หน้าแรก Uncategorized ‘ครุยทหาร’อีก...

‘ครุยทหาร’อีกหนึ่งเครื่องแบบแห่งความภาคภูมิใจของทหารอาชีพ โดย พลโท ทวี แจ่มจำรัส

16.03.18 | 13:00 น.

ต้องย้อนอดีตประวัติศาสตร์ของครุย (Academic gown) จากกูเกิล ครุยเป็นเสื้อคลุมประเภทหนึ่ง มีลักษณะหลวม ยาวถึงเข่าหรือทั้งตัว ใช้สวมหรือคลุมทับด้านนอกทั้งชายและหญิง ในยุโรปใส่ครุยกันมาตั้งแต่ยุคกลางตอนต้นจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ปัจจุบันครุยยังคงใช้เพื่อแสดงตำแหน่งฐานะในอาชีพ เช่น ผู้พิพากษาในวงวิชาการ ครุยยังใช้แสดงวิทยฐานะอีกด้วย

การสวมเสื้อครุยของไทยเรานั้น ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าได้รับแบบจากที่ใด แต่คาดคะเนกันว่า การสวมเสื้อครุยน่าจะเริ่มขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตอนที่พระวิสูตรสุนทร (โกษาปาน) เป็นราชทูตไปเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส ขณะนั้นท่านทูตแต่งกายด้วยการสวมเสื้อเยียรบับดอกไม้ทอง และสวมเสื้อครุย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพระราชกำหนด เสื้อครุย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ร.ศ.130 กำหนดเสื้อครุยข้าราชการไว้ 3 ชั้น เรียกว่าครุยเสนามาตย์ แบ่งเป็นชั้นปริญญาเอก เรียกว่า “ดุษฎีบัณฑิต” ปริญญาโท เรียกว่า “มหาบัณฑิต” และปริญญาตรี เรียกว่า “บัณฑิต”

และนอกจากนั้นยังมีครุยวิทยฐานะ สำหรับผู้สำเร็จวิชาการจากมหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัยชั้นสูง เสื้อครุยวิทยฐานะมีขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ประมาณ ร.ศ.116 ในสมัยที่พระองค์เจ้า รพีพัฒนะศักดิ์ พระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 5 ขณะดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม โดยให้ผู้สอบไล่วิชากฎหมายได้เป็นเนติบัณฑิตมีสิทธิสวมเสื้อครุย โดยเรียกว่าเสื้อเนติบัณฑิต

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.7) โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ พระราชกำหนดเรียกครุยบัณฑิต ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรนิสิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เมื่อ 25 ตุลาคม 2473 และหลังจากนั้นต่อมา บัณฑิตจากสถาบันการศึกษาต่างๆ จึงได้มีการสวมครุยในวันเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร และถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ จึงเป็นประเพณีในทุกปี สถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน ที่ได้จัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรให้แก่นิสิตและนักศึกษาที่จบการศึกษา ต้องสวมชุดครุยปริญญาเพื่อเป็นเกียรติประวัติการศึกษาของตนเองให้สังคมได้รับรู้

ในส่วนของสถาบันการศึกษาของทหารในระดับอุดมศึกษาที่ผู้สำเร็จการศึกษา ได้รับปริญญาบัตรตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึง 25 ธันวาคม 2559 นั้นยังไม่มีครุยเพื่อสวมในวันเข้ารับพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตร ได้แต่แต่งกายชุดปกติขาวเท่านั้น และได้พยายามดำเนินการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลเหมือนสถาบันการศึกษาภาคพลเรือนในประเทศไทยมาเป็นลำดับ ซึ่งเดิมได้มีพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการทหาร พ.ศ.2497 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2533 (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2558 ในมาตรา 3 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า การกำหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญาชั้นใด และจะใช้อักษรย่อสำหรับสาขาวิชานั้นอย่างไรและการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ ครุยประจำตำแหน่ง และเข็มวิทยฐานะ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

