ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ต้องออกมาประกาศอีกครั้ง
การเลือกตั้งจะมีขึ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2562
เป็นการประกาศหลังจากที่กระแสรอบด้านกดดันอย่างหนัก เมื่อโรดแมปฉบับเก่าต้องเก็บพับ
การเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายนปีนี้กลายเป็นความฝัน
สัญญาใหม่ของ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ คือกุมภาพันธ์ปีหน้า
แต่ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะประกาศออกมา ได้ปรากฏความเคลื่อนไหวหลายอย่าง
แต่ละอย่างล้วนไม่เป็นคุณต่อ คสช.เลย
เมื่อมติ สนช.คว่ำรายชื่อว่าที่ กกต. 7 คน ด้วยเหตุผลว่าเกรงการฟ้องร้อง และผู้สมัครไร้ประสบการณ์การเลือกตั้ง
อียูก็ถามไถ่ถึงโรดแมปที่เคยประกาศ การเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนจะมีขึ้นหรือไม่
คาดว่าการฝึกคอบร้าโกลด์ระหว่างทหารไทยกับอเมริกันก็มีการสอบถาม
เฉกเช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอยากเลือกตั้งที่ขับเคลื่อนเกินกว่าคำถาม
กลุ่มอยากเลือกตั้ง ประกาศโรดแมปทวงเลือกตั้ง
แม้เสียงสนับสนุนยังไม่กล้าแกร่งพอ แต่เสียงต่อต้านก็ไม่หนักแน่นเหมือนที่เคย
การจัดกิจกรรมทวงเลือกตั้งเริ่มได้รับการขานรับจากกลุ่มต่างๆ อย่างเงียบๆ
สถานการณ์ของรัฐบาลดูไม่สู้ดีนัก
ยิ่งเมื่อระยะเวลาการพิจารณากฎหมายลูก 2 ฉบับ คือ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. งวดเข้ามา
กระแสข่าวว่า สนช.จะคว่ำเหมือนกับที่คว่ำรายชื่อว่าที่ กกต. 7 คน ก็ดังกระหึ่ม
หลายฝ่ายเริ่มมอง คสช. และรัฐบาล ว่าต้องการสืบทอดอำนาจ การคว่ำกฎหมายลูก 2 ฉบับ คือหนทางยืดการเลือกตั้งออกไป
นั่นคือการยืดอำนาจออกไปนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสรุนแรงขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ออกมาประกาศ ไม่คว่ำกฎหมาย 2 ฉบับ
หลังจากนั้นดูทุกอย่างจะผ่อนคลาย กรรมาธิการร่วมเริ่มหารือกันได้
สนช.นัดหมายกันว่าวันที่ 8 มีนาคมนี้ จะนำข้อตกลงไปพิจารณา
โอกาสที่กฎหมายลูก 2 ฉบับจะผ่านมีมาก
เมื่อสถานการณ์เริ่มส่งผลในเชิงบวก ประจวบกับกำหนดการจดแจ้งชื่อพรรคการเมืองใหม่เริ่มขึ้นพอดี
วันที่ 2 มีนาคม ปรากฏกลุ่มการเมืองใหม่เข้ามายื่นเพื่อจดชื่อกันคึกคัก
เพียงแค่ครึ่งวัน มีกลุ่มการเมืองเข้ามายื่นขอจดชื่อ 42 กลุ่ม
ข้อกำหนดของ กกต.คือ ให้บุคคลจำนวนไม่น้อยกว่า 15 คน ยื่นเอกสารให้ กกต.เพื่อขอจดชื่อพรรค
หากเอกสารถูก คุณสมบัติผ่าน ทางนายทะเบียนพรรคจะออกหนังสือรับแจ้ง
หลังจากได้หนังสือรับแจ้งแล้ว ให้ผู้เตรียมการจัดตั้งพรรคไปหาสมาชิกร่วมจัดตั้งไม่น้อยกว่า 500 คน
ประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรค ไม่น้อยกว่า 250 คน รวบรวมเงิน/ทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท
ทั้งนี้ ต้องดำเนินการภายใน 180 วัน
และเมื่อดำเนินการครบถ้วนแล้ว สามารถยื่นคำขอจดทะเบียนตั้งพรรคภายใน 180 วัน
แต่ถ้าทำไม่ทันกำหนด ก็หมดสิทธิตั้งพรรคไป
ในบรรดาพรรคการเมืองใหม่ที่มีข่าวว่าตั้งใจจดชื่อตั้งพรรคใหม่นั้น มีหลายกลุ่มการเมืองที่น่าสนใจ
ทั้งกลุ่ม กปปส. ซึ่งรวม “มวลมหาประชาชน” ขับไล่รัฐบาลที่แล้วนั้น ได้ประกาศจัดตั้งพรรค
นายธานี เทือกสุบรรณ น้องชายนายสุเทพ ออกมาประกาศชัดแจ้งว่าจะตั้งพรรค กปปส.
