จังหวะก้าวของเมียนมาหลังที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือก ติน จ่อ ขึ้นเป็นประธานาธิบดี เป็นจังหวะที่น่าศึกษาน่าทำความเข้าใจ
1 ทำความเข้าใจต่อ “ราก” ที่มา
เป็นรากที่มาแห่งการดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีของ ติน จ่อ เป็นรากที่มาแห่งการดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี อันดับ 1 ของ มิน ส่วย
1 ทำความเข้าใจต่อ “กระบวนการ” ของ NLD
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า NLD มาจากนามเต็ม
เมื่อถอดเป็นภาษาไทย คือ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย
ไม่ควรมองข้าม “พรรคภาพ”
เพราะการดำรงอยู่แห่งความเป็นพรรคอันแข็งแกร่งนั้นแหละทำให้ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) สามารถเอาชนะได้
ไม่ว่าเมื่อปี 2531 ไม่ว่าเมื่อปี 2558
หากไม่มองผ่าน “พรรคภาพ” ก็จะมองเห็นแต่เพียง ออง ซาน ซูจี นั่นก็คือ มองเห็นแต่ป่าแต่ไม่มีความเข้าใจในองค์ประกอบแห่งความเป็นป่า องค์ประกอบแห่งความเป็นประชาธิปไตย
นั่นก็คือ “คน” นั่นก็คือ “ต้นไม้”
ถามว่าทำไมผลแห่งการลงมติต่อตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” ถึงได้ออกมาเป็น ติน จ่อ ตามด้วย มิน ส่วย ตามมาด้วย เฮนรี แวน เทียว
คำตอบก็คือ การปรองดอง
พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) กุมเสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จ การที่ ติน จ่อ ได้ครองตำแหน่งประธานาธิบดีจึงมิได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย
แต่ NLD ก็มิได้ “กินรวบ”
ตรงกันข้ามยังเปิดทางให้ มิน ส่วย อันเป็นตัวแทนจากพรรคสหสามัคคีเพื่อการพัฒนา (USDP) ซึ่งถือว่าเป็นพรรคของ JUNTA
โดยการถอย เฮนรี แวน เทียว ไปอยู่อันดับ 2
ไม่เพียงเท่านั้น ในการจัดตั้ง “ครม.” ทาง 1 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ยุบรวมบางกระทรวง ลดจำนวนรัฐมนตรีลง แต่อีกทาง 1 ยังเปิดโอกาสให้คนของพรรคสหสามัคคีเพื่อการพัฒนา (USDP) เข้ามาดำรงตำแหน่งใน ครม.
เป็น ครม.เพื่อ “ความสามัคคี” เป็น ครม.เพื่อ “การปรองดอง”
ยิ่งกว่านั้น บทบาทของ ออง ซาน ซูจี แม้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีได้ด้วยข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีแนวโน้มจะมาดำรงตำแหน่งสำคัญใน ครม.
นั่นก็คือ ตำแหน่งในกระทรวงการต่างประเทศ
บทบาทและความหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสำคัญอย่างไรในรัฐธรรมนูญของเมียนมา และในสายตานานาอารยประเทศ
กล่าวสำหรับในทางสากลขอให้ดู “สหรัฐ”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่เพียงแต่เป็นหน้าตาของ “ประเทศ” หากยังเป็นหน้าตาให้กับ “ประธานาธิบดี”
กล่าวสำหรับใน “เมียนมา” ยิ่งมีความสำคัญเป็นอย่างสูง
รัฐธรรมนูญเมียนมาบัญญัติให้มี “สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ” เป็นองค์กรปกครองสูงสุดในการตัดสิน “นโยบาย” สำคัญของชาติ
นี่คือ องค์กรในระยะ “เปลี่ยนผ่าน” ทางการเมือง
องค์ประกอบมาจาก JUNTA และจากรัฐบาล รัฐสภา ผลการเลือกตั้งทำให้องค์ประกอบของสภาบังเกิดการแปรเปลี่ยน แต่อำนาจก็ยังอยู่กับ JUNTA
รัฐมนตรี “ต่างประเทศ” ก็เข้ามามีส่วนอยู่ในสภาแห่งนี้ด้วย
สัดส่วนระหว่าง JUNTA กับพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) จึงอยู่ที่ระดับ 6 ต่อ 5 ก้ำกึ่งกัน
เท่ากับว่า NLD เติบใหญ่และมีบทบาทมากยิ่งขึ้น
นี่คือการต่อรองและประนอม “อำนาจ” ระหว่าง JUNTA กับ NLD
จากนี้จึงเห็นได้ว่าสถานการณ์จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2531 กับสถานการณ์จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2558 ต่างกัน
ต่างในลักษณะมี “พลวัต” มีการเปลี่ยนแปลง ต่างในลักษณะที่สะท้อนการรุกคืบของพลังพลเมืองจาก “การเลือกตั้ง” ต่างในลักษณะที่สะท้อนการถอยของพลัง JUNTA จาก “รัฐประหาร”
พลวัตนี้ทรงความหมายต่อ “ประชาธิปไตย”