Advertisement

ต่อมากระทรวงกลาโหมได้เสนอออกกฎหมายลำดับรองเป็นพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ของสถาบันการศึกษาวิชาการทหาร พ.ศ.2559 โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานไว้ ณ วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2559 เป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 26 ธันวาคม ดังนี้

“สถาบันการศึกษาวิชาการทหาร” หมายความว่า โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า กองทัพบก โรงเรียนนายเรือ กองทัพเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ นวมินทกษัตริยาธิราช กองทัพอากาศ โรงเรียนแผนที่กองบัญชาการกองทัพไทย โรงเรียนเสนาธิการทหารบก กองทัพบก โรงเรียนเสนาธิการทหารเรือ กองทัพเรือ หรือ โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ กองทัพอากาศ

“ผู้บริหาร” หมายความว่า ผู้บัญชาการ และรองผู้บัญชาการของสถาบันการศึกษาวิชาการทหาร และตำแหน่งผู้บริหารอื่นตามที่ผู้บัญชาการของสถาบันการศึกษาวิชาการทหารแต่ละแห่งกำหนด
โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มีปริญญา 3 ชั้น คือ ตรี โท และเอก ในสามวิชา ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ ส่วนโรงเรียนนายเรือ และโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช มีปริญญา 3 ชั้นเหมือนกันในสองสาขาคือ สาขาวิทยาศาสตร์และสาขาวิศวกรรมศาสตร์

โรงเรียนแผนที่มีสาขา วิศวกรรมศาสตร์ มีปริญญา ตรี โท และเอก

โรงเรียนเสนาธิการทหารบก มีสาขาศิลปศาสตร์ มีปริญญาหนึ่งชั้น คือ โท เรียกว่า “ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต” ใช้อักษรย่อว่า “ศศ.ม.” ทั้งนี้ หากมีสาขาหรือวิชาเอกให้ระบุชื่อสาขาหรือวิชาเอกนั้นไว้ในวงเล็บต่อท้ายปริญญาบัตร ปัจจุบันมีหลักสูตรปริญญาโท ความมั่นคงศึกษา ใช้คำว่า “ศศ.ม.” (ความมั่นคงศึกษา)

ครุยวิทยฐานะของสถาบันการศึกษาวิชาการทหาร มีดังต่อไปนี้

1.ครุยดุษฎีบัณฑิต เป็นเสื้อคลุมแขนยาวทำด้วยผ้าโปร่งสีขาว ผ่าอกตลอดยาวคลุมเข่า มีสำรดรอบขอบ สำรดต้นแขน และสำรดปลายแขน และมีตราสัญลักษณ์ของสถาบันการศึกษาวิชาการทหารแต่ละแห่งทำด้วยโลหะสูง 5 เซนติเมตร ติดบนสำรดรอบขอบด้านหน้าอกทั้งสองข้าง มีสำรดต้นแขนเป็นแถบสีทองกว้าง 3 เซนติเมตร จำนวนสามแถบเรียงกัน

2.ครุยประกาศนียบัตรชั้นสูง เช่นเดียวกับครุยดุษฎีบัณฑิต เว้นแต่สำรดต้นแขนแถบกลางกว้าง 1.5 เซนติเมตร

3.ครุยมหาบัณฑิต เช่นเดียวกับครุยดุษฎีบัณฑิต เว้นแต่สำรดต้นแขนมีจำนวน สองแถบ

4.ครุยประกาศนียบัตรบัณฑิต เช่นเดียวกับครุยดุษฎีบัณฑิต เว้นแต่สำรดต้นแขนมีจำนวนสองแถบแถบบนกว้าง 1.5 เซนติเมตร

5.ครุยบัณฑิต เช่นเดียวกับครุยดุษฎีบัณฑิต เว้นแต่สำรดต้นแขน มีจำนวนหนึ่งแถบ

6.ครุยประกาศนียบัตร เช่นเดียวกับครุยดุษฎีบัณฑิต เว้นแต่สำรดต้นแขนมีจำนวนหนึ่งแถบ กว้าง 1.5 เซนติเมตร