ขับเคลื่อนเดินหน้าการเมืองต่อไป
ยังมี นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส่งตัวแทนเข้าจองชื่อพรรคประชาชนปฏิรูป นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้ากลุ่มไทยศรีวิไลย์
นางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ภรรยา พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.สส. แกนนำกลุ่มเพื่อชาติไทย
นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำจัดตั้งพรรคพลังพลเมืองไทย
นพ.ระวี มาศฉมาดล ที่แถลงเปิดตัว “พลังธรรมใหม่” รวมถึง สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ที่ระบุว่าต้องการบุคคล 15 คน ลงชื่อก่อตั้ง “พรรคเกรียน”
เป็นต้น
ที่น่าจับตาคือ เริ่มมีกลุ่มนักวิชาการ และนักธุรกิจที่สนใจการเมือง ได้อาสาเข้าสู่สนามการเมืองด้วย
อย่างน้อยก็มีชื่อ นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิกกลุ่มคณะนิติราษฎร์
ทั้งนี้ นายปิยบุตรมองว่า “เราต้องสร้างทางเลือกใหม่ทางการเมืองให้สำเร็จ
แม้อาจจะไม่ชนะในวันนี้ แต่อย่างน้อยถ้าทำให้ผู้คนมีความหวังกับการเมือง หันกลับมาในเส้นทางที่ถูกต้อง
ให้ตระหนักว่าเผด็จการไม่ใช่ทางออก แต่เป็นทางตัน
เมื่อพ้นจาก คสช.แล้วไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็นการเมืองแบบเดิมๆ ที่สองพรรคใหญ่ยังไม่ตอบโจทย์ประชาชน จนหันไปเลือกการรัฐประหาร
แม้ประชาชนอยากจะให้มีการเลือกตั้ง แต่ถ้าเลือกตั้งแล้วไม่ว่าได้พรรคใหญ่ พรรคใดก็ตาม ก็กลับไปเป็นแบบเดิม
ดังนั้น การอยู่แบบเดิมย่อมดีกว่า”
เช่นเดียวกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ทายาทเจ้าของอาณาจักรซัมมิทกรุ๊ป ที่ถือเป็นคนรุ่นใหม่ และมีประวัติเคยเคลื่อนไหวสมัยเป็นนักศึกษา
คราวนี้นายธนาธรให้สัมภาษณ์ว่า “พร้อมลงเล่นการเมือง”
จากความเคลื่อนไหวดังกล่าว พอจะแลเห็นความคึกคักเกิดขึ้น
ความคึกคักนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ คสช.ยึดอำนาจ และยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะเลื่อนเลือกตั้งออกไปอีกหรือไม่
แต่การแห่กันมาจองจดแจ้งชื่อพรรค ย่อมหมายถึงความต้องการให้มีการเลือกตั้ง
แม้ คสช.จะยังไม่ปลดล็อกในคำสั่งทำกิจกรรม แต่กลุ่มการเมืองต่างๆ ที่พร้อมจดแจ้งเป็นพรรคใหม่
พร้อมจัดตั้งพรรคเพื่อนำสมาชิกเข้าสู่การเลือกตั้ง
ขณะที่พรรคการเมืองเก่าอาจยังย่ามใจว่าถึงอย่างไรคะแนนเสียงก็อยู่ในกำมือ
แต่ในสถานการณ์ที่คนไทยเบื่อ “หน้าเก่า” และอยากเห็น “หน้าใหม่”
ในขณะที่คนไทยกำลังเสื่อมศรัทธารัฐบาลทหาร
บางทีคนรุ่นใหม่อาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเมืองไทย
ดังนั้น การเมืองไทยนับจากนี้ไป มีโอกาสเกิดความเปลี่ยนแปลง
มีโอกาสพลิกล็อก มีโอกาสวุ่นวาย และมีโอกาสเกิดในสิ่งที่คาดไม่ถึง
แต่ในที่สุดแล้วการเมืองจะเกิดอะไรขึ้น คงต้องอดใจรอ
เชื่อว่าอีกไม่นานคงได้เห็นกันแล้ว

