แม้พรรคประชาธิปัตย์จะถือเอาสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” เป็นธงผืนใหญ่ซึ่งจะต้องยืนหยัดคัดค้านต่อต้าน แต่หากจับน้ำเสียงอันแว่วมาจาก “สิงคโปร์”
ดูเหมือนจะไม่ถือว่า “ประชาธิปัตย์” เป็น “เป้า”
อาจเป็นเพราะประเมินว่า สภาพของพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้กำลังหนักหนาสาหัสจากมาตรการดูดอันแผ่มาจาก “ทำเนียบรัฐบาล”
ยิ่งผ่านจากเดือนเมษายนเข้าเดือนพฤษภาคม ยิ่งแรง
การจัดความหนักเบาในทางการเมืองอันปรากฏผ่านบรรยากาศภายในโต๊ะจีนจาก “สิงคโปร์” จึงอยู่ที่การเคลื่อนไหวของ “คสช.” มากกว่า
ความแจ่มชัดใน “เป้าหมาย” เช่นนี้ “สำคัญ”
เพราะเท่ากับมีส่วนให้ภายในพรรคเพื่อไทยกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ในการสัประยุทธ์ต่อกรได้อย่างคมชัดและถูกต้องตามความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น
ทุ่มเทศักยภาพไปยังด้านหลัก มากกว่าด้านรอง
หากจับน้ำเสียงที่ว่า “ยิ่ง คสช.อยู่ยาว ยิ่งเป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทย” ก็จะเห็นได้ว่าพรรคเพื่อไทยต้องถือว่า “คสช.” เป็นสินทรัพย์สำคัญในทางการเมือง
การดำรงอยู่ของ “คสช.” นั่นแหละคือตัวทำลาย “คสช.”
เพียงผลงานจากเดือนพฤษภาคม 2557 มายังเดือนพฤษภาคม 2561 ก็สาหัสสากรรจ์อย่างยิ่งต่อชาวบ้าน ร้านช่อง
นี่ย่อมตกที่นั่งยิ่งกว่าพรรคประชาธิปัตย์เมื่อเดือนมกราคม 2544
นี่ย่อมตกที่นั่งเหมือนกับที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเป็นรัฐบาลในเดือนธันวาคม 2551 และตัดสินใจยุบสภาเพื่อเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2554
“ผลงาน” ของรัฐบาลนั่นแหละคือ “สินทรัพย์” ของฝ่ายค้าน
พลันที่โรดแมปเลือกตั้งปรากฏเป็นจริงภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 คสช.และนักการเมืองที่ห้อยโหนอยู่กับ คสช.ก็เหมือนตำบลกระสุนตก
ม่อลอกม่อแลกกันถ้วนหน้า
ไม่ว่าในที่สุดแล้วการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ไม่ว่าในที่สุด คสช.จะยื้อ ถ่วงหน่วง การเลือกตั้งให้ทอดเวลายาวนานออกไปอย่างไร
“คสช.” ก็ย่อมอยู่ในฐานะ “จำเลย”
พรรคเพื่อไทยสามารถจาระไนปมเงื่อน ทางการเมืองได้ตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 กระทั่งสถานการณ์ภายหลังการประกาศและบังคับใช้รัฐ ธรรมนูญ พ.ศ.2560
ยิ่งกลยุทธ์ “การดูด” ยิ่งมากด้วยสีสัน
เพราะว่านักการเมืองที่ตกเป็น “เป้า” ให้พรรค คสช.ดูดเอาไปเป็นพวก และก่อรูปเป็นพันธมิตรในแนวร่วมขึ้นล้วนเคยผ่านการดูดมาแล้วจาก “โคตรดูด”
รู้เช่น เห็นชาติ ไส้ในกี่ขดต่อกี่ขด
หาก “โคตรดูด” จะมาสาธยาย ไม่ว่าที่อยู่ในพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าที่อยู่ในพรรคชาติพัฒนา ไม่ว่าที่อยู่ในกลุ่มมัชฌิมา หรือบ้านริมน้ำ ฉะเชิงเทราก็ไม่เหลือ
แล้ว “คสช.” นั่นแหละที่รับไปเต็ม-เต็ม
จากนี้จึงเด่นชัดว่า บทบาทและการเคลื่อนไหวทุกจังหวะก้าวโดย “คสช.” จึงดำรงอยู่ในสถานะอันเป็นเหมือนกับ “สินทรัพย์” ทางการเมือง
เป็น “เหยื่อ” อันโอชะให้กับ “เพื่อไทย”
เพียงแต่ภายในพรรคเพื่อไทยจะนำเอาไปวางอยู่บนแท่นผ่าตัด จำแนกแยกแยะและชำแหละอย่างไรจึงจะแปรเป็นเนื้อหาในการเปิดโปง ณ เบื้องหน้าประชาชนได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง
ยิ่งชัดเจน ยิ่งวิ่งเข้าใกล้ 250 ส.ส.มากยิ่งขึ้น

