รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะนำไปลงประชามติและมีกฎหมายห้ามการวิจารณ์ประกอบนั้น มีผู้รับรองแข็งขันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นสากลและมีความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นจึงเชิญชวนประชาชนไปลงประชามติซึ่งจะรับหรือไม่รับก็ค่าเท่ากันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือความเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยนั้นเป็นอย่างไร ดูกันตรงไหน ประชาชนที่ถูกดูถูกว่าโง่เง่า ไม่พร้อมสำหรับการปกครองตนเองจะได้มีกรอบหรือแว่นประชาธิปไตยสำหรับการมองระบอบการปกครองที่น่าจะสถาปนาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือฉบับอื่นได้ยาวนานไปอีกหลายสิบปีได้ถูกต้อง ไม่ถูกดูถูก ดูแคลนกันอีกต่อไป
นิยามของคำว่ารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยก็จะขอนำแนวทางสุดนิยมคือการเปิดพจนานุกรมของฝรั่งว่า ประชาธิปไตยแบบรัฐธรรมนูญนั้นคือระบบที่รัฐบาลมีพื้นฐานมาจากอำนาจอธิปไตยของปวงชน(จริงๆไม่ใช่แค่เขียนเป็นอักษร) โดยที่โครงสร้าง อำนาจและการจำกัดการทำงานของรัฐบาลได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ อธิบายได้ว่าประชาชนจะเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตย มีการแบ่งความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการและทั้งสามอำนาจต้องฟังประชาชนทางใดทางหนึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และจำกัดไม่ให้รัฐบาลละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนไว้ชัดเจน วิธีการสังเกตว่าประเทศมีการปกครองเป็นประชาธิปไตยที่ดีนั้นคือ ประชาชนไม่รู้สึกว่าตนเองถูกปกครอง ใครอยากทำอะไรก็ทำไป อย่าไปละเมิดสิทธิของคนอื่นเป็นใช้ได้ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะมีอภิสิทธิ์มากกว่ากลุ่มอื่นก็ไม่ได้ เป็นต้น
เพื่อให้ลงในรายละเอียดมากขึ้น จะขอนำตัวชี้วัดความเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยมานำเสนอแล้วประชาชนก็ตรวจสอบว่ารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับของไทยหรือต่างประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด ซึ่งแน่ละรัฐธรรมนูญของไทยมีการรับรองว่าเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ฉบับหนึ่งทีเดียว ตัวชี้วัดนี้แม้จะเป็นมาตรฐานสากลแบบต่างประเทศ แต่ในเมื่อรับรองกันว่ารัฐธรรมนูญไทยก็เป็นแบบสากลด้วย ก็น่าจะนำมาใช้พิจารณาตรวจสอบได้เช่นกัน
ก.รัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ
อำนาจอธิปไตยของประชาชน หมายถึงประชาชนเท่านั้นเป็นแหล่งอำนาจของรัฐบาลและอำนาจอธิปไตยนี้จะต้องเป็นจริงปรากฏในระบบการเมือง
เสียงข้างมากปกครอง รับฟังเสียงข้างน้อย หมายถึง ประชาชนยอมทำตามการตัดสินใจของเสียงส่วนใหญ่แต่มีระบบปกป้องสิทธิของเสียงข้างน้อยอย่างมีประสิทธิภาพ การปกป้องนี้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลในการปกครอง
จำกัดอำนาจรัฐบาล มีการจำกัดอำนาจรัฐบาลให้ชัดเจนเพื่อให้ราชการปฏิบัติตาม
มีสถาบันและขบวนการจำกัดอำนาจรัฐบาล การจำกัดอำนาจรัฐบาลเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายที่เหมาะสม ไม่ทำตามอำเภอใจ