ครุยประจำตำแหน่งของสถาบันการศึกษาวิชาการทหาร มีดังต่อไปนี้

1.นายกสภาการศึกษาวิชาการทหาร เป็นเสื้อคลุมแขนยาว ทำด้วยผ้าโปร่งสีขาว ผ่าตลอดยาวคลุมเข่า มีสำรดรอบขอบ ต้นแขน และปลายแขน สำหรับสำรดต้นแขนเป็นแถบสีทองกว้าง 3 เซนติเมตร จำนวน 5 แถบติดเรียงกัน

2.อุปนายกสภาการศึกษาวิชาการทหาร และกรรมการสภาการศึกษาวิชาการทหาร เช่นเดียวกับนายกสภาการศึกษาวิชาการทหาร เว้นแต่สำรดต้นแขนมีจำนวนสี่แถบ

3.ผู้บริหาร เช่นเดียวกับอุปนายก สภาการศึกษาวิชาการทหาร และกรรมการสภาการศึกษาวิชาการทหาร เว้นแต่ไม่มีตราสภาการศึกษาวิชาการทหาร และมีตราสัญลักษณ์ของสถาบันการศึกษาวิชาการทหารแต่ละแห่ง ทำด้วยโลหะสูง 5 เซนติเมตร ติดบนหน้าอกทั้งสองข้าง

4.คณาจารย์ประจำ เช่นเดียวกับผู้บริหาร เว้นแต่สำรดต้นแขน เป็นแถบสีทองตามชั้นของวิทยฐานะระยะห่างระหว่างแถบ 1.5 เซนติเมตร

สีประจำสถาบันการศึกษาวิชาการทหาร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก กองทัพบก ใช้สีแดง โรงเรียนนายเรือและโรงเรียนเสนาธิการทหารเรือ กองทัพเรือ ใช้สีน้ำเงินแก่ โรงเรียนนายเรืออากาศ นวมินทกษัตริยาธิราช และโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ กองทัพอากาศ ใช้สีฟ้า โรงเรียนแผนที่ กองบัญชาการกองทัพไทย ใช้สีเขียว

และกำหนดให้สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (สปท.) กองบัญชาการกองทัพไทย (ทท.) จัดทำครุยวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ตามพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้นไว้เป็นตัวอย่างและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตาม
พระราชกฤษฎีกานี้

ในส่วนของโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ได้เปิดการสอนระดับปริญญาโท ศศ.ม. (การทหาร) เป็นแห่งแรกเมื่อ พ.ศ.2531 และจบการศึกษาในรุ่นแรก เมื่อ พ.ศ.2533 ปัจจุบันมีศิษย์เก่าหลายร้อยนาย บางท่านได้ไปศึกษาต่อปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยของรัฐ และเอกชนจบแล้ว 14 นาย โดยเมื่อ 17 กรกฎาคม 2560 พล.ต.ดร.พร ภิเศก ตำแหน่ง ผู้บัญชาการโรงเรียนเสนาธิการทหารบกได้ส่งรูปแบบเข็มวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการทหาร ไปให้ผู้บัญชาการสถาบันป้องกันประเทศ (ผบ.สปท.) ที่ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการศึกษาของ รร.สธ.ทบ.แล้ว เพื่อให้ช่างสิบหมู่ ดำเนินการตรวจสอบ/แก้ไข รูปแบบเข็มวิทยฐานะ ที่คงต้องใช้เวลาเมื่อแล้วเสร็จและนำเข้าที่ประชุมสภาการศึกษาวิชาการทหาร เพื่อพิจารณาอนุมัติ

เพราะฉะนั้นในโอกาสต่อไปอีกไม่นานนี้ สังคมไทยจะได้เห็นความแปลกใหม่ว่า ผู้ที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาวิชาการทหาร จะมี “ครุย” สวมทับกับเครื่องแบบชุดปกติขาว เหมือนกับผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษามาก่อนหน้าแล้ว ก็มีสิทธิที่จะได้สวมครุยถ่ายภาพเพื่อเป็นที่ระลึก ในความสำเร็จการศึกษาของตน เป็นเครื่องแบบอีกชนิดหนึ่งเพิ่มความภาคภูมิใจของเหล่าทหารหาญสืบต่อไป