์ เดิมเป็นชุมชนอยู่เชิงภูพาน ชาวบ้านเรียก บ้านแก้งสำโฮง และ ดงสงเปือย
แก้ง หมายถึง พืดหินที่กั้นทางน้ำไหล
สำโฮง หมายถึง ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีลูกเป็นฝักกลมแข็ง ตรงกับคำภาคกลางว่าสำโรง
สง หมายถึง ป่าโปร่ง มีต้นไม้ขึ้นห่างๆ
เปือย หมายถึง ต้นเปือย (คนภาคกลางชอบคิดเหมาเอาเองอย่างผิดๆ ว่า เปลือย) ตรงกับภาคกลางว่าต้นตะแบก
ผีกับพุทธ
พื้นที่กาฬสินธุ์ มีพัฒนาการเป็นชุมชนไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว พบหลักฐานโบราณคดีกระจัดกระจายทั่วไป
นับถือศาสนาผี มีหินตั้ง ยกย่องผู้หญิงเป็นใหญ่ในพิธีกรรมและหัวหน้าเผ่าพันธุ์
หลัง พ.ศ. 1000 มีบ้านเมืองคูน้ำคันดิน เช่น เมืองฟ้าแดดสงยาง (คนภาคกลางเขียนผิดเป็น ฟ้าแดดสูงยาง) รับพุทธศาสนา (แบบทวารวดี) ขึ้นไปจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วปรับเข้ากับศาสนาผี เช่น ทำหินตั้งเป็นเสมาหิน ซึ่งพบมากสุด
หญิงเป็นผู้มีบุญ
ผู้มีบุญปรากฏตัวเมื่อมีปัญหาวิกฤตทางสังคมและเศรษฐกิจการเมือง เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด แล้วคลี่คลายตามต้องการของสังคม
แต่ศูนย์กลางอำนาจยอมไม่ได้ จึงป้ายสีเป็นผีบุญ แล้วปราบปราม
ผีบุญผู้หญิงที่กาฬสินธุ์ ชื่อ ยายหย่า ยายหยอง สมัย ร.5 ราว พ.ศ. 2444
มีคำบอกเล่าคัดจากหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาทางประวัติศาสตร์ฯ กาฬสินธุ์ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2542 หน้า 116) ดังนี้
ยายหย่า ยายหยอง 2 คนพี่น้องเป็นหัวหน้า
ยายหย่า เป็นหญิงอายุราว 60-70 ปี มีผมขาว รูปร่างผอมบาง ผิวออกขาว ส่วนยาย หยองนั้นมีผิวคล้ำ ผมหยองจึงเรียกว่ายายหยอง
ทั้ง 2 คนเป็นโสดไม่มีสามี ดำเนินชีวิตด้วยการทำไร่ ปลูกเรือนหลังเล็กๆ คล้ายกับโรงนาเป็นที่อาศัย ประพฤติตนเป็นผู้มีศีล คือบำเพ็ญภาวนาอยู่เป็นนิจ
คนทั่วไปเลื่อมใสศรัทธาจะเล่าลือกันไปว่าทั้งสองเป็นผู้มีบุญมาเกิด เพราะมีกามาบอกข่าว
เล่ากันว่าในขณะที่ทั้งสองทำไร่อยู่นั้น กาบินมาและร้องออกมาว่า ข้าวเต็มติบ ข้าวเต็มกล่องๆ
ยายเฒ่าร้องตอบกาว่ายายอยู่ผู้เดียว ลูกเต้าไม่มี ใครจะทำไว้คอย
เมื่อยายหย่า ยายหยอง กลับบ้านก็พบว่ามีข้าวนึ่งเต็มกระติบทุกวันเหมือนมีคนมาเตรียมไว้ให้
นอกจากนี้ยายหย่า ยายหยอง ยังเลี้ยงไก่ไว้ตัวหนึ่งซึ่งเชื่องมาก แล้วอุปโลกน์ว่าเป็นไก่แก้ว เป็นไก่วิเศษเพื่อทำพิธีเสี่ยงทายและให้โชคกับผู้คนที่มาขอโชคลาภ
ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีผู้คนเชื่อถือมากขึ้น นำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชา มีการปลูกกระต็อบเล็กๆ อาศัยอยู่รอบๆ บริเวณบ้านเจ้าผู้มีบุญเพื่อมารอเข้าพิธี มีการดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ การประกาศตัวเป็นสานุศิษย์
โดยยายหย่า ยายหยอง จะกล่าวอ้างพระศรีอริยเมตไตรย์ว่ากลับชาติมาเกิดเป็นตนในชาตินี้และมักจะกล่าวอ้างคำผญาว่า
หินแฮ่จะกลายเป็นเงินเป็นทอง (ก้อนกรวดจะกลายเป็นเงินเป็นทอง)
ไก่ปักโจ้นหลกขนมาเอง (ไก่ตัวผู้จะถอนขนมาเอง)
ปลาอยู่ในน้ำถือหีบมาเอง (ปลาอยู่ในน้ำจะอยู่ในไม้หีบมาเอง)
กาจะขาว นกยางจะก่ำ (กาจะขาว นกกระยางจะดำ)
ข่าวลือเรื่องกรวดจะกลายเป็นเงินเป็นทอง ส่วนเงินทองที่มีอยู่จะกลับกลายเป็นกรวดนั้นเป็นที่ร่ำลือกันมาก ทำให้ชาวเมืองพากันตื่นกลัว จึงรีบเอาเงินออกมาหาซื้อสิ่งของเอาไว้ โดยมากจะเป็นฟักทองและฟักแฟง ทำให้ขาดแคลนและมีราคาสูงถึงลูกละ 1 ตำลึง (4 บาท)
ในที่สุดศูนย์อำนาจที่กรุงเทพฯ ให้ปราบปรามจนราบคาบ
ท้องถิ่นถูกเหยียด
ทุกท้องถิ่นไทยมีสตอรี่ มีประวัติความเป็นมาของตัวเองทั้งนั้น แต่รัฐราชการแต่ไหนแต่ไรไม่ให้ราคา
เพราะถูกครอบงำจากประวัติศาสตร์ราชธานีส่วนกลาง ที่เสกสรรปั้นแต่งเหมือนนิยายว่ามีแค่สุโขทัย, อยุธยา
สื่อทั้งหลายก็ทำตามอย่างเซื่องๆ โดยไม่ไตร่ตรอง ไม่ทำการบ้าน แล้วออกจะเหยียดด้วยซ้ำต่อประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของพื้นที่นั้นๆ