มีการแบ่งแยกและใช้อำนาจร่วมกัน ระหว่างนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ การตรวจสอบและถ่วงดุล ความหมายคือมีการแต่งตั้งรัฐบาลจากฝ่ายนิติบัญญัติได้ ฝ่ายบริหารยุบสภาหรือวีโต้ได้ ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติแต่งตั้งฝ่ายตุลาการได้ ฝ่ายตุลาการตีความกฎหมายได้อย่างจำกัดและคุ้มครองระบบราชการและประชาชนได้ เป็นต้น
การรับรองโดยกฎหมาย ในเรื่องสิทธิในชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สินต้องได้รับการปกป้องโดยมีการกำหนดไว้ในกฎหมาย (หลักการของจอห์น ล็อก บิดาแห่งประชาธิปไตย)
ผู้นำต้องได้มาจากการเลือกตั้ง มีการเปลี่ยนผู้นำตามวาระด้วยกลไกที่มีกำหนดและสันติ
ข.การปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคล
เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพทางศาสนาต้องมีบัญญัติและจะไม่มีศาสนาก็ได้
เสรีภาพในการแสดงความเห็นและเผยแพร่ มีกำหนดไว้และสามารถที่จะแสวงหา ได้รับและสื่อสารข้อมูลนั้นผ่านสื่อต่างๆได้อย่างเสรี
เสรีภาพในการเข้าสมาคม ประชาชนสามารถเข้าสมาคมกับบุคคลและกลุ่มได้โดยรัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซงหรือข่มขู่ และมีอิสระจากองค์กรที่รัฐสนับสนุนได้
เสรีภาพในความเป็นส่วนตัว รัฐไม่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวโดยไม่มีเหตุผลหรือไม่เป็นธรรม
เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย ในประเทศตนเองบุคคลจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ มีสิทธิไปต่างประเทศและกลับมาได้
มีความเท่าเทียมกันทางเพศ ในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจและกฎหมายระหว่างเพศ
สิทธิของเด็ก ให้เป็นไปตามที่สหประชาชาติกำหนด
เสรีภาพในการพูด พลเมืองมีสิทธิในการถกแถลงต่อการกระทำและนโยบายของเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้งและเสนอความคิดด้านการเมือง ศิลปะ ศาสนาและอื่นๆโดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการถูกคุกคามใดๆ
เสรีภาพในทางสื่อ บุคคลสามารถเข้าถึงข้อมูลจากแหล่งที่เป็นอิสระจากรัฐทั้งสำนักพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และการสื่อสารอื่นๆโดยไม่มีการตรวจสอบจากรัฐบาล
เสรีภาพจากการเป็นทาสและไพร่ บุคคลต้องได้รับความคุ้มครองจากการบังคับแรงงานทุกชนิด เด็กและเยาวชนได้รับความคุ้มครองจากการเอาเปรียบทางสังคมและเศรษฐกิจ
สิทธิในการได้มาและเป็นเจ้าของทรัพย์สิน รัฐจะเวนคืนได้ต้องจ่ายค่าชดเชยตามราคาตลาดที่เป็นธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น
เสรีภาพในการทำงาน รัฐต้องไม่ตั้งกฎเกณฑ์จำกัดเสรีในการทำงานและธุรกิจโดยไม่มีเหตุผลและไม่เป็นธรรม
สิทธิในการเข้าร่วมสหภาพแรงงาน บุคคลมีสิทธิในการนัดหยุดงานและชักชวนผู้อื่นเข้าร่วมสหภาพโดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการถูกคุกคาม
ความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย ทุกคนได้รับการปกป้องเท่ากันโดยกฎหมาย ต้องปลอดจากอคติที่เกิดจากเพศ อายุ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ศาสนา ชนชั้นหรือสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมใดๆ
ค.ความยุติธรรม
