LPN พร้อมส่งมอบรีสอร์ทคอนโดหรูริมหาดชะอำ “ลุมพินี พาร์คบีช-ชะอำ” ยกระดับงานบริการเสมือนโรงแรม พบการพักผ่อนอันเงียบสงบและบรรยากาศส่วนตัวเพียง 413 ยูนิต ชูคอนเซ็ปต์รักษ์โลกด้วย “LPN Signature Green Project” เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งกระบวนการ โดดเด่นด้วยงานประติมากรรมหอยงวงช้าง ที่ดินทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ การอนุรักษ์ต้นไม้เก่าแก่กว่า 100 ปี และทัศนียภาพห้องชุดที่สวยที่สุดริมหาดชะอำ ตอกย้ำเดินหน้าสร้างความสำเร็จต่อเนื่อง พัฒนาโครงการแนวสูง “ลุมพินี ซีวิว” บนที่ดินผืนเดียวกัน
ลุมพินี พาร์คบีช-ชะอำ : นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน)(LPN) เปิดเผยว่า หลังบริษัทปิดการขายโครงการลุมพินี พาร์คบีช ชะอำ ไปเมื่อต้นปี 2558 ภายในเวลาเพียง 3 ชม.แล้วนั้น บริษัทได้เดินหน้าพัฒนางานก่อสร้างโครงการทันที เพื่อวางแผนส่งมอบให้แก่ท่านเจ้าของร่วมภายในเวลา 1 ปี ซึ่งวันที่ 12 -13 มีนาคมที่ผ่านมา บริษัทได้จัดงานส่งมอบ “บ้านตากอากาศหลังพิเศษ” เพื่อเชิญท่านเจ้าของร่วมตรวจรับมอบห้องชุด พร้อมชื่นชมบรรยากาศสบายริมทะเลหาดชะอำ อันเงียบสงบเหมาะกับการพักผ่อนเป็นส่วนตัวกับครอบครัว ภายใต้บรรยากาศสบายๆ ชายทะเล เพียง 413 ยูนิตเท่านั้น
ด้านการบริหารจัดการหลังการขาย บริษัทได้ยกระดับการบริการ (Service Value) เทียบเท่าโรงแรมในรูปแบบรีสอร์ทคอนโดหรู ซึ่งแตกต่างจากการบริหารอาคารชุดพักอาศัย คือ การออกแบบและตกแต่งห้องชุดในบรรยากาศสบายๆ สไตล์ทะเลรวมกับราคาขาย แถมแอร์ เฟอร์นิเจอร์และผ้าม่าน การบริการทำความสะอาดจากทีมแม่บ้านมืออาชีพ การเสิร์ฟอาหารเช้า วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางและการจัดกิจกรรมทางทะเลให้แก่เจ้าของร่วม
สำหรับการออกแบบ บริษัทได้นำคุณค่าของผลิตภัณฑ์ (Product Value) พัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวทาง “LPN Signature Green Project” หรือต้นแบบโครงการสีเขียวที่ได้รับการออกแบบเป็นอาคารประหยัดพลังงานและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการ รวมถึงมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพเป็นโครงการชายทะเลแห่งแรกแห่งแรก อาทิ
– การระบายอากาศด้วยระบบธรรมชาติ ออกแบบห้องในส่วนกลาง ให้สามารถเปิดรับลมธรรมชาติและพึ่งพาเครื่องปรับอากาศน้อยที่สุด
– ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้รถยนต์ที่มีค่าการใช้พลังงานน้อยจึงจัดให้มีที่จอดรถพิเศษสำหรับรถยนต์ประเภทไฮบริดจ์
– ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า พื้นที่ส่วนกลางซึ่งเป็นความรับผิดชอบของโครงการ เลือกใช้หลอดประหยัดไฟที่เน้นประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานเพื่อลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวม
– การทาสีสะท้อนความร้อนเป็นสีอ่อน (Heat Island Effect)
– การนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่
– การจัดการระบายน้ำในโครงการ
– การจัดพื้นที่แยกขยะเพื่อนำกลับไปรีไซเคิล
สำหรับงานสถาปัตยกรรมภายในโครงการ บริษัทได้ออกแบบประติมากรรมความเป็นหนึ่งเดียวไว้ใจกลางโครงการซึ่งผู้ออกแบบได้นำรูปทรงของเลขหนึ่งไทย หมายถึงความเป็นเลิศ ความเป็นผู้นำ ชัยชนะ ผสานกับรูปทรงของหอยงวงช้าง หรือ หอยนอติลุสที่สื่อถึงธรรมชาติ หาดทราย ท้องทะเล เกลียวคลื่น เป็นสองเรื่องราวที่นำมาผสานกันเพื่อสร้างเอกลักษณ์ใหม่ที่โดดเด่นและมีความหมายกับโครงการที่บ่งบอกถึงความเป็นหนึ่งขององค์กรที่มุ่งเน้นในด้านการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับการใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบและกลมกลืนกับธรรมชาติ
อย่างไรก็ดี ที่ดินแห่งนี้ยังทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยแต่เดิมเคยเป็นบ้านพักตากอากาศของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในอดีต คือ ท่านเจ้าพระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) ตั้งแต่ครั้งยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย เต็มไปด้วยไม้ใหญ่เก่าแก่ซึ่งบางชนิดเป็นพันธ์ไม้หายากอายุร่วม 100 ปีที่โครงการพยายามอนุรักษ์ไว้ด้วยกระบวนการที่ละเอียดและประณีตที่สุด บางต้นยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม บางต้นจำเป็นต้องย้ายไปบำรุงที่อื่นก่อนและนำกลับมาปลูกใหม่ และในขณะนี้ต้นไม้ทั้งหมดได้ถูกย้ายกลับมาปลูกที่โครงการตามแผนที่ได้วางไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งยังเป็นโครงการที่มีทัศนียภาพห้องชุดที่สวยที่สุดบนชายหาดชะอำเพียง 1.9 กม. บนเนื้อที่โครงการ 15 ไร่ ประกอบด้วยอาคารชุดพักอาศัยสูง 4 ชั้น จำนวน 10 อาคาร และอาคารจอดรถสูง 2 ชั้น 2 อาคาร ประกอบด้วยอาคาร A, B, C, D และ E จำนวนห้องชุด 413 ยูนิต รูปแบบห้องชุดแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 28.00 – 49.50 ตร.ม. และ รูปแบบ 2 ห้องนอนขนาด 57.00 – 76.50 ตร.ม.
และจากความสำเร็จของโครงการนี้ บริษัทจึงได้เตรียมเดินหน้าพัฒนาอาคารสูงกว่า 20 ชั้น ภายใต้ชื่อ โครงการ “ลุมพินี ซีวิว ชะอำ” ในที่ดินผืนเดียวกัน ซึ่งมีกำหนดเปิดขายภายในเร็วๆ นี้” นายโอภาส ทิ้งท้าย

