ขณะนี้รัฐบาลกำลังปลื้มใจกับตัวเลขจีดีพี ซึ่งไตรมาสแรกของปี 2561 เติบโต 4.8 เปอร์เซ็นต์ สูงที่สุดในรอบ 20 ไตรมาส ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยในการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2561 ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2561 มีปัจจัยบวก เช่น เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าขยายตัว การส่งออกสินค้าฟื้นตัว การลงทุนภาครัฐเร่งตัว ภาคท่องเที่ยวขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ระดับราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น ทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัว ซึ่งแลดูแล้วก็สมควรแล้วที่รัฐบาลจะปลื้มใจ
อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนั้น นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยภาพรวมเศรษฐกิจไทย หรือจีดีพี ในไตรมาสแรก ปี 2561 ว่า มีการขยายตัวอยู่ที่ 4.8% สะท้อนว่าเกือบทุกภาคปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หากดูที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะพบว่ามีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ไตรมาส 4/2560 อยู่ที่ -6% และในไตรมาส 1/2561 อยู่ที่ -12.3% และดัชนีรายได้เกษตรกรมีการปรับตัวลดลงจากไตรมาส 4/2560 อยู่ที่ -6.8% และในไตรมาส 1/2561 อยู่ที่ -4.8%
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค หอการค้าไทยแยกตามภูมิภาค จากการสำรวจข้อมูลระหว่างวันที่ 25 เมษายน ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่น ภาคเหนือมีการขยายตัว 4.5% ขณะที่ภาคกลางและภาคตะวันออก อยู่ที่ 5.5% และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 3% ส่วนภาคใต้ขยายตัว -6% และกรุงเทพฯขยายตัว -3.6% ส่วนข่าวสารการร้องเรียนนั้นพบว่า ราคาสินค้าเกษตรหลายอย่างยังตกต่ำ ราคายางพาราเริ่มมีปัญหา ราคาสับปะรด และอื่นๆ เริ่มมีการร้องขอความช่วยเหลือ
ดังนั้น ขณะที่รัฐบาลกำลังปลื้มใจในตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวม ก็ขอให้หันมาสนใจกับราคาสินค้าทางการเกษตรอีกสักหน รู้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาตลอด แต่จนถึงขณะนี้ปัญหายังคงอยู่ จึงปรากฏเสียงเรียกร้องจากเกษตรกรกลุ่มต่างๆ หรือจากจังหวัดต่างๆ อยู่ จึงเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องเข้าไปจุนเจือช่วยเหลือ หาหนทางแก้ไขทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
ให้จงได้