กระบวนการยุติธรรม ทุกภาคส่วนของรัฐได้แก่ นิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ใช้ขบวนการที่เป็นธรรมในการรวบรวมข้อมูลและทำการตัดสินใจ เพื่อให้มีการตัดสินคดีความที่ฉลาดและเป็นธรรม เปิดเผยวิธีการรวบรวมข้อมูลและการใช้ข้อมูลต่อสาธารณะ ยินยอมให้มีผู้เสนอความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อขบวนการตัดสินคดี มีการตัดสินคดีความที่ไม่ลำเอียง ข้อมูลเข้าสู่การตกลงใจเชื่อถือได้ แจ้งให้ทราบได้ว่าข้อมูลนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ที่ไหน และอย่างไรเพื่อให้มีการเตรียมข้อมูลอย่างเพียงพอ คาดหมายผลได้และมีความยืดหยุ่น มีระบบตรวจหาข้อบกพร่องและแก้ไขกระบวนการยุติธรรมให้กลับเป็นปกติ
หลักประกันต่อผู้ต้องหา กระบวนการที่ยุติธรรมต่อผู้ต้องหาได้แก่ ต้องไม่ให้มีการจับและควบคุมตามอำเภอใจโดยไม่มีเหตุชัดเจน บุคคลต้องไม่ถูกค้นและจับกุมตามอำเภอใจ ต้องมีการบอกกล่าวสิทธิและนำไปสู่ผู้พิพากษาเพื่อแจ้งข้อหาดำเนินคดีโดยทันที บุคคลมีสิทธิที่จะขึ้นศาลในการปฏิบัติตามกฎหมายในการจับและควบคุมตัว ได้รับการปกป้องจากการใช้กำลังบังคับหรือซ้อมให้รับสารภาพ ผู้ต้องหาต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาโดยศาล การจะดำเนินคดีได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานแจ้งชัดเท่านั้น มีการดำเนินคดีที่รวดเร็วและเปิดเผย จำเลยมีสิทธิมีทนาย จำเลยมีสิทธิในการตรวจสอบและซักถามพยานฝ่ายโจทก์ได้ ผู้ต้องหามีสิทธิบังคับให้พยานมาให้ปากคำในนามของตนได้ และมีสิทธิที่จะไม่ให้การเป็นโทษต่อตัวเอง
ความยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน รัฐต้องสนับสนุนและป้องกันให้มีโอกาสในความเท่าเทียมกันทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ลดช่องว่างในความมั่งคั่ง และให้มีการดำเนินคดีโดยเสมอหน้ากัน (คนรวย คนจนมีความเร็วและโอกาสในการพิจารณาคดีเท่าเทียมกัน)
การลงทัณฑ์ ผู้ต้องขังได้รับการปกป้องจากการลงโทษที่โหดร้ายทารุณ และการกลั่นแกล้งต่างๆ
วิธีพิจารณาความ ทุกส่วนราชการต้องรวบรวมหลักฐานพยานด้วยความเป็นธรรม และมีการตัดสินคดีความอย่างเป็นธรรม กฎหมายอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะต้องออกแบบมาเพื่อปกป้องสิทธิของบุคคลและผลประโยชน์สาธารณะ
จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องโครงสร้างของอำนาจ การตรวจสอบ ถ่วงดุลระหว่างอำนาจทั้งสามตั้งแต่การแต่งตั้ง การใช้อำนาจตรวจสอบซึ่งกันและกันเป็นสำคัญโดยทุกอำนาจต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งมีทั้งทางตรงเช่นการเลือกตั้งผู้พิพากษาในบางประเทศ หรือทางอ้อมได้แก่การแต่งตั้งผู้พิพากษาจากทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการอย่างละเท่าๆกัน รวมถึงการปลดผู้พิพากษาได้จากฝ่ายอื่นหรือให้ประชาชนปลดได้เช่นกรณีญี่ปุ่น หลักการสำคัญคือ ไม่มีอำนาจใดเหนือกว่าอำนาจใด ระหว่างนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ
สรุปแล้ว รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยคือรูปแบบการจัดสรรอำนาจที่เท่าเทียมกันและตรวจสอบ ถ่วงดุลกันระหว่างอำนาจอธิปไตย มีหลักประกันให้กับประชาชน มีขบวนการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและผู้ต้องหาอย่างครบถ้วน ไม่อาจใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ รัฐธรรมนูญแบบไหนที่ออกแบบเช่นนี้คือรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย

